ความเสมอภาค

คำนี้ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมาก และไม่ใช่ใช้กันแค่เป็นเพียงในเรื่องของการสื่อความหมาย แต่เลยออกไปจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “วาทกรรม” อันเป็นเครื่องมือที่ทรงอานุภาพมากที่สุดเครื่องมือหนึ่งในปัจจุบันสำหรับการนำพาองค์กรดำเนินการเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้

หากองค์กรใดสร้างวาทกรรมได้ดี กระทบใจผู้รับสาส์น โอกาสที่องค์กรนั้นจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ก็มีสูง ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด ก็คือในการรณรงค์หาเสียงที่แต่ละพรรคการเมืองล้วนแข่งกันผลิตวาทกรรมออกมาให้โดนใจผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงให้มากที่สุด ซึ่งหากพรรคใดทำสำเร็จ วาทกรรมตรงใจคนลงคะแนน พรรคนั้นแทบจะชนะลอยตัวยกทีมกันเข้าสภากันทีเดียว โดยวาทกรรมที่ถูกนำมาใช้มากก็มักจะเกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิความเสมอภาคตัวอย่างที่คุ้นหูก็เช่นการรณรงค์เรื่อง “ความเสมอภาคทางการศึกษา” “ความเสมอภาคทางสังคม” หรือที่ได้ยินมานานที่สุดก็คือ “ความเสมอภาคทางเพศ” ฯลฯ นักการเมืองต้องการคะแนนจากคนกลุ่มไหนก็จะชูนโยบายหรือสร้างวาทกรรมขึ้นมาสำหรับคนกลุ่มนั้นจนมากเข้าสังคมเริ่มเลยมาถึงภาวะที่อาจเรียกได้ว่าเสพติด “สิทธิ์แห่งความเสมอภาค” นี้ มีการเคลื่อนไหว เรียกร้องสิทธิ์อันพึงมีของตนในทุกกลุ่มคนไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กที่เพียงเริ่มรู้ความก็เริ่มมีการทวงสิทธิ์แห่งความเป็นเด็กกันให้เห็นบ้างแล้ว ไม่อยากจะนึกต่อถึงอนาคตว่าการเรียกร้องสิทธิืนร้จะยิ่งทวีความรุนแรงไปถึงขนาดไหน

ไม่อยากพูดก็ขอยังไม่พูดแล้วกันนะครับ เพราะในคู่ขนานกันกับสิทธิ์นี้ยังมีอีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่แพ้กันหรือมากกว่าสิ่งนั้นคือ “หน้าที่” ว่ากันตามจริงแล้วหน้าที่นี้สำคัญกว่าสิทธิเสียอีกอาจถึงขั้นพูดได้ว่าถ้าใครไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ควรจะได้สิทธิ์นั้นด้วยซ้ำ หากสังคมใดสมาชิกในสังคมนั้นมีแต่การใช้สิทธิ์ เรียกร้องสิทธิ์โดยไม่สนใจหน้าที่สังคมนั้นย่อมไปไม่รอด เกิดเป็นยุคเข็ญขึ้นอย่างแน่นอน แต่ปัญหาคือเวลาใช้วาทกรรมเรามักพูดแต่ด้านของการเรียกร้องสิทธิ์จนอาจละเลยการพูดถึงเรื่องหน้าที่อันพึงกระทำ ทำให้มีไม่น้อยที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพราะไม่รู้ว่าตนมีหน้าที่

เหมือนจะวกวนแต่คือ ความจริง เอาที่ใกล้ตัวพวกเราชาวพุทธนี้ก็ได้ ชาวพุทธเราได้สิทธิ์อย่างเสมอภาคในการใช้ประโยชน์จากคำสอนของพระพุทธเจ้า มีสิทธิ์ที่จะปฏิบัติตามคำสอนในศาสนาจนสามารถพ้นทุกข์อย่างสิ้นเชิง แต่หลายคนเองก็อาจไม่รู้ว่าเราก็มีหน้าที่ต่อพระศาสนาเรียกว่า “อุบาสกธรรม 5” หรือหน้าที่ห้าประการที่อุบาสก – อุบาสิกาพึงกระทำอันประกอบด้วย

1. ศรัทธา ซึ่งศรัทธานี้มุ่งไปที่ความมั่นคงต่อพระพุทธศาสนาความมั่นคงในพระรัตนตรัยพระพุทธพระธรรมและพระสงฆ์

2. ศีล คือการไม่เบียดเบียนโดยมีสังคมศีลห้าข้อเป็นขั้นต่ำไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่โกหก และไม่ดื่มน้ำเมา

3. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือ มุ่งหวังจากการกระทำและการงาน มิใช่จากโชคลางและสิ่งที่ตื่นกันว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ (ข้อนี้น่าพิจารณาเป็นพิเศษว่าพระพุทธองค์ตรัสไว้ถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่าเป็นคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมแต่ในปัจจุบันดูเหมือนจะกลับทางกันกลายเป็นชาวพุทธจำนวนมากไปถือมงคลตื่นข่าว ไปเชื่อในเรื่องที่ไม่มีเหตุผลรองรับกันมากเหลือเกิน)

4. ไม่แสวงหาทักขิไณย์ภายนอกหลักคำสอนนี้ คือการไม่แสวงหาหรือไปยึดมั่นคำสอนอื่นนอกเหนือจากพระพุทธศาสนาที่อาจทำให้เกิดไขว้เขวเดินหลงทางออกไปได้ไกล

5. กระทำความสนับสนุนในพระศาสนานี้เป็นเบื้องต้น คือ ขวนขวายในการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาเพื่อให้พระพุทธศาสนามีความเข้มแข็งมีความมั่นคงสามารถก่อประโยชน์ให้กับมหาชนได้ดั่งพระปณิธานของพระพุทธองค์

ลองสำรวจกันดูครับว่าเราได้ทำหน้าที่อุบาสก อุบาสิกานี้ครบถ้วนหรือยัง อย่าเอาแต่จะใช้สิทธิ์โดยไม่ทำหน้าที่นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *