กินข้าวรึยัง

        กินข้าวรึยัง         คำนี้ถือเป็นคำทักทายมาตราฐาน บางกรณีอาจไม่ได้ทักเพื่อต้องการคำตอบเป็นเพียงเสมือนการหาเรื่องชวนพูดคุยหรือเริ่มต้นการสนทนากัน         หรือบางกรณีอาจหมายถึงคำปิดการพบปะ อย่างเช่นเราเจอคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะเจอแต่ด้วยมารยาทจำเป็นต้องพักทักทายกัน แต่หากใช้เวลานานเกินควรฝ่ายหนึ่งอาจใช้คำว่า “กินข้าวรึยัง” นี้เป็นเหมือนการเตือนให้อีกฝ่ายยุติเพื่อต่างคนต่างไปกินข้าว         ขณะที่อีกกรณีอาจตรงข้ามกันเลย คือไม่ได้ใช้เพื่อจาก แต่ใช้เพื่อรวม เช่นเพื่อนเก่ามาเจอกันโดยบังเอิญ หรือชายหนุ่ม หญิงสาวเริ่มรู้จักกัน คำถามกินข้าวรึยังนี้จึงเหมือนชักสะพานให้สานต่อ ชักชวนให้ไปกินข้าวพร้อมคุยกันต่อ         แต่ทั้งหลายทั้งปวงล้วนไม่ได้คาดหวังที่จะทราบว่าอีกฝ่ายกินข้าวมาแล้วหรือยังจริง ๆ ซึ่งนี่ต่างจากอดีตครับ !         โบราณเราถามคำนี้ ก็หมายถึงคำนี้กันจริง ๆ เพราะวิถีเดิมเราไม่ได้มีหลักสูตรดูแลสุขภาพสอนกันทั่วไปแบบทุกวันนี้ว่าต้องกินข้าว 3 มื้อ แต่บรรพบุรุษเราจะกินตอนหิว คือตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณอกมาแจ้งว่าถึงเวลาที่จะต้องเติมสารอาหารที่พร่องขาดไป ต้องเติมกลับเข้าไปเพื่อร่างกายจะได้ทำงานต่อได้         เพราะเดิมเราอยู่ภาคเกษตรกรรมที่การเพาะปลูก ทำนา ทำไร่นั้นไม่แน่นอน ออกนา เข้าป่าไปกลับมาเจอกันก็ทักว่าได้กินข้าวมารึยังจะได้ต้อนรับขับสู้ตามนิสัยโอบอ้อมอารีของคนไทยเรา         แต่ปัจจุบันเราเปลี่ยนจากยุคเกษตรกรรมที่รับแค่เศษ ๆ ของกรรมมาสู่ยุคอุตสาหกรรมที่เรา อุตส่าห์หากรรมมาใส่ตัวคำนี้เลยเปลี่ยนหน้าที่ไป         กินไม่เป็นเวลาแบบนี้แล้วไม่เป็นโรคกระเพาะรึ บางท่านอาจสงสัย         เรื่องนี้มันเหมือนไก่กับไข่ล่ะครับ เมื่อน้ำย่อยไหลเราเติมจนร่างกายคุ้น ต่อไปน้ำย่อยก็ไหลเวลานั้นอีก เราก็เติมตอนนั้นอีกเช่นนี้เรียกว่าเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ตามตำรา ดังนั้นจึงไม่ได้กระทบกับร่างกายแต่อย่างใด         นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เมื่อนำเสนอสังคมจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิด โดยเฉพาะเมื่อบอกให้กินเมื่อหิว กินตามที่ควรแก่ร่างกาย กลายเป็นยิ่งยุ่ง เพราะเราไปตีความคำว่าหิวผิดไป จากเดิมหิวคือร่างกายหลั่งน้ำย่อยมาเพื่อเตือนให้เจ้าของจัดการตามที่ควร เหมือนอาการทางร่างกายต่าง ๆ ที่ส่งสัญญาณร้อน หนาว ทุกข์มาเพื่อจะได้บำบัดถูก แต่หิวกลับกลายเป็นเรื่องทางใจคือ “อยากกิน” เสียมากกว่า เลยกลายเป็นกินทุกครั้งที่อยากและนั่นนำมาซึ่งสารพัดโรคให้มาตามรักษากัน         ที่ยกมานี่นอกจากจะชวนสังเกตุเรื่องภาษาที่เคลื่อนไปใช้งานได้หลากหลายอันเป็นเสน่ห์ของภาษาไทยแล้ว ยังอยากชวนดูภูมิปัญญาไทย ๆ ที่เราผูกวิถีชีวิตเข้ากับวิถีสังคมได้อย่างกลมกลืนและใช้ได้อย่างเกิดประโยชน์สมกับปัญญาของบรรพบุรุษเรา         วันนี้คุณกินข้าวรึยังครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *