เป็นธรรมเนียมปฏิบัติยามปีเก่าผ่านพ้น ปีใหม่มาเยือน ที่บริษัท ห้างร้านต่าง ๆ จะทำการปิดงบกำไร – ขาดทุนเพื่อมาใช้สะท้อนความสำเร็จหรือล้มเหลวขององค์กรนั้น ๆ ธรรมเนียมนี้ยังเหมาะจะนำมาใช้กับชีวิตส่วนตัวด้วย ที่ทุกคนก็ควรทำการประเมินชีวิตของตนเช่นกันว่าปีที่ผ่านมานั้นการใช้ชีวิตของเราประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวเพียงใด แต่ตัวชี้วัดที่ผมเสนอให้ใช้ในการประเมินนี้ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชีอย่างเงินในธนาคาร มูลค่าของสินทรัพย์ หรือจำนวนสาขาของบริษัทนะครับ ตัวชี้วัดเหล่านั้นเหมาะไว้ใช้ประเมินเรื่องธุรกิจไม่สามารถใช้ชี้วัดความก้าวหน้าของชีวิตได้จริง ต่างจากตัวชี้วัดที่ผมจะเสนอให้นำไปใช้นี้ที่ผมมั่นใจว่าจะเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จหรือล้มเหลวของชีวิตได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด ตัวชี้วัดนั้นคือ “อิสรภาพ” แห่งชีวิตครับ อิสรภาพนั่นแหละครับที่ควรเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทุกชีวิตควรคำนึงถึง และควรตั้งเป็นตัวชี้วัดที่ต้องทำการประเมินในทุกปี แต่ปัญหาคือเราจะวัดความเป็นอิสระได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่มีตัวเลขให้มาเทียบเหมือนตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือไม่มีลำดับชั้นของตำแหน่งมาแสดงให้เห็นถึงสถานภาพในองค์กร ไม่ยากครับหากวัดตรง ๆ ลำบากเราก็วัดสิ่งตรงข้ามแทน นั่นก็คือวัดความเป็น “ทาส” ครับ วิธีการก็หาเวลานั่งเงียบ ๆ ในมุมสงบ นำกระดาษมาสักแผ่น (หรือหลายแผ่น) แล้วค่อย ๆ นึกย้อนว่าในรอบปีที่ผ่านมาชีวิตเราที่ใช้ไปนั้นถูก “บงการ” ด้วยสิ่งใดบ้าง ? แล้วเราใช้ “วิธีการ” ใดกระทำเพื่อให้ได้บรรลุต่อสิ่งนั้น เช่น หากต้นปีเราถูกความอยากได้โบนัสบงการเลยยอมโกหกลูกค้าเพื่อให้ได้ยอดก็แปลว่าเราเป็นทาสของเงิน หากกลางปีเราถูกความอยากได้รางวัลเกียรติยศบงการเลยยอมละเลยการดูแลลูกน้อยก็แปลว่าเราเป็นทาสของชื่อเสียง หากสิ้นปีเราถูกความอยากได้ตำแหน่งใหญ่บงการเลยยอมใส่ความเพื่อนรักเพื่อให้ได้มาก็แปลว่าเราเป็นทาสของตำแหน่งงาน . ฯ ล ฯ และเมื่อเสร็จแล้วหากในบันทึกปรากฏว่าเราตกเป็นทาสของสารพัดสิ่ง ที่สำคัญเรายังยอมก้มหัวให้มันขนาดทำผิดทำนองคลองธรรม จารีต ประเพณี หรือแม้แต่ผิดกฏหมาย เช่นนี้แสดงว่าชีวิตเรา “ขาดทุน” ยับเยิน ขณะที่ถ้าในบันทึกเรามีสิ่งที่เราเป็นทาสเช่นกัน แต่ไม่ถึงกับบงการให้เราทำอะไรผิด หรือละเลยหน้าที่ทางสังคมอื่น ๆ ก็ถือว่างบเรา “เท่าทุน” แต่ถ้านั่งนึกย้อนแล้วพบว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนทำจากเหตุและผลอันสมควร เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเราเอง ของครอบครัว และของเพื่อน ๆ ร่วมสังคม เช่นนี้เรียกว่าเรามี “กำไร” ครับ ค่อย ๆ จดดูครับ การเป็นทาสนี้ไม่ผิดถ้าเรารู้ว่าเราเป็นทาสอะไร เพื่อที่เราจะได้นำมาวางแผนเพื่อปลดปล่อยตัวเองออกจากความเป็นทาสนั้น ปัญหาที่ตามมาหลังจากเมื่อรู้ว่าตัวเป็นทาสของสิ่งใดแล้วก็คือแล้วจะทำอย่างไรให้เป็นไท คำตอบเหมือนจะยากแต่ที่จริงไม่ยากมากนักเพราะเรามีศาสดาเอกของโลกอย่างพระพุทธเจ้าท่านทรงชี้แนวทางไว้ให้แล้ว เป็นแนวทางที่พระองค์ทรงมอบให้แก่พระภิกษุในวันมาฆบูชานั่นคือ การละชั่ว การทำดี และการทำจิตใจให้ผ่องแผ้วซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ให้เป็นไปตามวิถีการใช้ชีวิตประจำวันสมัยนี้ได้ไม่ลำบาก เริ่มจากการละชั่ว หรือในที่นี้ก็คือการเลิกจากสิ่งที่รอยรัด (ที่เราประเมินไว้นั้น) ด้วยการทำให้เห็นความไม่ดี ไม่งาม ความโหดร้ายของมัน เหมือนเราอยากเลิกบุหรี่เราก็ต้องไปดูความทรมานของผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งจากบุหรี่ หรือเราอยากเลิกการพนันเราก็ต้องไปอ่านข่าวการทวงหนี้พนันที่นำพาอันตรายมาถึงครอบครัวที่รักของเรารู้ให้ชัดเจนจนเกิดความขยาดขลาดกลัวต่อสิ่งนั้น เมื่อรู้ผลเสียอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ลำดับต่อไปก็คือการทำดี หรือการสร้างสภาวะดี ๆ ให้เป็นเป้าหมายใหม่แก่ตัวเอง เพื่อที่เราจะได้ไม่เคว้งว่าพอเลิกสิ่งไม่ดีแล้วไม่รู้จะไปต่อทางไหน เราจะได้มีทิศ มีทางให้เดินไป เทียบตัวอย่างเดิมคือหลังจากที่เห็นผลเสียของบุหรี่หรือการพนันแล้ว แต่ถ้าเราไม่มีกิจกรรมใหม่ที่ดีมาทำให้คุ้นชิน ก็ง่ายที่จะหยิบบุหรี่กลับมาสูบใหม่ หรือง่ายที่จะเลี้ยวรถเข้าบ่อนอีก ดังนั้นเราต้องสร้างชีวิตใหม่อันดีงามนั้นขึ้นมา อย่างไปออกกำลังกับเพื่อน หรือหาอาหารมาทำกิน หาเกมมาเล่นสร้างความสุขกับลูกหลานในบ้าน ส่วนขั้นสุดท้ายคือการทำใจให้ผ่องแผ้วนั้น ก็คือการไปลองสัมผัสให้รู้ซึ้งถึงความน่ายินดีพอใจของสภาวะความสุขอันแผ้วผ่องปราณีตคือความสุขจากสมาธิ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงเราให้ยังคงเดินทางอยู่ในวิถีแห่งสีขาว เพราะด้วยวิถี และค่านิยมสารพัดในสมัยทุนนิยมที่บูชาเงินเป็นพระเจ้า จะมีสิ่งยั่วยวนที่มาคอยล่อเราด้วยเทคนิกการประชาสัมพันธ์ระดับครู ด้วยสิ่งยั่วยวนระดับจักรพรรดิ์ให้เราเขวพร้อมไหลลงต่ำอยู่ตลอดเวลา หลุดจากกับดักนี้ ก็มาเผชิญกับกับดักใหม่ที่เนียนกว่า จูงใจกว่าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จึงมีเพียงการได้เสพสุขที่สุขจริง ๆ นี้เท่านั้นถึงจะมีความมั่นคงพอที่จะยึดเราไว้ไม่ให้ไหลไปตามกระแสนั้น ตัวอย่างเช่นทุกคนรู้ว่าเหล้าเบียร์ไม่ดีดื่มแล้วอาจสนุกในตอนต้อนแต่ส่งผลให้ปวดหัวทรมานในภายหลัง และเช่นกันที่ทุกคนนั้นก็รู้ถึงผลดีที่ได้จากการออกกำลัง ได้เข้ายิมจนมีสุขภาพแข็งแรง แต่บางเย็นพอมีเบียร์มาวางตรงหน้า มีเพื่อนมาชวนไปดริงก์ก็มักจะห้ามใจไม่ได้ แต่หากเขาลองทำสมาธิก่อนนอนทุกคืนจนได้รับผลเป็นความสุขอันปราณีตจากสมาธิ เขาก็จะไม่อยากแลกความสุขแบบมึน ๆ นั้นกับสุขอันแสนจะปราณีตอีกต่อไป การจะปลดปลื้องพันธนาการจากสิ่งร้อยรัดของเรานี้ก็เช่นกัน นอกจากรู้ข้อเสีย เห็นข้อดีของเป้าที่ดีงามแล้วยังควรลองหาโอกาสสัมผัสความสุขในระดับสูงนี้ด้วยเพื่อจะได้มีทั้งแรงและความมั่นคงเพียงพอ ทำงบชีวิตประจำปีกันแล้ว ก็วางแผนชีวิตปีหน้าเพื่อปลดเปลื้องพันธการของสรรพสิ่งออกจากชีวิตเราไปเรื่อย ๆ ด้วยนะครับ สักวันหนึ่งอิสรภาพที่แท้จะเป็นรางวัลอันหอมหวานของเราครับ

งบชีวิต
Search
Popular Posts
Categories
Archives
- พฤษภาคม 2026
- เมษายน 2026
- มีนาคม 2026
- กุมภาพันธ์ 2026
- มกราคม 2026
- ธันวาคม 2025
- พฤศจิกายน 2025
- ตุลาคม 2025
- กันยายน 2025
- สิงหาคม 2025
- กรกฎาคม 2025
- มิถุนายน 2025
- พฤษภาคม 2025
- มีนาคม 2025
- กุมภาพันธ์ 2025
- ธันวาคม 2024
- พฤศจิกายน 2024
- ตุลาคม 2024
- กันยายน 2024
- สิงหาคม 2024
- กรกฎาคม 2024
- มิถุนายน 2024
- พฤษภาคม 2024
- เมษายน 2024
- กุมภาพันธ์ 2024
- มกราคม 2024
- ธันวาคม 2023
- พฤศจิกายน 2023
- ตุลาคม 2023
- กันยายน 2023
- สิงหาคม 2023
- กรกฎาคม 2023
- มิถุนายน 2023
- พฤษภาคม 2023
- เมษายน 2023
- มีนาคม 2023
- มกราคม 2023
- ธันวาคม 2022
- ตุลาคม 2022
- กันยายน 2022
- สิงหาคม 2022
- กรกฎาคม 2022
- มิถุนายน 2022
- พฤษภาคม 2022
- เมษายน 2022
- มีนาคม 2022
- กุมภาพันธ์ 2022
- ธันวาคม 2021
- ตุลาคม 2021
- กันยายน 2021
- สิงหาคม 2021
- กรกฎาคม 2021
- มิถุนายน 2021






ใส่ความเห็น