คิดให้ไม่ทุกข์

        คนเรานั้นทุกข์เพราะความคิด !!         นี่เป็นสัจธรรม เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตนเอง หรือเทียบเคียงจากประสบการณ์ตรงของตนเองได้ คนมีร้อยล้านคิดไม่เป็นก็เป็นทุกข์กลัวเงินหมด กลัวเงินไม่พอใช้ในอนาคต         อีกคนมีร้อยล้านเท่ากันแต่คิดเป็นก็ไม่ทุกข์เพราะจำนวนเงิน คิดเพียงการอดออมใช้เงินนั้นให้คุ้มค่า นำมาสร้างประโยชน์ให้งอกเงยเป็นหลักประกันในอนาคตได้         หรือที่เห็นบ่อย ๆ บางคนปวดท้องนิดเดียว แต่ทุกข์ไปมากมายเพราะคิดวิตกกังวล (เกินกว่าเหตุ) ว่าจะแปรเป็นโรคร้าย รักษาไม่หาย เลยเถิดไปไกลจนผลที่เกิดจากความคิด (ผิด) นี้มากกว่าผลที่เกิดจากอาการของโรคจริง ๆ เสียอีก         กลับกันขณะที่บางคนไม่ใช่แค่ปวดท้อง แต่หนักถึงขนาดสูญเสียอวัยวะ หรือถึงขั้นคุณหมอฟันธง สรุปผลเปี้ยงออกมากันชัด ๆ ว่าจะอยู่ได้อีกกี่วัน กี่เดือนพูดง่าย ๆ คือระบุวันตายกันเลย แต่ด้วยคิดเป็นเขากลับยิ้มรับ สามารถมีชีวิตที่เหลือได้อย่างมีความสุข ทั้งยังอาจเป็นกำลังใจให้คนแข็งแรงร่างกายเป็นปกติด้วยซ้ำ แปลว่าความคิดเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรคิดหรืออย่างไร ?         คำตอบย่อมไม่ใช่ เพราะถ้าไม่คิด มนุษย์เราก็ไม่ต่างจากก้อนหิน และดินทราย ไม่ได้คิดวางแผนการงาน ไม่ได้คิดสร้างสรรค์พัฒนา ไม่ได้ใช้ศักยภาพของมนุษย์มาพัฒนาโลก มาช่วยเหลือคน ความคิดมีทั้งคุณอนันต์ และโทษมหันต์ มีคุณเมื่อคิดเป็น มีโทษเมื่อคิดไม่เป็น         ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการฝึกใช้ความคิดให้เกิดประโยชน์แก่เรา ไม่นำทุกข์มาให้ ซึ่งขั้นแรกก็คือเราต้องรู้เสียก่อนว่าความคิดแบบไหนเป็นคุณควรคิด ความคิดแบบไหนเป็นโทษควรเลี่ยง         เริ่มจากความคิดที่ควรเลี่ยงก่อน ซึ่งก็คือความคิดที่มีตัวเราเข้าไปอยู่ในความคิดนั้น ความคิดชนิดนี้แหละที่ก่อโทษ ทำให้เกิดการเบี่ยงเบนมีอคติในการตัดสินใจ อันต่อมาถึงการกระทำที่ไม่เป็นไปตามเหตุอันควร เพราะเจือด้วยความอยากหรือกลัวของเรา         จากวางแผนการค้าตามที่ควรกระทำ เมื่อมีตัวเราราคาที่ตั้งอาจสูงขึ้นด้วยความโลภทำให้การค้านั้นอาจล้มเหลว หรืออีกด้านคืออาจตั้งราคาต่ำเกินไปด้วยความกลัวทำให้เสียโอกาสที่ควรจะได้         ความคิดที่มีเรานี้จะหนัก ๆ จากสิ่งที่เรียกว่าอุปาทานหรือแรงยึดมั่นถือมั่น ส่วนความคิดใช้งานที่มีประสิทธิภาพจะเป็นการคิดเบา ๆ สบาย ๆ ตามเหตุ ตามผล ใครอยากใช้ความคิดให้มีประสิทธิภาพก็ลองสังเกตุดูว่าขณะนั้นเราคิดแบบไหนหากเป็นคิดที่มีตัวตนก็หยุดเสีย ตั้งสติ มีสมาธิแล้วค่อยกลับมาตั้งใจคิดแบบใช้เหตุและผล         แต่ปัญหาอยู่ที่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าขณะไหนจิตคิดเพราะเราอยู่แต่ในโลกความคิดมาตลอดชั่วชีวิตไม่สามารถแยกแยะได้ วิธีการก็ในเมื่อเราไม่คุ้นที่จะรู้ว่าอย่างไหนคือจิตที่หลงไปคิด เราก็ฝึกในด้านตรงข้ามนั่นคือฝึกที่จะ “รู้สึกตัว” หรือที่คุ้นกันคือฝึก “สติ”         เมื่อเราฝึกสติจนชำนาญคราวนี้เมื่อจิตไม่มีสติคือจิตคิดเราก็จะรู้ได้ว่านั่นคือจิตคิดและเมื่อรู้แล้วเราก็สามารถที่จะเลือกหยุดความคิดนั้น หรือตั้งใจใช้ความคิดนั้นในการทำงานต่อไปได้         และการฝึกรู้ก็ไม่ยากอีกเช่นกันเป็นธรรมชาติที่มีติดตัวเรามาอยู่แล้วแต่เราอาจลืมสังเกตุ อย่างเช่นเมื่อมีอะไรมากระทบร่างกายเราก็รู้สึกได้ มีเข็มอะไรแทงเข้ามาในเนื้อเราเจ็บเราก็รู้ได้ หรือเราเดินเท้าเหยียบพื้นเราก็รู้สึกถึงสัมผัสนั้นได้ และหากทวนดูจะเห็นว่าจะรู้การกระทบ รู้ความเจ็บปวด หรือรู้การสัมผัสที่เท้าล้วนไม่มีภาษา ไม่มีคำพูด หรือไม่มีความคิดนั่นเอง         ฝึกแบบนี้ล่ะครับแต่ทำให้บ่อย ๆ จนจิตจำแนกได้แม่น จิตคุ้นที่จะอยู่กับรู้มากกว่าคิด จิตจะไปคิดก็ต่อเมื่อเราต้องการ คิดตามประสงค์ของงานโดยปราศจากอคติจากความโลภ ความกลัวของเรา เช่นนี้เราจะไม่มีวันทุกข์เพราะความคิดอีก         ผมชอบเทพนิยายเรื่อง “อาลาดินกับตะเกียงวิเศษ” แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ยักษ์ใจดีให้ขอพรได้ไม่จำกัดจำนวน แต่มีข้อแม้ว่าอาลาดินจะต้องขอพรข้อใหม่ทันทีที่ยักษ์เนรมิตคำขอก่อนแล้วเสร็จ หากอาลาดินนึกพรมาขอไม่ออกยักษ์จะจับอาลาดินกินเสีย         เวอร์ชั่นนี้ตรงกับภาพจริงในปัจจุบันที่มนุษย์ (อาลาดิน) มีความคิด (ยักษ์) ไว้สร้างสรรค์ (เนรมิต) สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาให้แต่หากรู้ไม่ทันใช้ความคิดไม่เป็นก็จะโดนความคิดนั้นกินเอา วิธีแก้ก็ต้องเลียนแบบอาลาดินในเรื่องคือสั่งให้ยักษ์ปีนต้นไม่ขึ้น-ลงไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสั่งหยุด ครานี้อาลาดินก็สบายไม่ต้องคอยกังวลว่าจะโดนยักษ์จับกิน พออยากได้อะไรค่อยสั่งยักษ์หยุด แล้วขอพรข้อใหม่เนรมิตขึ้นมาใช้ เสร็จแล้วก็ให้ยักษ์ปีนต้นไม้ต่อ         มนุษย์เราก็ต้องใช้ความคิดเช่นนี้เช่นกัน ไม่มีเรื่องให้คิดก็มาพักอยู่กับความรู้สึกตัว ให้คอยรู้การเคลื่อนไหวของร่างกาย หรือลมหายใจเข้า-ออกไปเรื่อย ๆ จะใช้ค่อยหยุดแล้วมาคิด คิดเสร็จกลับไปรู้ต่อ แบบนี้ก็ปลอดภัย และได้ประโยชน์ หายักษ์ในตะเกียงมาเป็นทาสสักตัวซิครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *