
สรุปการเรียนรู้จาก ดร.ใหม่ Exclusive 3-day Masterclass in “Compassionate Systems Leadership” with Peter Senge and Gustav Böll ตอนที่ 13
ตอนพิเศษนี้ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญจากการเดินทางสู่ศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ระดับโลกในคลาสสำหรับผู้นำอย่าง Masterclass with Peter Senge และ IDG Summit 2025 ที่ประเทศสวีเดน ซึ่งไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมงานประชุม แต่คือการ “สัมผัสแนวคิดต้นธารของการเปลี่ยนแปลงภายใน” ที่หลอมรวมศาสตร์แห่งระบบคิด จิตวิญญาณ และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อจุดประกายให้ผู้นำยุคใหม่เข้าใจความหมายของคำว่า Inner Development อย่างลึกซึ้ง
.
.
จากกริยาของเราในวงสนทนา
สู่ “วงกลมแห่งความเชื่อมโยง”
ในบทก่อนหน้า ผมเล่าถึงบทบาทที่ Peter ได้ชวนผู้ร่วมคลาสทุกคนเฝ้าสังเกตเห็น “กริยา” ที่เรานำเข้าวงสนทนา 4 รูปแบบและได้ซ้อมพาประสบการณ์ตรงมนอดีตกลับมาอยู่ตรงหน้า ผ่านการระลึกอย่างละเอียดระดับผัสสะ ในช่วงบ่ายของวันที่สองการเรียนรู้ถูกพาให้ค่อย ๆ กว้างขึ้นอีกชั้น จากการเรียงถ้อยคำอธิบายความคิด ไปสู่การอ่านคุณภาพของสัมพันธ์ที่กำลังก่อร่างอยู่
ณ ขณะเดียวกันนั้นเอง เป้าหมายไม่ใช่แค่เข้าใจด้วยตรรกะ หากคือการเห็น รู้ ขยับความสัมพันธ์ให้เป็นที่พึ่งของกันและกันได้จริง โมเดลที่จะใช้เป็นสะพานคือ “Circle of Connectedness” วงกลมแห่งความเชื่อมโยง วงกลมนี้ช่วยคืนมิติอารมณ์และความสัมพันธ์ให้ปรากฏกลายเป็นภาษาใช้งานได้ในวงงาน วงสังคม และวงชีวิต
.
.
วงกลมแห่งความเชื่อมโยง
แผนที่อ่านคุณภาพความสัมพันธ์ในชั่วขณะ
หัวใจของโมเดลนี้คือการยอมรับว่ามนุษย์เป็น “สัตว์สังคม” เกิดขึ้นจากการมองเห็นความจริงอันเรียบง่ายแต่ทรงพลังของชีวิตว่า “ไม่มีสิ่งใดอยู่โดยลำพัง” มนุษย์ทุกคนเชื่อมโยงกับกันและกัน กับธรรมชาติ กับระบบที่เราอาศัยอยู่ และแม้กระทั่งกับความคิดและอารมณ์ภายในของตนเอง ทุกสิ่งต่างสัมพันธ์กันในวงจรที่ซ้อนทับต่อเนื่อง จนไม่อาจแยกขาดได้ว่าส่วนใดคือ “ตัวเรา” ส่วนใดคือ “โลก” หากเรามองลึกลงไปเพียงพอ จะพบว่าชีวิตภายนอกและภายในสะท้อนกันอยู่เสมอ เหมือนคลื่นที่สะท้อนกลับจากผิวน้ำ เป็นการเตือนให้ตระหนักว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกภายนอก ล้วนมีรากมาจากสิ่งที่เราสร้างขึ้นจากภายใน
.
ในใจกลางของวงกลมแห่งความเชื่อมโยงนี้คือ “การตระหนักรู้” การเห็นด้วยใจว่าทุกชีวิตสัมพันธ์กันอย่างไร การรับรู้เช่นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความเข้าใจทางสติปัญญา แต่คือประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกถึงความมีอยู่ร่วมกันของสรรพสิ่ง การตระหนักรู้ถึงความเชื่อมโยงนี้คือรากฐานของการพัฒนาภายใน เพราะมันเปลี่ยนวิธีที่เรามองโลก จากการเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไปสู่การเห็นว่าตัวเราเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบชีวิตขนาดใหญ่ที่เรียกว่าโลก
ด้วยเหตุนี้ ตรงกลางของวงกลมเป็นพื้นที่ลึกที่สุด เป็นนามธรรมเกินกว่าจะนิยามแคบ ๆ จึงเลือกใช้คำว่า Agape (อะกาเป คือคำภาษากรีกที่หมายถึง ความรักอันสูงส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาสนาคริสต์ หมายถึงความรักอันไร้เงื่อนไขของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ และความรักตอบแทนของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้า คำนี้ยังหมายถึงความรักที่เสียสละ ตั้งใจ และมีความเมตตา โดยมีความหมายที่ต่างจากความรักประเภทอื่น เช่น eros (ความรักเชิงกามารมณ์) และ philia (มิตรภาพ)) เพื่อสื่อความรู้สึกของการวางใจร่วมกับชีวิตทั้งหมด บริเวณนี้ไม่ใช่ขั้นที่ต้องไปให้ถึง หากเป็น “บ่อกำเนิด” ที่กริยาความสัมพันธ์ทุกแบบผุดขึ้นและดับลงอยู่เนือง ๆ ในเรา
.
หากมองในเชิงโครงสร้าง Circle of Connectedness มักถูกอธิบายด้วยสามระนาบที่ซ้อนกันอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากวงในสุดคือ ระดับภายใน (Inner) ซึ่งหมายถึงความสัมพันธ์ของเรากับตัวเอง เป็นพื้นที่แห่งการรับรู้ตน เข้าใจอารมณ์ ความคิด และคุณค่าที่เรายึดถือ หากเราไม่สามารถอยู่กับตัวเองอย่างซื่อสัตย์และสงบได้ ก็ยากที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับใครหรือสิ่งใดได้ การพัฒนาในวงนี้จึงเน้นการฝึกสติ ความกรุณาต่อตนเอง และการสร้างความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่คิด พูด และทำ
ถัดออกมาเป็น ระดับระหว่างบุคคล (Relational) ซึ่งคือความสัมพันธ์ระหว่าง “ฉัน” กับ “ผู้อื่น” นี่คือพื้นที่ของการฟังอย่างลึก (deep listening) การเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย (empathy) และการสร้างความไว้วางใจ การอยู่ร่วมกันอย่างมีสติในระดับนี้หมายถึงการสื่อสารโดยไม่ตัดสิน การเปิดใจรับฟังโดยไม่รีบตอบกลับ และการเห็นคุณค่าของผู้อื่นในฐานะมนุษย์เท่าเทียมกัน เมื่อวงนี้แข็งแรง ความสัมพันธ์จะไม่เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ แต่จะกลายเป็นการสร้างพื้นที่แห่งความเป็นมนุษย์ร่วมกัน
ส่วนวงนอกสุดคือ ระดับระบบ (Outer หรือ Systemic) ซึ่งขยายจากความสัมพันธ์ระหว่างคน สู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบใหญ่ที่เราอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กร ชุมชน สังคม หรือธรรมชาติ นี่คือระดับที่เราต้องมองเห็นโครงสร้างเบื้องหลังปัญหา เห็นความเชื่อมโยงของเหตุและผลในระบบ เข้าใจว่าทุกการตัดสินใจของเราไม่ใช่เพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ส่งผลต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การตื่นรู้ในระดับนี้จึงเป็นรากของความรับผิดชอบต่อโลก (systems awareness) และเป็นพื้นฐานของการขับเคลื่อน ESG หรือ SDGs อย่างแท้จริง
.
วงกลมทั้งสามนี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน หากแต่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในรูปแบบของวงจรการเรียนรู้ เราเริ่มจากการทำความเข้าใจตนเองในระดับ Inner ขยับออกไปสร้างความสัมพันธ์ในระดับ Relational และนำการตระหนักรู้นั้นไปใช้ในการเปลี่ยนแปลงระดับ Systemic จากนั้นผลของการเปลี่ยนแปลงภายนอกก็จะสะท้อนกลับเข้าสู่ภายในอีกครั้ง ทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ วงกลมจึงไม่ใช่ภาพนิ่ง แต่คือการหมุนเวียนของพลังแห่งการเติบโต
ในเชิงจิตวิทยา Circle of Connectedness คือการเดินทางจาก Ego-system awareness ไปสู่ “Eco-system awareness” จากการเห็นโลกในกรอบของฉัน ไปสู่การเห็นในกรอบของเรา
โดยด้านล่างของบทความนี้ ผมจะอธิบาย 6 สถานะความสัมพันธ์รอบ ๆ ศูนย์กลางที่เข้าถึงได้ในชีวิตจริงหลากหลายระนาบ แต่ละระนาบมีคุณค่าในตัวเอง มีทั้งแสงและเงา และสำคัญที่สุด เราเปลี่ยนผ่านระหว่างกันได้ตลอดเวลา
.
.
Neutral Present Awareness
การอยู่ร่วมอย่างเป็นกลางและอยู่กับปัจจุบัน
สถานะนี้คือการอยู่กับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่แต่ “ไม่เร่งเปลี่ยนแปลง” อะไร การฟังที่เพียงรับและอยู่เป็นเพื่อน ไม่สั่งสอน ไม่ปลอบเพื่อให้เงียบ ไม่ชี้ทางออกเร็วเกินไป คือคุณภาพแบบนี้ในชีวิตจริง หลายคนเคยมีช่วงเวลาเช่นนั้น
เช่น แม้เรื่องยากลำบากถูกเล่าจนผู้พูดหมดแรง อีกฝ่ายก็เพียงนั่งอยู่ แววตาอ่อนโยน หายใจเป็นจังหวะเดียวกับเรา ร่างกายผ่อนลงเองโดยไม่มีคำแนะนำใด ๆ ความรักในที่นี้จึงไม่ใช่การทำอะไรให้ หากคือการยอมให้อีกฝ่ายเป็นอย่างที่เป็นได้อย่างชอบธรรม ความเป็นกลางในที่นี้ไม่ใช่เย็นชา แต่คือความอบอุ่นที่ไม่ครอบงำ เป็นการเปิดทั้งใจและสติให้กว้างพอรองรับความจริงของอีกฝ่าย ณ ขณะนั้น
ความเป็นปัจจุบันช่วยให้ความผูกพันเกิดขึ้นอย่างปลอดภัย เพราะไม่มีแรงบีบคั้นที่จะต้องดีขึ้น หายเศร้า หรือคิดบวกให้ไว พื้นที่เช่นนี้จึงเป็นดินดีที่เมล็ดแห่งกรุณาเติบโตเองโดยธรรมชาติ
.
.
Altruism
การเกื้อกูลที่เอาอีกฝ่ายขึ้นก่อน
แต่ต้องระวังชั้นเชิงอำนาจ
อีกสถานะที่เป็นที่คุ้นเคยคือ ความเสียสละ การยอมขยับตารางชีวิตเพื่อเพื่อนที่ต้องการที่พึ่ง การไปเยี่ยม การรับฟัง การช่วยจัดการงานหนักแทน ทั้งที่เวลาและพลังของเราเองก็ดึงตึงอยู่ ท่าทีเช่นนี้หล่อเลี้ยงความเป็นมนุษย์ของเรา
แต่เงาซ่อนเร้นก็คือ ลำดับชั้นไม่ตั้งใจ หากบุคคลเดียวให้–ให้–ให้ ซ้ำ ๆ โดยโครงสร้างความสัมพันธ์ไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับกลับมามีศักดิ์ศรีในการให้บ้าง ความสัมพันธ์อาจค่อย ๆ ตั้งศูนย์บนผู้ให้ เกิดอคติว่าผู้ให้ดีกว่า เข้มแข็งกว่า รู้มากกว่า จนไม่รู้ตัว
การรู้เท่าทันเงานี้ทำให้เราจัดองค์ประกอบใหม่ได้ เช่น ชวนผู้รับมีส่วนเลือกหรือกำหนดวิธีรับการช่วยเหลือ จัดข้อตกลงที่ถนอมศักดิ์ศรี และสร้างวงช่วยเหลือที่ไม่ยึดกับคนคนเดียว
.
.
Cognitive Empathy
เข้าใจมุมมองโดยยัง “ตั้งกำแพงใจ” ไว้บางส่วน
มีหลายสถานการณ์ที่เราต้องรู้โดยไม่อาจเปิดใจรู้สึกร่วมเต็มที่ เช่น การติดตามข่าวโศกนาฏกรรมอย่างต่อเนื่อง การทำงานที่ต้องวิเคราะห์ความขัดแย้งนานาชาติ หรือการเป็นผู้นำที่ต้องฟังเรื่องยากของหลายทีมในวันเดียว
ความเข้าใจเชิงความคิดหรือการสวมรองเท้าอีกฝ่ายในเชิงเหตุผลจึงมีคุณค่ามาก เพราะทำให้เรามองเห็นโครงสร้าง ปัจจัย และข้อจำกัด โดยยังดูแลความจุทางอารมณ์ของตัวเองให้ยืนระยะไหว
ทั้งนี้ Cognitive Empathy เป็นประตูเข้าหากรุณาได้ หากเรายอมอยู่กับภาพ เข้าใจบริบท และให้เวลาความรู้สึกร่วมค่อย ๆ โผล่พ้นน้ำโดยไม่เร่งรีบ ความต่างสำคัญคือที่นี่ “สมองนำ” ใจตามห่าง ๆ เพื่อความยั่งยืนของเราในสนามระยะยาว
.
.
In-Group Empathy
ความเอื้ออาทรใน “พวกเรา”
และโจทย์ใหญ่เรื่อง “คนอื่น”
เราทุกคนมีวงใน ครอบครัว เพื่อนสนิท ทีมทำงาน เครือชุมชน … ที่เรายอมให้มากกว่าเป็นธรรมชาติ นี่คือความจริงของมนุษย์ แต่โจทย์เชิงจริยธรรมและสังคมเกิดขึ้นตรงวิธีปฏิบัติต่อคนอยู่นอกวง เมื่อความเอื้ออาทรภายในสูงมาก เรามักเผลอนำมาตรฐานสองชุดมาใช้อย่างไม่รู้ตัว
วงกลมแห่งความเชื่อมโยงจึงชวนให้สังเกตว่า ในขณะที่อ้อมใจเราเปิดกว้างในวงในนั้น ต่อผู้อยู่นอกวง เรากำลังหดแคบ ตัดสินเร็ว หรือปิดตาปิดใจอยู่หรือไม่ การรู้ตัวเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษตนเอง แต่เพื่อคลายอ้อมแขนให้กว้างพอรับฟังความจริงของผู้อื่นโดยไม่ต้องยอมทุกอย่าง การขยายจาก In-Group ไปสู่ความเป็นมนุษย์ร่วมกันจึงเริ่มต้นจากการรับรู้ว่ามีกำแพงอยู่ และเรายอมแตะมันด้วยความปลอดภัยเพียงใด
.
.
Empathic Distress
เมื่อความทุกข์ของอีกฝ่าย “กระแทกเรา” จนอยากให้หยุดเดี๋ยวนี้
ชั้นเชิงนี้ซ่อนเร้นและแยบยล เพราะหน้าตาเหมือนการช่วยเหลือ แต่แรงภายในเรียกร้องให้สถานการณ์หยุดทำให้ฉันอึดอัดมากกว่าปรารถนาให้อีกฝ่ายพ้นทุกข์จริง ๆ ภาพง่ายที่สุดคือเสียงเด็กร้อง… เกิดความรู้สึกตึงเครียดจะแผ่ซ่านอย่างฉับพลัน จิตใจจึงรีบทำทุกวิถีทางให้เสียงนั้นหยุดเพื่อเราจะได้สบายขึ้น
ในความสัมพันธ์ผู้ใหญ่ก็คล้ายกัน เพื่อนโทรมาด้วยความเศร้า เราตอบสั้น ๆ “เดี๋ยวก็หาย” “คิดบวกสิ” ไม่ใช่เพราะไร้น้ำใจ แต่เพราะเรารับความหนักนี้ไม่ไหวในตอนนี้ ความซื่อตรงกับตัวเองช่วยคลี่ความแตกต่างนี้ออกระหว่างการรีบปิดอารมณ์เพื่อให้เราคลาย กับการอยู่เป็นเพื่อนจนอีกฝ่ายได้กลับมายืนได้อย่างมั่นคง มองเห็นความต่างนี้ทัน เราจะเริ่มเลือกถ้อยคำและจังหวะตอบสนองได้พอดีกว่าเดิม เช่น ขอเวลาตั้งหลักก่อนแล้วค่อยโทรกลับ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นคุณภาพของกรุณา มากกว่าแรงผลักจากความอึดอัดของเราเอง
.
.
Emotional Disconnect
การถอยอารมณ์จนขาดการเชื่อมโยง
(และเหตุผลที่บางบริบท “จำเป็น”)
การตัดอารมณ์ออกจากเหตุการณ์โดยสิ้นเชิงอาจเป็นเกราะจำเป็นในงานบางประเภทที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงและมีความเสี่ยง เช่น การแพทย์ การกู้ภัย การบังคับใช้กฎหมาย การสร้าง “ระยะห่างทางใจ” ชั่วคราวช่วยให้ตัดสินใจบนข้อมูลและขั้นตอนมากกว่าแรงกระแทกของอารมณ์
อย่างไรก็ดี หากกลายเป็นโหมดปกติในการอยู่ร่วมกับผู้คน ความเป็นมนุษย์จะค่อย ๆ แห้งแล้ง การฝึกสลับโหมดระหว่าง “เชื่อม” และ “ถอย” อย่างรู้ตัวจึงเป็นทักษะชีวิต ถอยเพื่อความแม่นยำเมื่อจำเป็น เชื่อมเพื่อคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของกันและกันเมื่อกลับสู่พื้นที่มนุษย์
.
.
แล้ว “ความกรุณา” อยู่ตรงไหนในวงกลมนี้ ?
ความกรุณาไม่ถูกวางเป็นสถานะเฉพาะช่อง เพราะธรรมชาติของกรุณาเป็น “เจตนาฝึก” มากกว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเอง มันจึงมักผุดขึ้นได้ดีที่สุดเมื่อเราอยู่ใน Neutral Present Awareness ใจสงบ พื้นที่ปลอดภัย ความพร้อมจะรับรู้ความทุกข์ผู้อื่นโดยไม่จมและไม่หนีจึงเกิดขึ้น
กรณีที่พูดถึง “ความล้า” ก็มีความต่างสำคัญ ความล้าที่พบเสมอคือ Empathy Fatigue ล้าจากการรับรู้อารมณ์ผู้อื่นโดยตรงซ้ำ ๆ ในขณะที่ Compassion ในความหมายของเจตนาคือ ปรารถนาให้อีกฝ่ายพ้นทุกข์อย่างรู้ตัวและมีขอบเขต กลับยืดหยุ่นและอิ่มตัวได้โดยไม่กัดกร่อนภายในเท่าเดิม การวางเขตแดนและรู้ข้อจำกัดของตนเองจึงเป็นส่วนหนึ่งของวินัยกรุณา ไม่ใช่การปฏิเสธความดีงาม
.
คุณค่าของวงกลมนี้อยู่ที่การเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิความสัมพันธ์แบบเรียลไทม์ ระหว่างสนทนาเราสามารถถามตัวเองว่า “ตอนนี้ฉันอยู่ช่องไหน” “อีกฝ่ายส่งสัญญาณแบบไหน” “วงกำลังเลื่อนไปทางใด” การรู้ตำแหน่งทำให้เราปรับกริยาได้ เช่น หากจับได้ว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ Empathic Distress ก็อาจชะลอ หายใจยาว ตั้งเจตนาใหม่ แล้วเปลี่ยนไปสู่ Neutral Present Awareness ก่อนค่อยเสนอการช่วยเหลือ หากเห็นว่าความเอื้ออาทรกลายเป็นลำดับชั้น ก็ตั้งวงสนทนาที่คืนอำนาจเลือกให้กัน หากรู้ว่าทั้งทีมอยู่ในหัวมากไปก็เชื้อเชิญให้กลับสู่กาย ให้เสียง ให้แสง และลมหายใจช่วยถ่วงดุล
.
.
และหากพิจารณาโมเดล “Circle of Connectedness” ซึ่งเปรียบเสมือนการเชื่อมโยงระหว่างโลกภายในกับโลกภายนอกอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าหัวใจของวงกลมแห่งความเชื่อมโยงสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับหลัก พรหมวิหาร 4 ซึ่งเป็นหลักธรรมว่าด้วยความสัมพันธ์อันงดงามระหว่างมนุษย์กับสรรพสิ่ง
ในระดับ Inner หรือความสัมพันธ์กับตนเอง คือการฝึกอยู่กับใจอย่างสงบ รับรู้โดยไม่ตัดสิน และเห็นคุณค่าของตนในฐานะผู้เรียนรู้เสมอ สภาวะนี้สัมพันธ์กับ อุเบกขา ความเป็นกลางอันเปี่ยมด้วยสติ ไม่ใช่ความเฉยเมย แต่เป็นการอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเข้าใจและมั่นคง เมื่อใจเป็นกลาง ความเมตตาต่อตนเองย่อมเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
ระดับ Relational หรือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล คือการฟังอย่างลึก เห็นความทุกข์และความสุขของอีกฝ่ายโดยไม่เร่งแก้ ไม่ตัดสิน และไม่พยายามครอบงำ เป็นพื้นที่ของ เมตตา และ กรุณา ที่เกิดขึ้นจากการเปิดใจรับรู้ผู้อื่นอย่างเท่าเทียม เมตตาในที่นี้คือความปรารถนาให้อีกฝ่ายเป็นสุข ส่วนกรุณาคือความตั้งใจให้อีกฝ่ายพ้นทุกข์อย่างรู้ตัวและมีขอบเขต ไม่ใช่การช่วยเหลือจากแรงอึดอัดหรือความสงสาร แต่เป็นการช่วยด้วยความเข้าใจและเคารพในศักดิ์ศรีของอีกฝ่าย
ขณะที่ระดับ Systemic หรือความสัมพันธ์กับโลกและระบบใหญ่ เป็นการขยายความรักและความเข้าใจออกจากวงส่วนตัวไปสู่ส่วนรวม เป็นพื้นที่ของ มุทิตา การยินดีในความสุข ความสำเร็จ และความงอกงามของผู้อื่นโดยไม่มีอิจฉา รวมถึงการมองเห็นคุณค่าของทุกชีวิตในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเดียวกัน การมีมุทิตาย่อมเปิดประตูสู่ความร่วมมือ แทนที่การแข่งขัน และนำไปสู่ความรับผิดชอบต่อโลกอย่างแท้จริง
การเคลื่อนจากความเข้าใจตนไปสู่ความเข้าใจผู้อื่น และขยายสู่ความเข้าใจระบบ คือการเดินทางจาก อัตตา (Ego-system awareness) ไปสู่ เอกภาพแห่งชีวิต (Eco-system awareness) ซึ่งเป็นจิตที่เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง
สุดท้าย ศูนย์กลางของวงกลม “Agape” หรือความรักอันไร้เงื่อนไข คือสภาวะแห่งพรหมวิหารทั้งสี่ที่รวมเป็นหนึ่งเดียว เมื่อเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ประสานกันอย่างสมดุล ความสัมพันธ์ทั้งปวงย่อมแปรเปลี่ยนจากการแสวงหาอำนาจเหนือใครไปสู่พลังร่วม จากความเป็นปัจเจกไปสู่การอยู่ร่วมอย่างมีสติและเมตตาต่อโลกทั้งใบ
.
.
🔜 ติดตามบทความสรุปการเรียนรู้ฉบับต่อไป รวมถึงบทความพิเศษ “การถอดบทเรียนและการนำไปประยุกต์ใช้ในองค์กร” ได้ที่เพจเร็ว ๆ นี้
+++++++++
เวทีจริงสำหรับผู้นำที่ไม่อยากตกขบวนธุรกิจแห่งอนาคต!!
นี่ไม่ใช่คอร์สที่เล่าเรื่อง ESG แบบทฤษฎีแต่คือ สนามปฏิบัติการ 2 วัน 1 คืน ที่จะเปลี่ยนมุมมอง ESG ของคุณให้เป็นอาวุธลับในการชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
intensive ESG
จะวางกลยุทธ์ ESG ของปีหน้าได้อย่างไร หากไม่รู้วิธี
🚨 ESG Strategy
6 ขั้นตอนจากเริ่มสู่แผนปฎิบัติการความยั่งยืน
หลักสูตรที่ได้รับรองเป็นการพัฒนาทักษะสูงจากสอวช.
ลดหย่อนภาษีได้ 250% !!
👉https://www.facebook.com/share/p/17UBD1u4Fs/
แอดไลน์ @dr.veeranut
โทรด่วน: 099-289-3645
+++++++++
บริการที่ปรึกษา และการออกแบบกลยุทธ์ ESG
+++++++++
ESG vs CSR แฝดคนละฝา
🔗 https://www.facebook.com/share/p/16BmPCGMJ4/
อย่าให้ Green / CSR มาหลอกคุณ
🔗 https://www.facebook.com/share/p/19imKXYvnF/
indset สำคัญกว่าโมเดล
ทำ ESG ต้องเริ่มจากเรา ไม่ใช่เริ่มจากรายงาน
🔗 https://www.facebook.com/share/p/14KaurYSRfA/
ESG ไม่ใช่ CSR 2.0
แต่คือ DNA ของธุรกิจอนาคต
🔗 https://www.facebook.com/share/p/17Pqu66dzs/
.
.
ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (ดร.ใหม่)*
ที่ปรึกษาธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์ ESG SDGs
Success isn’t found; it’s designed and built.
TLMS – Creating Strategies for Growth
*เครดิตวิทยากร
* GRI Certified Sustainability Professional, Global Reporting Initiative
* Sustainable Business Strategy Harvard Business School Online
* ESG Impact: Investor Perspective Wharton University
* Carbon Investment: Bernard Consulting
* Sustainability Strategy Demystified Sasin Graduate Institute of Business Administration
* Digital Business Strategy: Harnessing Our Digital Future MIT Sloan
* Blockchain Technologies: Business Innovation and Application MIT Sloan
* Beyond Smart Cities: Emerging Design and Technology MIT MEDIA LAB
* Integrating the SDGs into Sustainability Reporting, the GRI Academy
* Reporting on Human Rights with the GRI Standards, the GRI Academy
* Reporting with the GRI standards, the GRI Academy
* Waste Management Impact Reporting, the GRI Academy
* Reporting on the Impact of Occupational Health and Safety, the GRI Academy
* The founder and director of the SustaInnovation Leadership program and the SustaInnovation in Action program
* ผู้ก่อตั้ง IDGs Bangkok Community Hub
* ผู้เขียนหนังสือ Buddhist IDGs
* ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ โดยกรมสุภาพจิต
* A creator of world-class Awareness exhibition showcased by over 100+ media outlets from more than 40+ countries
* นักเขียน เจ้าของผลงานการเขียนหนังสือ 10+ เล่ม 1,000+ บทความ และบรรณาธิการระดับประเทศ
* วิทยากรด้านความยั่งยืนเวทีนานาชาติ และบรรยายให้กับองค์กร บริษัท มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการระดับประเทศ 100+
* นักสื่อสารด้านความยั่งยืน และการพัฒนาจากภายในคนแรกของประเทศไทย ที่ออกรายการเจาะใจ







ใส่ความเห็น