
ปากีสถาน รอยต่อแห่งประวัติศาสตร์ สายน้ำแข็ง และหุบเขาอายุยืน
“ถ้าอยากเห็นเส้นขอบฟ้าที่สูงจนทำให้มนุษย์ตัวเล็กลงในพริบตา ให้มาที่หุบเขาฮุนซา” … เสียงของนักเดินที่เคยมาเยือนปากีสถานได้เล่าขานเอาไว้
ปากีสถาน… เพียงแค่เอ่ยชื่อ ก็ทำให้รู้สึกพรั่นพรึง หลายภาพที่เราคุ้นตาจากหน้าจอทีวีคือเหตุการณ์วุ่นวาย การประท้วง สงคราม หรือแผ่นดินแห้งแล้งราวกับชีวิตที่ขาดความหวัง ทว่าเบื้องหลังม่านหมอกแห่งความไม่เข้าใจนั้น ปากีสถานยังมีอีกบทหนึ่งที่โลกส่วนใหญ่มองไม่เห็น ประเทศนี้เปรียบเสมือนจุดตัดของอดีตและอนาคต ที่ซึ่งตำนานของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เส้นทางสายไหม และคำสอนของพระพุทธองค์ เคยหลอมรวมกันจนกลายเป็นศูนย์กลางความรู้ ศรัทธา และวัฒนธรรมของครึ่งโลกตะวันออก ชื่อของ ตักศิลา คือเมืองที่มีอยู่จริง ที่เคยเป็น “ห้องเรียนของโลก” ก่อนจะมีคำว่ามหาวิทยาลัยเสียอีก
และหากภาคล่างของปากีสถานคือประวัติศาสตร์อันลึกล้ำ ทางตอนเหนือของประเทศก็เป็นภาพวาดจากธรรมชาติด้วย 7,000 เมตร ของหุบเขาเขียวชอุ่ม และธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในนอกเขตขั้วโลก โดยเฉพาะ “หุบเขาฮุนซา” (Hunza Valley) ที่นักวิจัยในศตวรรษก่อนยังต้องอุทานว่านี่คือ “Shangri-La” ที่มีอยู่จริง
.
การเดินทางจากประเทศไทยไปยังปากีสถาน (ณ วันที่ผมเดินทาง) ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ต้องไปแบบวางแผน เพราะปากีสถานจำเป็นต้องขอวีซ่าล่วงหน้า สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยทำ e-Visa ผ่านระบบออนไลน์ ผู้เดินทางจะต้องเตรียม สำเนาหนังสือเดินทาง, รูปถ่าย, ตั๋วเครื่องบิน, และจดหมายแนะนำตัวหรือแผนการเดินทางคร่าว ๆ ใช้เวลารอผลประมาณ 3–7 วันทำการ ขึ้นอยู่กับความครบถ้วนของเอกสาร ส่วนวีซ่าที่ได้มานั้นอยู่ในรูปแบบเอกสารขนาด A4 ที่เราต้องพรินต์ติดตัวแล้วยื่นให้ ตม.ทั้งแบบนี้ ตม.จะประทับตราลงบนกระดาษใบนี้โดยตรง
ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนักว่า ที่ระบบตม.ปากีสถานเป็นแบบนั้น เป็นเพราะไม่อยากให้ในพาสปอร์ตของนักท่องเที่ยวมีร่องรอยการเดินทางเข้าปากีสถานรึเปล่า เพราะหลายครั้งหากเราเดินทางไปในประเทศที่มีข้อพิพาทกับกับประเทศที่เราเคยมีประวัติการเดินทางไปในพาสปอร์ต คุณอาจโดนถามมากกว่าปกติ (เช่นที่ผมเคยประสบเมื่อเดินทางไป อาร์เมเนีย – อาเซอร์ไปจาน หรือ คอซอวอ – เซอร์เบีย)
สำหรับเส้นทางบินจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) ไปยังอิสลามาบัด ผมต่อเครื่องผ่านเมืองใหญ่อย่างโดฮา (Qatar Airways) ซึ่งใช้เวลารวมประมาณ 10 – 15 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับระยะเวลารอต่อเครื่อง
หากท่านใดที่เดินทางเป็นประจำอยู่แล้ว การเดินทางไปปากีสถานไม่ได้แตกต่างไปจากประเทศอื่นใด แต่ … หากคุณเดินทางในระเทศปากีสถาน จะมีสิ่งหนึ่งที่แตกต่าง และไม่เคยเจอที่ไหนแน่นอน แต่ก่อนที่เราจะไปดื่มด่ำกับธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำว่า ดูเหมือนไม่ปลอดภัย ผมขอท้าวความประวัติประเทศนี้กันสักหน่อย
.
.
ประเทศที่เกิดขึ้นจากรอยร้าวแห่งจักรวรรดิอังกฤษ
หากเรามองแผนที่โลกด้วยสายตาของนักประวัติศาสตร์ มีบางเส้นขอบเขตประเทศที่ไม่ได้ถูกขีดขึ้นด้วยภูเขาหรือแม่น้ำ แต่เกิดจากรอยร้าวของอำนาจ และปากีสถานคือหนึ่งในประเทศเช่นนั้น
แม้ปากีสถานจะเพิ่งประกาศเอกราชเมื่อปี ค.ศ. 1947 แต่ผืนแผ่นดินนี้มีเรื่องราวที่เก่าแก่กว่ายุโรปส่วนใหญ่ ย้อนหลังไปถึงยุคอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุเมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน ชาวฮารัปปาเคยสร้างเมืองที่มีระบบผังเมือง ท่อระบายน้ำ และอักษรที่ยังถอดรหัสไม่ได้จนถึงวันนี้ อารยธรรมเหล่านี้ดำรงอยู่ก่อนที่กรุงโรมจะถูกก่อสร้าง ก่อนที่ไวกิ้งจะล่องเรือ และก่อนที่ยุโรปจะรู้จักคำว่าสาธารณรัฐ
.
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปากีสถานในฐานะรัฐชาติกลับมีอายุไม่ถึงศตวรรษ มันเกิดขึ้นจากผลพวงแห่งการล่มสลายของจักรวรรดิอังกฤษในเอเชียใต้ และเป็นคำตอบที่โลกตะวันตกพยายามจะจัดระเบียบความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ในอาณานิคมสุดท้ายของตน ตลอดเวลากว่าสองศตวรรษ อังกฤษปกครองอนุทวีปอินเดียผ่านนโยบาย “แบ่งแยกแล้วปกครอง” (Divide and Rule) ปลุกปั่นให้ความแตกต่างทางศาสนา โดยเฉพาะระหว่างชาวฮินดูและมุสลิม ขยายตัวเป็นบาดแผลที่ลึกเกินเยียวยา
เมื่อเวลาของจักรวรรดิอังกฤษเดินมาถึงบทสุดท้าย อังกฤษตัดสินใจ “ตัดแบ่งอินเดีย” โดยใช้ไม้บรรทัดและหมึกดำบนแผนที่ เป็นการสร้างเส้นแบ่งแดนที่ไม่ได้อิงจากภูมิศาสตร์ แต่เกิดจากการเร่งเร้าให้ชาวมุสลิมมี “บ้านของตนเอง” นำไปสู่การถือกำเนิดของ “ประเทศปากีสถาน” คำที่แปลว่า “ดินแดนแห่งผู้บริสุทธิ์”
.
ราคาของเอกราชนั้นคือ โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ประชาชนกว่า 15 ล้านคนต้องอพยพข้ามพรมแดนในเวลาไม่กี่เดือน ชาวฮินดูในปากีสถานต้องย้ายไปอินเดีย ขณะที่ชาวมุสลิมในอินเดียต้องหลบหนีมายังฝั่งปากีสถาน หลายแสนคนเสียชีวิตกลางทางจากความรุนแรงที่ระเบิดออกระหว่างศาสนา ปากีสถานจึงไม่ใช่แค่ประเทศเกิดใหม่ แต่คือประวัติศาสตร์ที่เป็นบาดแผลที่ยังส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความรู้สึกทางชาติพันธุ์ และภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียใต้
.
นับแต่นั้นมา ความขัดแย้งไม่เคยจางหาย สงครามปี 1947, 1965, สงครามใหญ่ที่สุดในปี 1971 ซึ่งนำไปสู่การแยกตัวของบังกลาเทศจากปากีสถาน ความตึงเครียดอย่างรุนแรงในปี 1999 ที่เรียกว่า “Kargil War” และล่าสุด การยิงปะทะตามแนวแบ่งเขต (Line of Control – LoC) ที่ยังเกิดขึ้นเป็นระยะจนถึงปัจจุบัน
แต่สิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งนี้อันตรายกว่าที่คนทั่วไปคิดคือ ทั้งสองประเทศต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ โลกจึงจับตามองอย่างไม่กระพริบตา เพราะสงครามครั้งต่อไปอาจไม่ใช่แค่ความสูญเสียของคนสองฝั่งพรมแดน แต่จะเป็นวิกฤตของมนุษยชาติในระดับโลก
.
