“If you are not a part of the solution, you are a part of the problem”
Eldridge Cleaver
“ถ้าคุณไม่เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา” วลีเตือนใจนี้เหมาะอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบันที่คนจำนวนไม่น้อยมักละเลยที่จะอุทิศตน สละกำลังมาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยข้ออ้างยอดนิยมคือ “อยากช่วยแต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร” หรือ “ฉันคนตัวเล็ก ๆ ไม่มีกำลังจะไปแก้ปัญหาใหญ่ขนาดนั้นได้หรอก” ข้ออ้างทำนองนี้ลึก ๆ แล้วมาจากการป้องกันตัวเองจากความรู้สึกผิดจากการไม่ได้ช่วยทำอะไร ความเชื่อที่ผิดเช่นนี้นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งครับ เป็นอันตรายทั้งต่อสังคมโดยรวมที่จะมีแต่สมาชิกที่เอาแต่ดูดาย และอันตรายทั้งต่อตัวบุคคลผู้ที่คิดเช่นนั้นเอง เพราะการคิดแบบนี้เท่ากับการดูถูกตัวเองอย่างไม่รู้ตัว และทุกครั้งที่คิดคือการกดตัวเองให้ต่ำลง ๆ ต่ำจนในที่สุดตัวเองจะทนตัวเองไม่ได้ ต้องดิ้นรนไปหาความยอมรับนับถือจากสิ่งภายนอกอื่น ซึ่งก็มักหนีไม่พ้นการไปแสดงอำนาจกับคนใกล้ตัว ลูกหลาน หรือบริวารซึ่งหลังจากนั้นก็แน่นอนที่จะทำให้กลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เป็นคนขาดความอบอุ่นที่มากยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนกลายเป็นความหว้าเหว่และหดหู่ สุดท้ายกลายเป็นคนแก่ขี้บ่น จู้จี้เอาแต่ใจ และต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่สุด การแก้ไขปัญหานี้จึงต้องกระทำกลับด้านกัน คือต้องเสนอตัวเข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม เพื่อทำให้เกิความตระหนักรู้ในคุณค่าแห่งตน ที่เมื่อความตระหนักรู้นี้มีมากขึ้นจะส่งผลให้เกิดเป็นความมั่นคงในจิตใจ และความมั่นคงนี้จะส่งกระแสออกไปสู่คนรอบข้างจนเขาสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยและอบอุ่นจนอยากเข้ามาชิดใกล้ และนี่เองจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดของการไปทำ “จิตอาสา” ช่วยเหลือสังคม ยิ่งทำมากเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ ยิ่งได้ผลมากเท่านั้น เหมือนดั่งการเติบใหญ่ของต้นไม้ …เริ่มช้า เวลาโตน้อย ต้นยังเล็กรากตื้นก็ล้มง่าย …เริ่มเร็ว เวลาโตนาน ต้นก็ใหญ่รากลึกยากจะล้ม ผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ที่อยากเห็นลูกมีความมั่นคงในชีวิตภายภาคหน้า อยากมอบแก่นและหลักยึดให้แก่ชีวิตในอนาคตของพวกเขาจึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องปลูกฝังและส่งเสริมให้เขาได้เริ่มสัมผัสงานอาสานี้แต่เยาว์วัยครับ คอลัมน์ Family in Love ใน Happy+ ฉบับรับวันเด็กแห่งชาตินี้จึงขอแนะนำให้ในวันเด็กปีนี้นั้นควรที่จะพาเด็ก ๆ ไปสถานสงเคราะห์ สถานการกุศลต่าง ๆ ด้วยครับ เช้าพาลูกไปเป็นจิตอาสา ให้เขาได้ช่วยเหลือสงเคราะห์คนอื่นตามแต่ความสนใจเสียก่อน สาย ๆ หรือบ่าย ๆ ค่อยพาไปพิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่จัดงานวันเด็กต่าง ๆ ทีหลังครับ ส่วนการหาองค์กรการกุศลที่จะพาเขาไปนั้นแนะนำว่าควรเป็นองค์กรที่มีกิจกรรมให้เขาได้ลงแรง ลงมือช่วยเหลือด้วยตัวเขาเอง ให้เขาจะได้เห็นแววตาซาบซึ้งใจ ให้เขาได้ฟังเสียงกล่าวขอบคุณ เช่นนี้จึงจะเป็นผลโดยตรงต่อความตระหนักรู้คุณค่าในตัวเขา เป็นการลงเมล็ดพันธ์แห่งจิตอาสาในใจเขาได้จริง ไม่ใช่แบบสักแต่พาไปบริจาค หยอดตู้ทำบุญกันไป ที่ไม่แน่ว่าจะสร้างความภูมิใจนี้ขึ้นมาให้เขาได้ และถ้าจะให้ได้ผลดียิ่งขึ้นหลังจากได้ลองพาเขาไปสถานสงเคราะห์ประเภทต่าง ๆ แล้วก็ให้ลองสังเกตุดูว่าเขาสนใจในเรื่องไหนเป็นพิเศษ เขามีความสุขใจกับการช่วยแบบไหนที่เห็นได้ชัด ก็ให้หมั่นเติมเชื้อด้วยการพาเขาไปช่วยงานองค์กรด้านนั้น ๆ ให้บ่อยขึ้น ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็มั่นใจได้ว่าเส้นทางต่อจากนี้ของเขาจะเดินไปสู่ความเป็นคนดี คนเก่งตามที่เราหวังไว้แล้ว และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การหมั่นสละแรงกายภายนอกนี้จะเป็นปัจจัยช่วยทำให้เขาสามารถสละของภายในที่จะทำให้ชีวิตเขามีคุณค่าสูงสุดได้อีกด้วย นั่นก็คือการสละความสุขของตน การสละความคิด ความเชื่อแห่งตน ไปจนถึงการสละความเห็นผิดว่ามีตัวตนอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงด้วยครับ







ใส่ความเห็น