สุขมวลรวม

        หากพูดถึงประเทศที่กำลังพัฒนาหลายคนคงนึกไปถึงประเทศที่ความเจริญทางวัตถุยังเข้าไปไม่ถึง ผู้คนมีชีวิตความเป็นอยู่ไม่สะดวกสบาย ไม่มีความสุขเหมือนคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่นั่นอาจเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องนักเพราะยังมีประเทศกำลังพัฒนาอยู่ประเทศหนึ่งที่แม้วัตถุจะไม่ทันสมัยเท่าที่อื่นแต่กลับมีแต่ภาพของความสุขกระจายอยู่เต็มพื้นที่ นั่นคือประเทศภูฏานครับ         ประเทศนี้คนไทยรู้จักดีตั้งแต่มกุฏราชกุมารเจ้าชายจิกมีที่ปัจจุบันขึ้นครองราชต่อจากพระราชบิดาเสด็จพระราชดำเนินมาร่วมในงานมหามงคลของชาวไทยคือพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ครั้งนั้นคนไทยได้ชื่นชมกับพระบารมีของเจ้าชาย ความอ่อนน้อมที่พระองค์ทรงแสดงออกครานั้นติดตราตรึงในใจจนทุกคนสนใจประเทศภูฏาน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของคนไทย         ด้วยเพราะความประทับใจ ด้วยเพราะการเดินทางไม่ไกล ด้วยเพราะภูมิอากาศที่หนาวเย็นและบริสุทธิ์ และที่สำคัญด้วยเพราะวิถีชีวิตอันสุข         ความสงบ เรียบง่าย นี้ทำให้หลายคนอยากจะไปใช้ชีวิตเนิบช้า Slow Life ที่นั่น อยากให้ความช้าจากภายนอกมาชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปจากชีวิตภายในของตน         แต่ที่สำคัญแล้วน่าจะซึมซับกลับมาให้ได้อีกสิ่งก็คือ “รากความคิด” ที่ทำให้ประเทศนี้มีที่ยืนอย่างมั่นคง และแข็งแกร่งบนโลกใบนี้ รากนั้นก็คือการไม่ยอมตามกระแสนิยมของประเทศทั่วโลกเกี่ยวกับการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจ ประเทศนี้กล้าที่ปฏิเสธ GDP หรือตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ทุกประเทศใช้ในการอ้างอิงหรือการวิเคราะห์การดำเนินงานต่าง ๆ แล้วนำเอา GNH หรือความสุขมวลรวมมาใช้แทน         เขาสนว่าคนของเขาจะมีความสุขแค่ไหนมากกว่าจะสนเรื่องของตัวเลขเศรษฐกิจการค้า ซึ่งนั่นน่าจะเป็นความถูกต้องที่สุด เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจนั้นท้ายสุดแล้วก็ต้องนำมาแปรเป็นความสุขมิใช่หรือ         ซึ่งนอกจากจะทำให้ประเทศเขาไม่ต้องเดินอ้อมเหมือนประเทศอื่น ๆ แล้วยังทำให้เขาไม่ต้องไปวิ่งแข่งกับใครในเรื่องที่ไม่เป็นสาระและทำให้ไม่ต้องถูกครอบงำทางการค้าที่จะต่อไปถึงวัฒนธรรมอันดีด้วย         คนที่บอกว่าความจนทำให้ทุกข์อยากให้มองภูฏานเป็นแบบอย่างไว้ครับ ว่าคนขาดวัตถุก็สามารถสุขใจได้ไม่น้อยหรือมากกว่าเศรษฐี (ปลอม) เสียอีก         ใครที่ได้เคยไปเยือนประเทศนี้แล้วจะยอมรับในสิ่งที่กล่าวมานี้อย่างไม่เป็นอื่น ทั้งบาง (หลาย) คนอาจเผลอด่าตัวเองกับค่านิยมวิธีคิดอันไร้แก่นสารของตัวที่ทำให้ไปยึดระบบทุนนิยมพาตัวลำบากต้องอ้อมหาเงินเพื่อมาหาสุข ทั้งที่สุขก็อยู่ตรงหน้าแล้วหากคิดถูกคิดเป็น ที่สำคัญจนอยากจะทุบหัวให้กับความโง่ของตัวเองเสียเต็มประดาที่หลักคิดในการใช้ชีวิตอันประเสริฐนั้นก็อยู่แสนจะใกล้ตัวเรา เราได้ยินได้ฟังมานานมากกว่าที่ใด ๆ ในโลกเสียอีกแต่เรากลับไม่ค่อยใส่ใจนำมาใช้เอง         หลักคิดนั้นก็คือหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่มหาปราชญ์ของโลกคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราท่านทรงพระราชทานให้พวกเราใช้มาตั้งหลายทศวรรษแล้วครับ         กษัตริย์จิกมีท่านทรงมีศรัทธาในในหลวงของเรามาก ผลจากสิ่งนี้เลยแผ่มาถึงประชาชนจากประเทศไทยอย่างพวกเราด้วยที่มักได้รับการดูแล ต้อนรับประหนึ่งแขกพิเศษจากคนภูฏาน ความพิเศษนี้มิได้สะท้อนออกมาในลักษณะของความเกรงกลัวว่าจะเสียประโยชน์เหมือนอย่างที่คนในบางประเทศที่ด้อยกว่าแสดงออกกับคนที่มาจากประเทศที่ถืออำนาจมากกว่า แต่เป็นความพิเศษที่ใครได้สัมผัสจะรู้ว่ามาจากความยินดี ความชื่นชมในวาสนาของเราที่ได้เกิดมาใต้การปกครองของมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์นี้         ได้ยิน เห็น สัมผัสถึงความเทิดทูนของคนต่างชาติ ต่างถิ่นที่มีต่อประมุขของเราอย่างจริงใจเช่นนี้แล้วย่อมไม่มีอะไรจะภาคภูมิใจเท่า         และยิ่งน้อมระลึกถึงคุณธรรมของผู้ครองแผ่นดินที่เรียกว่าทศพิธราชธรรมทั้ง 10 ที่ในหลวงท่านทรงปฏิบัติได้อย่างบริบูรณ์ สมบูรณ์ยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์ใดแล้วราจะยิ่งภาคภูมิใจกับวาสนาแห่งเรานี้จนก่อเกิดปีติให้มีน้ำล้นเอ่อออกเบ้าตากันเลยทีเดียว ซึ่งหลักธรรมที่พระองค์ใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศนี้ประกอบด้วย         ทาน (ทานํ) คือ การให้         ศีล (สีลํ) คือ ความประพฤติดีงาม         บริจาค (ปริจาคํ) คือ การเสียสละเพื่อส่วนรวม         ความซื่อตรง (อาชฺชวํ) คือ ความสุจริต         ความอ่อนโยน (มทฺทวํ) คือ การมีอัธยาศัยที่อ่อนโยน         ความเพียร (ตปํ) คือ ความขยัน หมั่นเพียร         ความไม่โกรธ (อกฺโกธํ) คือ การไม่แสดงอาการโกรธ         ความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) คือ การดำเนินชีวิตที่สมดุลไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น         ความอดทน (ขนฺติ) คือ ความมั่นคงหนักแน่น ไม่หวั่นไหว         ความเที่ยงธรรม (อวิโรธนํ) คือ การถือความถูกต้อง เที่ยงธรรมเป็นหลัก         อ่านถึงตรงนี้ผมอยากจะขอเวลาทุกท่านครับ ลองย้อนกลับไปอ่านทศพิธราชธรรมแต่ละข้อด้านบนนี้อีกครั้ง แล้วนึกถึงพระราชกรณียกิจ พระจริยวัตรอันงดงาม พระวิริยะ อุตสาหะของพระองค์ท่านตามไปด้วยทีละข้อ ๆ ดูให้ประจักษ์ว่าแต่ละข้อนั้นพระองค์ท่านทรงได้บริบูรณ์เกินบรรยายแค่ไหน และลองนึกต่อไปด้วยว่าผู้ที่จะกระทำเช่นนั้นได้จะต้องใช้สติปัญญา ความเสียสละ และความอดทนอันมากล้นเพียงใด เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ใครคนใดจะกระทำได้อย่างง่าย ๆ ไม่ต้องพูดถึงทำได้เต็มและดียิ่งอย่างพระองค์เลย         บรรทัดสรุปบทนี้ผมคงไม่อาจหาคำมาบรรยายได้ดีเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของทุกท่านในขณะนี้แน่ หากจะพอมีก็คงจะเป็นความภูมิใจกับความเป็นคนไทยที่เอ่อล้นจนอดจะบอกให้ชาวโลกรู้ไม่ได้ว่า We are proud to be Thai !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *