ได้ยินวิสัยทัศน์จากผู้มีบทบาทในสังคมกันบ่อย ๆ ว่าจะทำให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นครัวของโลก ก็น่าดีใจครับ เพราะการได้กลายเป็นมหาอำนาจทางอาหารของโลกนี่คงจะมีอิทธิพลน่าดู ก็ขนาดน้ำมันที่จะว่าไปในอดีตสมัยที่มนุษย์ยังไม่รู้จักน้ำมัน มนุษย์ก็ยังสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่เห็นจะมีใครตายเพราะขาดพลังงานชนิดนี้ ยังทำให้ประเทศผู้ผลิตรายใหญ่กลายเป็นผู้ทรงพลัง มีอิทธิพลต่อโลกได้อย่างมหาศาล แล้วกับอาหารอันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขาดเสียมิได้อย่างแท้จริงในการดำรงชีวิตไม่ว่าจะยุคสมัยใดจะทรงอิทธิพลยิ่งกว่าขนาดไหน คิดเล่น ๆ ก็น่าจะขนาดที่ชาวนาควรจะสำคัญกว่าวิศวกรโรงกลั่นนั่นล่ะครับ แต่ในความเป็นจริง สังคมกลับมอบความจริงที่โหดร้ายให้แก่ชาวนาที่ไม่เพียงมีฐานะทางการเงินที่ด้อยกว่าหลาย ๆ อาชีพ ชาวนายังมีฐานะทางสังคมที่ต่ำต้อยกว่าอย่าไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะกับชาวนาไทยที่แทบไม่มีค่านิยมไหนสนับสนุนให้ลูกหลานเป็นเลย มีแต่อยากให้รับราชการเป็นเจ้าคน นายคน เป็นดารา นักร้อง เป็นหมอ เป็นครู หรือเป็นนักธุรกิจ ก็น่าคิดว่าเมื่อเราก้าวขึ้นเป็นครัวโลกได้จริง ๆ แล้ว ชาวนาเราจะได้เป็นผู้มีศักดิ์ มีศรีในสังคมมากขึ้นไหม กลับมาเรื่องการขึ้นเป็นครัวของโลกนั้น จะว่าไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทั้งที่ดิน น้ำ อากาศ (ถ้าเราไม่ทำลายล้างกันไปจนหมดก่อน) อีกทั้งเป็นภูมิประเทศที่ไม่ค่อยเสี่ยงต่อภัยพิบัติใหญ่ ๆ มากนัก ทำให้สิ่งที่ตั้งเป้าไว้นั้นไม่ไกลเกินความจริงเลย เราสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับต้น ๆ ของโลกนี้ผ่านการเป็นครัวโลก หรือเป็นผู้นำด้านอาหารนี้ได้ คุ้น ๆ ว่าเคยได้ผ่านตาคำกล่าวของนายบูโทรส บูโทรส-กาลี อดีตเลขาธิการสหประชาชาติกล่าวไว้ทำนองว่า “อนาคตโลกจะไม่รบกันเพื่อ Gold (ทองคำ) ไม่ได้รบกันเพื่อ Black Gold (น้ำมัน) แต่จะรบกันเพื่อ White Gold” ที่ไม่แน่ใจว่าจะสื่อถึงน้ำ หรืออากาศแต่ไม่ว่าจะเป็นทองขาวชนิดใดนั่นย่อมสื่อไปถึงความจำเป็นอันยิ่งยวดของความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างน้ำ อาหาร และอากาศ มากกว่าความต้องการความสะดวกสบายที่ได้มาจากพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนาคตนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการขาดแคลนอย่างรุนแรง ทั้งจากจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นอยู่ทุกปี จากจำนวนพื้นเพาะปลูกที่ลดลงจากการก่อสร้างและความเสื่อมโทรมอยู่ตลอด จนหากจะมีสงครามใหญ่ครั้งต่อไปวิเคราะห์ได้ว่าจะเป็นสงครามแย่งทองขาวที่จำเป็นต่อชีวิตจริง ๆ นี่เอง ดังนั้นประเทศที่เป็นแหล่งผลิตอาหาร น้ำ หรืออากาศนี้ได้ ย่อมถืออำนาจในมืออาจถึงขั้นครองโลกกันได้เลย ซึ่งหากเราก้าวขึ้นเป็นผู้มีบทบาทนำในเรื่องอาหารนั้นจริง ผมมั่นใจว่าเราจะไม่นำเพียงแค่การผลิตอาหารป้อนอาหารสู่ชาวโลก แต่ยังเป็นผู้นำในด้านการส่งมอบภูมิปัญญาในการกินที่ถูกต้องให้แก่ชาวโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการตามอายุ กินตามอากาศ กินตามอาการอย่างถูกต้องที่เราสะสมมานานนับพันปี หรืออุปนิสัยการกินที่ถูกอย่างการไม่พูดคุยขณะกินข้าว การกินให้พอดีคำ การขบเคี้ยวให้ละเอียด ฯลฯ ที่เรากลั่นเก็บไว้ผ่านทางขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมอันดีงามของเรา แต่ที่สำคัญสูงสุดคือการส่งมอบปัญญาการกินด้วย “ใจ” ที่ “ถูก” ที่จะยังประโยชน์ให้เพื่อนร่วมโลกมากกว่าแค่เรื่องของสุขภาพกายที่ดี แต่เป็นประโยชน์จากความสุขที่แท้กันเลย ในศาสนาพุทธของเรานี้ก็มีการอบรมเรื่องกินที่เรียกว่า “โภชเนมัตตัญญุตา” ซึ่งอยู่ใน “อปัณณกธรรม” ธรรมที่ปฏิบัติแล้วไม่ผิดในทุกสถานซึ่งมี 3 ข้อได้แก่ อินทรียสังวร คือการสำรวมช่องทางการรับรู้ไม่ให้เตลิดไปตามอำนาจของกิเลส หรือไม่ให้เพลิดเพลินไปโดยขาดการยับยั้งชั่งใจ ชาคริยานุโยค คือการมีความเพียรปฏิบัติ เจริญสติ สมาธิกันอย่างไม่ย่อท้อ ไม่ให้ความมัวเมาในการหลับนอนมาดึงเวลาในชีวิตอันน้อยนิดของเรานี้ออกไปจากทางสู่ความเจริญนี้ และโภชเนมัตตัญญุตา หรือการประมาณในการบริโภค ใครที่เคยดำเนินตามหลักประมาณการบริโภคนี้จะตกใจ และเข้าใจดีว่า “ลิ้น” เล็ก ๆ ในปากชิ้นนี้ถือเป็นช่องทางในการนำเอากิเลสเข้ามาสู่ใจได้มากมายอย่างนึกไม่ถึง มันมาเนียน ๆ ไม่กระโตก กระตากเหมือนการที่ตาได้เห็นรูปสวยอยากได้ กายได้สัมผัสอ่อนนุ่มอยากถวิลหา หรือแม้แต่ใจที่ได้คิดไปกับอารมณ์ที่ชวนเพลิดเพลินไม่รู้จักจบนั้น กิเลสที่ผ่านมาทางลิ้นนี้มันจะค่อย ๆ ไหลซึมเข้ามาย้อมใจเราอย่างเหนียวแน่นจนยากจะสังเกต และต่อสู้เผลออีกทีก็ตกเป็นทาสมันอย่างโงหัวไม่ขึ้นแล้ว สังเกตง่าย ๆ จากจานเปล่าของอาหารโปรดที่แม้จะตั้งใจงดเช่นไรก็เกลี้ยงหมดจานทุกที เห็นได้จากการดิ้นรนนั่งรถ ลงเรือ หรือแม้แต่ขึ้นเครื่องบินบินไปกินอาหารรสเด็ดอันขึ้นชื่อ เห็นได้จากการมีความคิดว่า “นิดเดียวไม่เป็นไรน่า” “นาน ๆ ครั้งน่า” ยามที่มีของแสลงต่อโรควางอย่าต่อหน้า นี่ล่ะครับ อันตรายจากลิ้นที่กินผิด ทำร้ายทั้งสุขภาพกายและใจ ใครสนใจจะลองเริ่มจากเทคนิกพื้นฐานดูก็ได้ อย่างการสำรวมในปริมาณก็ให้หยุดกินเมื่อคิดว่าอีก 4 – 5 คำจะอิ่มแล้วให้ดื่มน้ำไปก็จะอิ่มพอดี ส่วนการสำรวมในรสนั้นก็อาศัยสติเป็นเครื่องมือในการสำรวมให้รู้เท่าทันความอยากในรสเลิศนั้น ประโยชน์ที่จะได้นอกจากด้านร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคที่มาจากการกินตามใจปากแล้วที่สำคัญคือประโยชน์จากการได้ฝึกทรมานฝืนกิเลสไม่ให้มาบงการเราให้เป็นทาสของมัน อันสามารถส่งผลไปถึงการบรรลุธรรมขั้นสูงทีเดียว หรือจะบอกว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยไปสู่นิพพานอันเป็นเป้าหมายอันล้ำค่าที่สุดของมนุษยชาติก็ได้ โภชเนมัตตุญญุตา นี่ล่ะครับ Happy Eating ของจริง !

ครัวโลก
Search
Popular Posts
Categories
Archives
- พฤษภาคม 2026
- เมษายน 2026
- มีนาคม 2026
- กุมภาพันธ์ 2026
- มกราคม 2026
- ธันวาคม 2025
- พฤศจิกายน 2025
- ตุลาคม 2025
- กันยายน 2025
- สิงหาคม 2025
- กรกฎาคม 2025
- มิถุนายน 2025
- พฤษภาคม 2025
- มีนาคม 2025
- กุมภาพันธ์ 2025
- ธันวาคม 2024
- พฤศจิกายน 2024
- ตุลาคม 2024
- กันยายน 2024
- สิงหาคม 2024
- กรกฎาคม 2024
- มิถุนายน 2024
- พฤษภาคม 2024
- เมษายน 2024
- กุมภาพันธ์ 2024
- มกราคม 2024
- ธันวาคม 2023
- พฤศจิกายน 2023
- ตุลาคม 2023
- กันยายน 2023
- สิงหาคม 2023
- กรกฎาคม 2023
- มิถุนายน 2023
- พฤษภาคม 2023
- เมษายน 2023
- มีนาคม 2023
- มกราคม 2023
- ธันวาคม 2022
- ตุลาคม 2022
- กันยายน 2022
- สิงหาคม 2022
- กรกฎาคม 2022
- มิถุนายน 2022
- พฤษภาคม 2022
- เมษายน 2022
- มีนาคม 2022
- กุมภาพันธ์ 2022
- ธันวาคม 2021
- ตุลาคม 2021
- กันยายน 2021
- สิงหาคม 2021
- กรกฎาคม 2021
- มิถุนายน 2021






ใส่ความเห็น