.
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังอินเดียตัดสินใจยกเลิก “สถานะพิเศษของแคชเมียร์” (Article 370) ในปี 2019 ซึ่งเป็นการลบล้างข้อตกลงเดิมที่เคยให้แคชเมียร์ปกครองตนเองบางส่วน ซึ่งแคว้นแคชเมียร์เดิมทีเองก็กลายเป็นจุดเปราะบางของเอเชียใต้มาตั้งแต่แบ่งแยกดินแดนจนถึงทุกวันนี้
แคชเมียร์เป็นดินแดนภูเขาสูงทางตอนเหนือของอินเดีย เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่สวยงามที่สุดของโลก ภูเขาสูง น้ำตก ทะเลสาบ และทุ่งหญ้าที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม แต่ราชาผู้ปกครองกลับเป็นชาวฮินดู เมื่อเกิดการแบ่งประเทศ เจ้าผู้ครองแคว้นแคชเมียร์เลือกเข้าร่วมกับอินเดีย ทำให้ชาวมุสลิมจำนวนมากในพื้นที่รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม และกลายเป็นชนวนสู่สงครามระหว่างปากีสถานและอินเดียมาโดยตลอด
.
ปากีสถานมองว่า นี่คือการยึดครองอย่างไม่เป็นธรรม และมีการตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงผ่านทางการทูตและการเคลื่อนไหวทางทหาร ผู้คนในแคชเมียร์จำนวนมากติดอยู่ระหว่างการเมืองที่พวกเขาไม่ได้เลือก การถูกควบคุมโดยกฎหมายความมั่นคงที่เข้มงวด และการขาดอิสระในการพูดหรือเดินทางอย่างเสรี เด็ก ๆ เติบโตมาในบรรยากาศของการลาดตระเวนทางทหารทุกค่ำคืน และเสียงระเบิดกลายเป็นเหมือนเสียงฝนในฤดูมรสุม
.
.
ณ เดือนพฤษภาคม 2025 ความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถานได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากังวลอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ก่อการร้ายในเมืองพาฮาลกัม แคว้นแคชเมียร์ เมื่อวันที่ 22 เมษายน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 26 ราย อินเดียได้ตอบโต้ด้วยการเปิดปฏิบัติการทางทหารชื่อ Operation Sindoor โดยโจมตีเป้าหมายที่อ้างว่าเป็นฐานของกลุ่มก่อการร้ายในปากีสถานและพื้นที่ปากีสถานที่ปกครองแคชเมียร์ ปากีสถานตอบโต้ด้วยการเปิดปฏิบัติการ Operation Bunyan al-Marsus โดยใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีหลายเมืองในอินเดีย รวมถึงกรุงนิวเดลี
ทั้งสองประเทศต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าเป็นผู้เริ่มต้นความรุนแรง และมีการแลกเปลี่ยนการโจมตีด้วยอาวุธหนักตามแนวชายแดนแคชเมียร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากรวมถึงพลเรือน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ความตึงเครียดยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของประชาชนในทั้งสองประเทศ เช่น การปิดน่านฟ้าเหนือพื้นที่ความขัดแย้ง การระงับการแข่งขันกีฬา การอพยพประชาชนจากพื้นที่ชายแดน และความผันผวนในตลาดการเงิน
.
ในขณะที่สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงที่จะทวีความรุนแรงขึ้นอีก ความพยายามในการเจรจาและการไกล่เกลี่ยจากนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งนี้ลุกลามไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ
และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ปากีสถานเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเอกลักษณ์ซับซ้อนที่สุดในโลก ดินแดนที่เกิดจากการต่อสู้เพื่ออัตลักษณ์ทางศาสนา ท่ามกลางภูมิประเทศที่งดงามเกินบรรยาย และอารยธรรมโบราณที่ฝังอยู่ในผืนดินลึกกว่าที่สายตาเห็น
.
.
เศษฐากที่ทิ้งไว้ของจักรวรรดิไม่ได้มีแค่คำว่า เสรีภาพ แต่ยังเต็มไปด้วย
เส้นพรมแดนที่ขีดด้วยหมึก
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดที่อังกฤษทิ้งไว้ คือ เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอินเดียและปากีสถานที่เรียกว่า Radcliffe Line เส้นสมมุติที่ถูกขีดขึ้นในเวลาเพียง 5 สัปดาห์ โดยไม่มีการสำรวจภาคสนาม ไม่มีการปรึกษาประชาชน และไม่มีเวลาทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผลลัพธ์คือการอพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ประชาชนกว่า 15 ล้านคนต้องละทิ้งบ้านเกิดของตน และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 – 2 ล้านคนในเวลาไม่กี่เดือนจากความรุนแรงข้ามศาสนา
.
เมล็ดพันธุ์แห่งความแตกแยก
อังกฤษใช้ยุทธศาสตร์แบ่งแยกแล้วปกครองมาตลอดการครอบงำอนุทวีปอินเดีย ปลุกปั่นให้ชาวฮินดูและมุสลิมมองกันและกันด้วยความระแวงแทนที่จะร่วมมือ อังกฤษสนับสนุนการศึกษาสำหรับบางกลุ่ม บ่มเพาะชนชั้นนำบางฝ่าย และทำให้โครงสร้างสังคมอ่อนแอจากภายใน
ปากีสถานจึงถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับแรงเหวี่ยงของความไม่ไว้ใจ ความหวาดกลัวว่าจะถูกกลืนกลาย และความจำเป็นต้องสร้างตัวตนใหม่ในโลกที่ไม่ได้ให้โอกาสพวกเขาได้เตรียมตัวล่วงหน้า
.
ระบบกฎหมายและราชการที่ไม่ใช่ของตนเองโดยแท้
อังกฤษทิ้งไว้ซึ่งระบบราชการแบบอาณานิคม โครงสร้างที่สร้างขึ้นเพื่อรับใช้จักรวรรดิ ไม่ใช่เพื่อรับใช้ประชาชน ระบบศาลที่สืบทอดจากกฎหมายแพ่งอังกฤษ ระบบตำรวจที่ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมฝูงชนมากกว่าคุ้มครองสิทธิ หลังการเป็นเอกราช ปากีสถานต้องใช้เวลาหลายทศวรรษในการปรับแต่งระบบที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อพวกเขาให้กลายเป็นของประชาชนตัวเอง
.
การแบ่งทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมและเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืน
อังกฤษพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะจุดที่เอื้อต่อผลประโยชน์การค้า เช่น ทางรถไฟเพื่อขนฝ้ายและเกลือ ไม่ใช่เพื่อเชื่อมโยงผู้คนอย่างยั่งยืน พื้นที่ที่กลายเป็นปากีสถานจึงได้รับสัดส่วนของสาธารณูปโภคน้อยกว่าฝั่งอินเดียอย่างชัดเจน
เมื่อถึงวันแบ่งแยก ปากีสถานได้เพียง 17% ของเงินทุนสำรองจากธนาคารกลางอินเดีย และมีปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่บริหารในทุกระดับเพราะคนส่วนใหญ่เป็นฮินดูที่ต้องอพยพออกไป
.
คริกเกต กีฬาของผู้ปกครองที่กลายเป็นศรัทธาของผู้ถูกปกครอง
ในสายตาของอังกฤษ กีฬาคริกเกตคือสัญลักษณ์ของความสุภาพบุรุษ ความมีระเบียบวินัยและจิตวิญญาณแห่งจักรวรรดิ มันถูกนำเข้ามาในอนุทวีปอินเดียเพื่อสอนระเบียบแบบตะวันตกให้กับชาวพื้นเมือง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป กีฬานี้กลับถูกกลืนเข้าเป็นของพวกเขาเอง ชาวอินเดียและชาวปากีสถานไม่ได้เล่นคริกเกตเพื่อเลียนแบบเจ้าอาณานิคมอีกต่อไป หากแต่เล่นเพื่อประกาศอิสรภาพในเชิงวัฒนธรรม ในปากีสถาน คริกเกตไม่ใช่แค่กีฬา แต่คือศาสนาอีกแบบหนึ่งที่รวมผู้คนจากหลากศาสนา หลากภาษา และหลากชนชั้นเข้าไว้ด้วยกันในสนามเดียว
“ชัยชนะเหนืออินเดียในแมตช์คริกเกตใหญ่ อาจให้พลังทางใจมากกว่าชัยชนะในเวทีการเมือง”
ประโยคนี้อาจดูเกินจริง แต่สำหรับชาวปากีสถาน โดยเฉพาะคนรุ่นหลังสงครามแบ่งแยกประเทศ คริกเกตคือเวทีที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า พวกเราก็ทำได้แม้ไม่มีอาณาจักรอันยิ่งใหญ่คอยหนุนหลัง
.
ระบบการศึกษาและภาษาอังกฤษ
นอกจากกีฬาแล้ว อังกฤษยังทิ้งอีกสิ่งหนึ่งไว้ให้ ซึ่งแม้จะเป็นดาบสองคม แต่ก็กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของคนปากีสถานในการเข้าสู่โลกยุคใหม่ นั่นคือ ภาษาอังกฤษ แม้ภาษาราชการของประเทศคืออูรดู (Urdu) แต่ภาษาอังกฤษยังคงเป็นภาษาของชนชั้นนำในระบบราชการ การศึกษา และการเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศ
โรงเรียนเอกชนระดับสูงมักสอนด้วยหลักสูตร Cambridge หรือ Oxford เด็กจำนวนมากเติบโตมากับชีทเรียนภาษาอังกฤษ บทกลอนของเชกสเปียร์ และการสอบวัดผลที่ไม่ได้สะท้อนชีวิตจริงเท่าใดนัก แต่ในอีกด้านหนึ่งคนปากีสถานจำนวนมากก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสะพานเชื่อมไปสู่โลกแห่งโอกาส ในเวทีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือแม้แต่บนเวทีโลก
.
เสื้อผ้า ชา และสถาปัตยกรรม
หากลองเดินในย่านเก่าแก่ของลาฮอร์ (Lahore) หรือราวัลปินดี (Rawalpindi) เราจะพบสถาปัตยกรรมยุควิคตอเรียที่ยังหลงเหลืออยู่ท่ามกลางเสียงแตรรถและฝุ่นควันของเมืองยุคใหม่ โรงศาล โรงเรียน สถานีรถไฟ สิ่งเหล่านี้ยังคงสะท้อนโครงสร้างที่อังกฤษทิ้งไว้ เป็นทั้งร่องรอย และบางครั้งก็คือ กรอบจำกัด ที่สังคมยังไม่สามารถออกจากมันได้
แม้แต่การดื่มชาที่วันนี้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำบ้านทั่วปากีสถาน ก็มีรากจากน้ำชาร้อนในอังกฤษยุคเจน ออสเต็น ที่ถูกนำมาเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับลิ้นของเอเชียใต้ เติมนม เติมเครื่องเทศ จนกลายเป็นชาแบบปากีสถานที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
.
สิ่งที่อังกฤษทิ้งไว้ในปากีสถานไม่ใช่เพียงโครงสร้างอำนาจ หรือเส้นพรมแดน หากแต่คือเครื่องมือ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “พื้นที่ในการตีความ” ซึ่งชาวปากีสถานต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนเครื่องมือเหล่านั้นให้กลายเป็นของตนเอง
บางสิ่งถูกแปรสภาพเป็นโอกาส เช่น ภาษาอังกฤษที่กลายเป็นสะพานสู่การเจรจากับโลก กีฬาอย่างคริกเกตที่กลายเป็นเวทีประกาศศักดิ์ศรีใหม่ หรือระบบกฎหมายที่แม้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นรากฐานให้การปกครองค่อย ๆ เป็นไปตามรูปแบบรัฐสมัยใหม่
.
.
แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งจะเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่น
แม้ปากีสถานจะเผชิญความตึงเครียดจากภายนอกมาตั้งแต่วันแรกที่ประเทศถือกำเนิด โดยเฉพาะข้อพิพาทกับอินเดียในประเด็นแคชเมียร์ที่ยังไม่มีบทสรุป แต่สิ่งที่สั่นคลอนประเทศนี้ยิ่งกว่ากลับไม่ใช่ศัตรูจากภายนอก หากคือ เปลวเพลิงจากภายใน ไฟที่เผาไหม้ช้า ๆ และแทบมองไม่เห็นจากสายตาภายนอก
บางสิ่งกำลังสั่นสะเทือนอยู่ในโครงสร้างของสังคม ความไม่สงบในหลายพื้นที่ของประเทศโดยเฉพาะทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือแผลเก่าที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา และการแทรกแซงของกลุ่มอำนาจ
หนึ่งในรอยแยกที่ชัดเจนที่สุดของปากีสถาน ก็คือการปรากฏตัวของ “กลุ่มตาลีบัน” ซึ่งเป็นที่รู้จักในเวทีระหว่างประเทศในฐานะผู้ปกครองอัฟกานิสถาน แต่ในความเป็นจริง ปากีสถานเองก็ไม่อาจหลุดพ้นจากอิทธิพลเงียบของกลุ่มนี้ โดยเฉพาะผ่านเครือข่าย Tehrik-i-Taliban Pakistan (TTP) ที่เคลื่อนไหวในประเทศอย่างต่อเนื่องมานานหลายปี
.
หากจะเข้าใจตาลีบันที่ปกคลุมทั้งอัฟกานิสถานและส่งผลกระทบถึงปากีสถาน เราต้องย้อนกลับไปยังช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ยุคที่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ก่อร่างขึ้นท่ามกลางซากปรักของสงครามเย็น
กลุ่มตาลีบันถือกำเนิดขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1990 จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถาน ภายหลังการถอนกำลังของโซเวียตที่เคยรุกรานประเทศนี้ในยุค 1980 พวกเขาคือนักเรียนศาสนาที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางเสียงปืน ซากความหวัง และโรงเรียนที่สอนทั้งอัลกุรอานและการจับอาวุธ ภายในเวลาไม่กี่ปี ตาลีบันยึดกรุงคาบูลได้ในปี 1996 และก่อตั้ง Islamic Emirate of Afghanistan โดยอ้างอิงหลักศาสนาอิสลามแบบเคร่งครัด พวกเขาประกาศห้ามผู้หญิงออกจากบ้านโดยไม่มีผู้ชายร่วมทาง ห้ามผู้หญิงเรียนหนังสือ ทำงาน หรือแม้แต่หัวเราะในที่สาธารณะ ดนตรี ศิลปะ โทรทัศน์ และภาพยนตร์ล้วนถูกแบนอย่างเด็ดขาด
แต่สิ่งที่ทำให้ตาลีบันไม่ใช่แค่ปัญหาของอัฟกานิสถานอีกต่อไป คือการให้ที่พักพิงแก่กลุ่มอัลกออิดะห์ และ โอซามา บิน ลาเดน ที่เตรียมการวางแผนโจมตีสหรัฐ ฯ ในเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001
.
.
11 กันยายน 2001
ในเช้าของวันอังคารอันเงียบสงบ ณ ใจกลางมหานครนิวยอร์ก เครื่องบินพาณิชย์ 4 ลำซึ่งถูกจี้โดยกลุ่มหัวรุนแรงอัลกออิดะห์ (Al-Qaeda) กลายเป็นอาวุธสังหารหมู่ที่เปลี่ยนวิถีของมนุษยชาติไปตลอดกาล สองลำพุ่งเข้าชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ อีกหนึ่งลำกระแทกอาคารเพนตากอน และอีกลำตกลงในรัฐเพนซิลเวเนียก่อนถึงเป้าหมาย เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ กลุ่มอัลกออิดะห์มีฐานที่มั่นอยู่ในอัฟกานิสถาน ภายใต้การคุ้มครองของกลุ่มตาลีบัน (Taliban)
เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่ม สหรัฐและพันธมิตรเปิดฉาก ปฏิบัติการ Enduring Freedom เคลื่อนพลบุกอัฟกานิสถาน ไล่ล่าตาลีบัน และตามหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังอย่าง โอซามา บิน ลาเดน กลุ่มตาลีบันถอยร่นอย่างรวดเร็วจากเมืองหลวงคาบูล สูญเสียอำนาจในเชิงรูปธรรม แต่ไม่ได้สลายไป พวกเขากระจายตัวเข้าสู่ตามแนวพรมแดนที่ยากเข้าถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เรียกว่า FATA (Federally Administered Tribal Areas) ดินแดนที่อยู่ในเขตชายแดนของปากีสถาน แต่แทบไม่มีอำนาจรัฐใดเข้ามาควบคุม
.
พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นสุญญากาศแห่งอำนาจ ไม่มีตำรวจ ไม่มีโรงเรียน ไม่มีสื่อ ไม่มีเสียง และที่สำคัญ ไม่มีความหวัง
ในบริบทเช่นนี้ กลุ่มตาลีบันเวอร์ชันใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นในปากีสถาน ในชื่อ Tehrik-i-Taliban Pakistan (TTP) พวกเขาต่อต้านการปรากฏตัวของกองทัพอเมริกัน และมองว่ารัฐบาลปากีสถานเองคือทรราชย์ที่ยอมจำนนต่อโลกตะวันตก
.
.
16 ธันวาคม 2014
โรงเรียนกองทัพในเมืองเปชาวาร์ของปากีสถานถูกกลุ่มตาลีบันปากีสถาน (TTP) บุกโจมตี มือปืน 6 คนพร้อมอาวุธสงครามบุกเข้าไปกลางห้องเรียน ไล่ยิงเด็กนักเรียน เหตุการณ์กินเวลานานกว่า 8 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 149 ราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนมากถึง 132 คน นับเป็นความสูญเสียครั้งเลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน โดนกลุ่ม TTP อ้างว่าเป็นการตอบโต้กองทัพ
และในขณะที่โลกกำลังพะวงกับการก่อการร้ายระดับโลก
เด็กหญิงวัย 11 ปีคนหนึ่งในหุบเขาสวัต พื้นที่ที่อยู่ไม่ไกลจากเขต FATA กำลังเขียนบล็อกด้วยความหวัง …
.
.
2012 — 11 ปีหลัง 9/11
มาลาลา ยูซัฟไซ เขียนบันทึกลงในเว็บไซต์ของ BBC Urdu ในนามแฝง เพื่อเล่าเรื่องที่ธรรมดาอย่างการเป็นเด็กผู้หญิงที่อยากไปโรงเรียนในพื้นที่ที่ไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ เสียงเล็ก ๆ ของเธอฝ่าความเงียบของความกลัวออกมา
ไม่นานหลังจากนั้น มาลาลาถูกยิงเข้าที่ศีรษะโดยสมาชิกของกลุ่มตาลีบัน ในขณะกำลังเดินทางกลับจากโรงเรียน รถของเธอถูกสกัดกลางถนน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมทาง ความพยายามในการลอบสังหารครั้งนั้นไม่ได้ฆ่าเธอ แต่กลับจุดไฟให้เสียงของเธอดังขึ้นจนทั่วโลก เธอได้รับการรักษาในอังกฤษ และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อต้านความสุดโต่งด้วยปากกาและคำพูด
ตรงข้ามกับปืนและคำสั่ง
.
.
ในขณะที่เด็กหญิงคนหนึ่งใช้ชีวิตเป็นอาวุธต่อรองกับความกลัว กองทัพตะวันตกเองก็ต้องใช้เวลา 20 ปี ในอัฟกานิสถาน และในที่สุดเมื่อสหรัฐ ฯ ตัดสินใจถอนทัพในปี 2021 ภาพที่คนทั้งโลกได้เห็นกลับกลายเป็นความย้อนแย้งที่เจ็บปวด ตาลีบันกลับมายึดกรุงคาบูลอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก้าวเข้ามาในอำนาจที่ไม่มีใครอยากถือครองต่อ คราวนี้พวกเขาไม่ได้กลับมาในฐานะกลุ่มก่อการร้าย แต่ในฐานะ “รัฐบาล” ของอัฟกานิสถาน
หลายคนเคยคิดว่า การล่มสลายของตาลีบันในปี 2001 คือจุดสิ้นสุด แต่ประวัติศาสตร์กลับสอนว่า อำนาจที่ไม่ได้รับการเข้าใจ ไม่เคยล่มสลายอย่างแท้จริง เพราะในที่สุดจิตวิญญาณของตาลีบันไม่ได้ซ่อนอยู่ในกองกำลังหรือปืนกล แต่อยู่ใน “ช่องว่าง” ที่รัฐไม่เคยเติมเต็ม
.
.
พออัฟกานิสถานกลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของตาลีบันอีกครั้งในปี 2021 ผลกระทบก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภายในพรมแดนของประเทศนั้น หากแต่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะสู่ประเทศเพื่อนบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นทั้งฐานสนับสนุน เส้นทางลำเลียง และที่หลบซ่อนนั่นคือ ปากีสถาน
แม้รัฐบาลปากีสถานจะประกาศตัวว่า ไม่สนับสนุนตาลีบัน และพยายามรักษาความสัมพันธ์กับนานาชาติในระดับรัฐสมัยใหม่ แต่ในความเป็นจริง พรมแดนที่ทอดตัวตัดผ่านภูเขาสูงและหุบเขาลึกระหว่างสองประเทศนั้นไม่สามารถควบคุมได้จริงทั้งหมด กระแสคนเข้าออกยังคงมีอยู่ และเมื่ออัฟกานิสถานหวนคืนสู่การปกครองแบบเคร่งศาสนาอีกครั้ง เงาเดิม ๆ ที่เคยซ่อนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของปากีสถานก็เริ่มขยับตัว
.
ผมเดินทางไปยังปากีสถานในปี 2024 เพียงสามปีหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอัฟกานิสถาน และแม้จะไม่ได้เผชิญกับเหตุการณ์รุนแรงโดยตรง แต่สิ่งที่เห็น สิ่งที่สัมผัสได้คือ ความเข้มงวดที่ปกคลุมทุกระดับของชีวิต ไม่ใช่ความหวาดกลัวแบบโกลาหล แต่เป็น “ความตึงเครียดแบบเงียบ ๆ” ที่แทรกซึมอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ ของการเดินทาง
จุดหมายของผมคือ หุบเขาฮุนซา ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของนักเดินทาง และที่ผู้คนกล่าวขานว่ามี “ผู้เฒ่าอายุยืนเกินศตวรรษ” อาศัยอยู่ในความสงบ แต่ในช่วงที่ผมเดินทางนั้น สนามบินที่ฮุนซายังไม่เปิดให้บริการ เนื่องจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย เราจึงต้องนั่งรถจากสนามบินในอิสลามาบัด ลัดเลาะขึ้นเหนือผ่านหุบเขา ถนนที่แคบชันและเมืองชนบทเล็ก ๆ ไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดหมาย ซึ่งใช้เวลารวมหลายสิบชั่วโมง
.
แต่สิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ต่างจากทริปทั่วไปในประเทศอื่น ๆ คือ ความเข้มงวดของด่านตรวจ ที่ปรากฏขึ้นทุกระยะตลอดเส้นทาง จากจุดหนึ่งถึงจุดถัดไป เราต้องหยุดรถและรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่เป็นระยะ ๆ คนขับรถของผมเตรียมสำเนาหนังสือเดินทางไว้ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่าโหล (ไม่พอจนต้องแวะถ่ายเอกสารเพิ่ม) เพื่อแจกให้กับด่านที่เราต้องผ่าน และบางจุดเจ้าหน้าที่ไม่ได้ตรวจเอกสารเพียงอย่างเดียว หากขอให้เราลดกระจกรถลงเพื่อพูดคุยเล็กน้อย และในหลายกรณี ยังขอถ่ายรูปนักท่องเที่ยวคู่กับตนเองในลักษณะคล้าย “เซลฟี” เพื่อเก็บไว้เป็นบันทึกการผ่านทางอีกด้วย
มันไม่ใช่ภาพของการเผชิญหน้าแบบกดดัน แต่ก็ไม่ใช่ความสบายใจแบบที่นักเดินทางเคยชิน ทุกอย่างดูนิ่งและสุภาพ ทว่าเต็มไปด้วยเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตผ่านด่าน การแสดงตัวตน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้ปากีสถานยังเปิดรับนักท่องเที่ยว (ในเวลานั้น) และยังคงมีภูมิทัศน์ที่งดงามน่าหลงใหล แต่มันไม่ใช่พื้นที่ที่เหมือนเดิม หลังปี 2021 ความเงียบของตาลีบันในอัฟกานิสถานไม่ได้แปลว่าไม่มีการเคลื่อนไหว และแม้ปากีสถานจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ แต่การเดินทางผ่านด่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า การถูกบันทึกภาพโดยเจ้าหน้าที่ และการเตรียมตัวอย่างรัดกุมก่อนเข้าเขตชนเผ่าก็เป็นเครื่องย้ำเตือนเงียบ ๆ ว่า “เงานั้นยังอยู่” และความระแวดระวังคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
.
.
ในบทความถัดไป ผมจะพาทุกคนลัดเลาะหุบเขา ลัดเลาะเส้นทางสายคดเคี้ยว สู่ดินแดนที่ไม่ลับ แต่ตั้งอยู่ลึก ลึกในภูเขา ลึกในประวัติศาสตร์ และลึกในความทรงจำของผู้มาเยือน ที่นั่นคือ ฮุนซา หุบเขาแห่งตำนานที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น Shangri-La ที่มีอยู่จริง
พร้อมแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ มุมมองใหม่ที่ไม่เคยคิดมาก่อน และเรื่องราวที่อาจเปลี่ยนความคิดของเราไปตลอดกาล ฝากติดตามด้วยนะครับ







ใส่ความเห็น