บนบานศาลกล่าว

บนบานศาลกล่าว เป็นคำติดหูที่ได้ยินกันจนชิน แต่ที่น่าคำนึงมากกว่าการได้ยินได้ฟังก็คือ การกระทำอาการดังกล่าวของคนจำนวนไม่น้อยที่ยามอยากได้อะไรก็ไปอ้อนวอน ติดสินบน หวังพึ่ง เอาจากสิ่งลี้ลับ จากอำนาจวิเศษโดยละเลยการสร้างเหตุที่เหมาะสมต่อการไปถึงจุดที่ต้องการนั้น อาการนี้เป็นกันในทุกเพศและทุกวัย เริ่มจากเด็กที่พอจะรู้ความพออยากได้ของเล่นก็ขอเอากลับซานตาคลอสบ้าง ตัวการ์ตูนผู้วิเศษบ้าง ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเป็นด้วยความยังไม่เดียงสา พอโตขึ้นหน่อย เข้าสู่วัยรุ่น รู้ความมากขึ้นแล้ว แต่พออยากเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ สถาบันดัง ๆ หรืออยากมีแฟนสวย ๆ หล่อ ๆ ก็ไปบนบานสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันจนเป็นภาพเจนตา แบบนี้นี่ก็ยังพอทำเนาว่ายังโตไม่เต็มที่หรือยังไม่บรรลุนิติภาวะ

แต่พอเรียนจบทำงานแล้วครั้นพออยากได้ตำแหน่งใหม่ อยากได้เงินเดือนเพิ่มก็ยังหนีไม่พ้นจากการไปบวงสรวง แบบนี้เริ่มต้องใช้ความพยายามมากหน่อยในการทำใจยอมรับว่าเหตุใดกันที่วัยวุฒิรวมถึงคุณวุฒิก็มากพอต่อการถูกเรียกว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วแต่ไฉนยังทำอาการเช่นนี้อยู่ สุดท้ายกับในวัยเจนโลก ผ่านโลกมามาก ผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วนแล้วแต่ก็ยังคงยกมือท่วมหัวอ้อนวอนขอสิ่งที่ตนปรารถนา แบบนี้ก็เข้าใจยากที่สุดว่าด้วยประสบการณ์อันโชกโชนที่ควรจะมีความเข้าใจต่อสรรพสิ่งมากเพียงพอ ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านโลกมาจนปรุโปร่งควรที่จะเป็นไทแก่ตนเองได้กลับยังคงต้องพึ่งพิงสิ่งภายนอกกันอยู่

ที่พอเป็นข้ออ้างก็คือ ทั้งหมดนี้ทำเพื่อให้เกิดความสบายใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการที่จะมุ่งมั่นฝ่าฟันภารกิจ ซึ่งก็คงต้องถามใจตัวผู้ทำดูว่าที่ทำนั้นทำเพื่อความสบายใจหรือทำด้วยคาดหวังผลกันจริง ๆ ซึ่งคำตอบนั้นหากไม่อคติเข้าข้างตนเองเกินไปคงต้องยอมรับว่าหลายคนอธิษฐานไปก็แอบหวังผล (ง่าย ๆ เร็ว ๆ ไม่ต้องเหนื่อย) นั้นไปด้วย มีน้อยคนเหลือเกินที่จะอธิษฐานได้อย่างถูกต้อง

“แล้วอย่างไรถึงจะเรียกว่าอธิษฐานได้ถูก ?” ก่อนตอบเรามาดูความหมายของคำ ๆ นี้กันก่อนครับ  อธิษฐานนั้นมี 2 นัยยะ นัยยะแรกคือการตั้งใจมุ่งผลอย่างใด อย่างหนึ่ง ตั้งจิตปรารถนา ตั้งจิตขอร้องต่อสิ่งที่ตนถือว่าศักดิ์สิทธิ์เพื่อผลอย่างที่ตนต้องการ ซึ่งนัยยะนี้ก็คือการบนบานศาลกล่าวที่เพิ่งคุยกันไปนั่นเอง

ขณะที่การอธิษฐานในนัยยะที่ 2 คือการตั้งใจหรือการผูกใจ การรักษาสัจจะ ความตั้งมั่นในดำริที่มุ่งมั่นในการการกระทำสิ่งดี ๆ ซึ่งการอธิษฐานแบบนี้ล่ะครับที่ผมอยากใช้คำว่าอธิษฐานที่แท้ หรือจะเรียกว่าอธิษฐานแบบชาวพุทธก็ได้ เพราะนี่เป็นการอธิษฐานไปที่เหตุ ตั้งสัจจะวาจา ตั้งใจ มีความดำริมั่นที่จะมุ่งมั่นทำเหตุดีเพื่อให้เกิดผลดีตามที่หวังนั้น ซึ่งต่างจากการอธิษฐานในแบบแรกนั้นเป็นคนละขั้ว หรือคนละด้านเลยทีเดียว เพราะแบบแรกเป็นการมุ่งมั่นไปที่ผล หรือถ้าจะพูดแบบโหด ๆ หนัก ๆ อาจบอกว่าเป็นการอธิษฐานแบบโลภมาก จะเอาแต่ผล เอาแต่ได้ ทั้งยังเป็นการเอาผลแห่งความสำเร็จไปฝากไว้ภายนอกขึ้นอยู่กับการดลบันดาล ความพอใจ เป็นการพยายามติดสินบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขณะที่อธิษฐานแบบพุทธคือการตั้งสัจจะที่จะสร้างเหตุ เป็นเพียงการแจ้งแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ถึงความตั้งใจดีของเรานี้ ถ้าจะขอ ก็คือการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเป็นกำลังใจให้ หรืออย่าให้มีอะไรมารบกวนเราขณะที่เรากำลังมุ่งสร้างเหตุนี้  ก็ลองตรองดูครับว่าแบบไหนน่าจะทำให้ผลเกิดขึ้นได้จริงมากกว่ากัน ต่อให้คนที่ขี้เกียจสุด ๆ อยากได้ผลแบบง่าย ๆ หากไม่อคติก็ยังสามารถตอบได้ไม่มีทางผิดเลยว่าต้องเป็นการทำเหตุแน่นอน

แล้วอย่างนี้ทำไมคนถึงมักอธิษฐานแบบแรกมากกว่าแบบหลัง ?

คำตอบข้อแรกคือ คนอาจไม่รู้คิดว่าการอ้อนวอนขอเป็นวิธีที่จะทำให้สำเร็จได้จริง เพราะได้ยินมานาน เชื่อสืบๆ กันมา

คำตอบอีกข้อคือ คนรู้เพียงแต่อาจเห็นว่ามีทางเลือกอื่นที่สบายกว่าเลยลองเลือกทางนั้นดู ด้วยนึกว่าก็ไม่เสียหายอะไร

แต่ไม่ว่าจะทำด้วยรู้ หรือไม่รู้ก็ไม่ควรทำทั้งนั้น เพราะสุดท้ายแล้วหากการอ้อนวอนขอครั้งนี้สำเร็จก็เท่ากับปลูกฝังนิสัยอันย่ำแย่ให้กับตัวเองในอนาคตต่อไป เพราะเห็นว่าครั้งก่อนขอแล้วได้ ต่อไปอยากได้อะไรก็ขออีก ไม่ได้เจ้าพ่อองค์นี้ ก็วิ่งรอกไปหาเข้าพ่อองค์อื่น เทพองค์อื่นที่ร่ำลือกันว่าขลังกว่า สุดท้ายกลายเป็นคนทำเหตุเองไม่เป็น

จากนี้เวลามีโอกาสสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ใช้โอกาสนั้นมาอธิษฐาน (จริง ๆ) ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านช่วยให้เราสามารถเดินทางด้วยตนเอง นั่นล่ะครับรับรองความสำเร็จอันแท้จริงในชีวิตได้เลยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *