“ชีวิตน่าเศร้าหากตายแล้วยังใช้เงินไม่หมด ชีวิตน่าสลดหากเงินหมดแล้วยังไม่ตาย” วลีเย้าแกมหยอกนี้ฟังเผิน ๆ ก็ชวนอมยิ้มดี แต่หากพิจพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าเป็นเรื่องเศร้า ที่ยิ้มไม่ออกทีเดียว ที่สำคัญเป็นความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกคนต้องเผชิญเสียด้วย และแน่นอนที่หากเราต้องเลือก ทุกคนย่อมเลือกเจอเรื่องเศร้าเพราะจะเศร้าแค่วันเดียวคือวันที่จะตาย แล้วรู้สึกเสียดายเงินที่อุตส่าห์เหนื่อยยากหามาแต่ยังเหลือ ไม่ได้ใช้หาความเพลิดเพลินให้คุ้มค่า ความเหนื่อยอย่างแน่นอน คงไม่มีใครเลือกที่จะเจอเรื่องสลดคือการไม่เหลือเงินไว้ให้ใช้สอยในการดำเนินชีวิต โดยไม่รู้ว่าจะต้องอยู่ในฐานะสิ้นไร้ไม้ตอกนั้นไปอีกกี่นานแค่ไหน ซึ่งนั่นจะเป็นชีวิตที่สุดรันทดอย่างยิ่ง แต่แม้คนจะมีเป้าหมายว่าขอให้มีเงินใช้ไปจนถึงวันตายแต่เมื่อดูข้อมูลสถิติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ฝากตรวจสอบที่มาให้อีกครั้งนะครับ*) แล้วก็น่าตกใจไม่น้อยเพราะจากการสำรวจคนวัยเกษียณพบว่าจำนวน – มีคน 1% เป็นคนร่ำรวย เป็นเศรษฐี – มีคน 4% เป็นคนที่มีเงินใช้สุขสบาย – มีคน 7% ที่เป็นคนที่พอจะช่วยเหลือตัวเองได้ – มีคน 40% ที่ต้องพึ่งพาลูกหลาน หรือสถานสงเคราะห์ – และคนที่เหลืออีก 48%คือคนที่ยังคงต้องดิ้นรนทำงานหนักหรืออยู่ในข่ายการมีชีวิตที่น่าสลด หากสรุปกันจริง ๆ ก็ไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่าคนที่สามารถอยู่ได้นั้นมีเพียงแค่ 5 คนจาก 100 คนเท่านั้น ที่เหลืออีก 95 คนยังต้องเหนื่อย ต้องหาที่พึ่งพิงให้ได้ หรือต้องดิ้นรนช่วยเหลือตัวเองเพื่อการเอาตัวรอด ปัญหานี้ทำให้เกิดกระแสการเตรียมความพร้อมก่อนถึงวัยเกษียณว่าควรจะต้องเริ่มเก็บเงินกันเดือนละเท่าไหร่ มีแอพพลิเคชั่นด้านการวางแผนทางการเงินเพื่อวัยเกษียณมากมายที่มีพื้นฐานอิงตามความต้องการใช้เงินของแต่ละบุคคลในแต่ละเดือนว่าเป็นเงินเท่าไหร่ จากนั้นจึงคำนวณเงินที่จะต้องใช้ตั้งแต่อายุ 60 ปีไปจนถึงอายุขัยเฉลี่ยในปัจจุบันแล้วจึงนำมาตีกลับด้วยอัตราเงินเฟ้อเพื่อย้อนกลับมาเป็นจำนวนเงินที่จะต้องสะสมรายเดือนในปัจจุบันไปจนถึงวันเกษียณเพื่อที่เมื่อถึงวันที่ไม่สามารถทำงานได้แล้วจะมีเงินเหลือพอใช้ไปจนสุดทาง ซึ่งจำนวนเงินจะมากหรือน้อยจะมีความแตกต่างกัน คือหากเริ่มสะสมเงินตั้งแต่อายุยังน้อย การสะสมต่อเดือนก็จะน้อย ถ้าเริ่มสะสมตอนอายุมาก จำนวนเงินที่จะต้องสะสมก็จะสูงมากจนบางกรณีดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ ด้วยวิถีการจ้างงานในปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะกับผู้ที่สามารถแบ่งเงินมาออมได้ตามยอดที่คำนวณไว้ แต่เชื่อเถิดว่าคนผู้นั้นก็จะยังรู้สึกว่าไม่มีความปลอดภัยและมั่นคงในชีวิตเพียงพออยู่ดี เพราะธรรมชาติแห่งจิตของมนุษย์ย่อมปรุงแต่งความวิตกกังวลขึ้นมาได้เสมอ เช่น กลัวว่าเงินที่เก็บไว้ในสถานบันการเงินนั้นจะล้ม ค่าเงินเฟ้อจะมากกว่าโปรแกรมที่คำนวณ ค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จะเกิดวิกฤต จนที่ประเมินไว้ไม่พอเพียง แล้วจะทำอย่างไร ? คำตอบที่ผมขอเสนอให้พิจารณาในเรื่องนี้จึงไม่ได้เริ่มกันที่ตัวกลางอย่างเงิน แต่ต้องสาวไปให้ถึงต้นเหตุแห่งความกลัวนั้น ซึ่งก็คือ “ความกลัวที่จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต” ดังนั้นคำถามที่ควรถามก็คือ การดำรงชีวิตอยู่นั้นมีอะไรต้องเตรียมบ้าง มากกว่าจะถามว่าต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ คำตอบเหมือนจะยากแต่ที่จริงไม่ยากเลย เพราะตอบได้ว่าหากอยากมีความมั่นคงในการดำรงชีพก็ต้องสร้างความมั่นคงในปัจจัย 4 นั่นเอง ใครเห็นด้วยกับการตั้งคำถามนี้ให้แก่ชีวิตและอยากสร้างความมั่นคงให้ตนเองก็ไม่ยาก เริ่มกันจากปัจจัยที่ใกล้ตัวที่สุดนั้นคืออาหารโดยเริ่มด้วยการวางเป้าว่าจะ “กินที่ปลูก ปลูกที่กิน” โดยให้เป็นรูปธรรมชัดขึ้นด้วยการจดเมนูพืชผักที่เราโปรดปรานชอบกิน กินเป็นประจำออกมาเลยว่ามีเมนูอะไร จากนั้นก็มาแจกแจงว่าต้องปลูกอะไรบ้าง เช่น เราบอกว่าเราชอบกินส้มตำ สิ่งที่ต้องปลูกคือ มะละกอ ถั่วฝักยาว มะนาว พริก มะเขือเทศโดก็อาจจะเสริมคะน้า ผักบุ้ง โหระพา กะเพรา รวมถึงมันเข้าไปด้วยเพื่อจะได้ไว้กินให้หนักท้องแทนข้าว และหากอยู่บ้านพอมีพื้นที่จะลงไม้ผลที่ชอบกินเช่นมะม่วง ขนุน ส้ม หรือแม้แต่ทุเรียนก็ตามอัธยาศัย แต่หากอยู่ห้องพักก็ต้องเลือกพืชผักที่ปลูกในกระถางตามระเบียงได้ซึ่งก็มีไม่น้อยพอให้ใช้นำมาปรุงเป็นอาหารกินได้ไม่เบื่อแน่นอนหากหมุนเวียนวางแผนการปลูกอย่างดี ดังนั้นแทนที่เราจะเสียเวลาไปหาเงินเพิ่ม สู้เรามาหาความรู้ทางด้านการเพาะปลูกพืชสวนครัว ปลูกผักริมรั้ว หรือสิ่งที่เรากินต่าง ๆ นี้จะช่วยให้เราสบายใจในอนาคตได้เลยว่าอย่างไรเสียเราจะไม่อดตายแม้เงินจะไม่เหลือก็ตาม ส่วนในเรื่องของยารักษาโรคก็เช่นเดียวกัน คนสมัยโบราณอยู่กันมาเป็นพันปีโดยไม่ได้ต้องพึ่งยาแพง ๆ ก็อยู่ได้อย่างมีสุขภาพกายที่ดีด้วยวิถีแห่งธรรมชาติ เราก็ควรหันมาศึกษาเรื่องของการกินเป็นยา เรื่องของสมุนไพรที่ใช้บำรุงและการบำบัดอาการของโรค แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งวิวัฒนาการทางการแพทย์สมัยใหม่ เราต้องรู้ในสิทธิการพยาบาลที่ทางรัฐมีให้ว่าหากจะใช้ จะใช้อย่างไร จะใช้ที่ไหน และครอบคลุมจนหมดกังวลหรือยัง หากยังเราก็ค่อยไปดูในเรื่องของการซื้อประกันเพิ่ม เท่านี้ก็จะหมดกังวลเรื่องการรักษาพยาบาล ที่สำคัญใช้เงินสำหรับเบี้ยประกันก็จะไม่ได้มากนักเพราะเราเลือกเฉพาะที่ขาดอยู่จริง ๆ ขณะที่เรื่องเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนั้นอาจเป็นเรื่องลำบากเกินกำลังคนสมัยใหม่หากจะให้มาถักทอเสื้อผ้าไว้ใช้เอง ปัจจัยนี้เราก็เพียงทำความเข้าใจในอรรถะที่แท้ว่าเครื่องนุ่งห่มเป็นไปเพื่อการปิดของสงวนของร่างกาย และเพื่อป้องกันสัตว์หรืออากาศเท่านั้น เราก็มายึดเรื่องประโยชน์ใช้สอยนี้เป็นหลักว่าเสื้อผ้าแบบใดที่ตอบโจทย์ดังกล่าวโดยนำมาคำนึงร่วมกับวิถี วัฒนธรรมอันงดงามและสภาพภูมิอากาศ เช่น ประเทศเราอยู่ในเขตร้อนการใช้เสื้อผ้าจึงควรเป็นแบบเบา สบาย เพราะหากไปตามแฟชั่นหากเป็นแบบตะวันตกที่เหมาะกับภูมิอากาศหนาวเย็นผ้าจะหนาเมื่อนำมาใส่ย่อมไม่สบาย ทั้งยังเป็นภาระเรื่องการซักรีดที่ไม่จำเป็น เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็จะไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายในการหาซื้อเสื้อผ้าไล่ตามแฟชั่น ทั้งยังสามารถคำนวณได้เลยว่าต้องซื้อชุดใหม่กี่ชุดต่อปี แปรออกมาเป็นจำนวนเงินที่ต้องใช้ที่เราจะต้องแบ่งมาสะสมไว้รอใช้ในบามนั้น ซึ่งมั่นใจว่าจะเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสม ไม่ก่อเกิดภาระเกินจำเป็นอย่างแน่นอน ส่วนปัจจัยสุดท้ายคือที่อยู่อาศัยหากใครมีบ้านอยู่แล้วก็ประเมินเพียงค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำ ค่าไฟ ส่วนถ้าใครก็ไม่มีก็หาข้อมูลเรื่องของบ้านเช่าว่ามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่เพื่อเตรียมสำรองเงินไว้ และที่สำคัญควรทำการปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับการใช้งานยามสูงวัยไว้เสียเลย เราจะได้มั่นใจว่าเราจะมีบ้านสำหรับเราในยามนั้นให้อยู่อย่างแน่นอน อย่าปล่อยรอไปทำขณะนั้นซึ่งจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่อาจควบคุมไม่ได้ขึ้นมา เมื่อเราประเมินครบปัจจัยที่จำเป็นในการมีชีวิตอยู่ครบทั้ง 4 ด้านแล้วเราก็จะได้ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจะต้องใช้เงินจริง ๆ ซึ่งน่าจะเป็นตัวเลขที่อยู่ในวิสัยในการแบ่งมาออม ที่สำคัญคือเมื่อเราได้เจาะลึกไปขนาดนี้จะทำให้เราหมดห่วงด้วยเห็นภาพการใช้ชีวิตหลังเกษียณของเราได้ชัดเจนจริง ๆ ไม่ใช่การประเมินแบบเหมารวมเป็นตัวเงินลอย ๆ ที่ยังคงทิ้งความกังวลเป็นเชื้อไว้อยู่ ลองดูนะครับ ความกังวล ความกลัวมาจากความไม่รู้ เมื่อรู้แล้วย่อมไม่กลัว และชีวิตเราจะไม่สลดอีกต่อไปครับ

ชีวิต (ไม่) สลด
Search
Popular Posts
Categories
Archives
- พฤษภาคม 2026
- เมษายน 2026
- มีนาคม 2026
- กุมภาพันธ์ 2026
- มกราคม 2026
- ธันวาคม 2025
- พฤศจิกายน 2025
- ตุลาคม 2025
- กันยายน 2025
- สิงหาคม 2025
- กรกฎาคม 2025
- มิถุนายน 2025
- พฤษภาคม 2025
- มีนาคม 2025
- กุมภาพันธ์ 2025
- ธันวาคม 2024
- พฤศจิกายน 2024
- ตุลาคม 2024
- กันยายน 2024
- สิงหาคม 2024
- กรกฎาคม 2024
- มิถุนายน 2024
- พฤษภาคม 2024
- เมษายน 2024
- กุมภาพันธ์ 2024
- มกราคม 2024
- ธันวาคม 2023
- พฤศจิกายน 2023
- ตุลาคม 2023
- กันยายน 2023
- สิงหาคม 2023
- กรกฎาคม 2023
- มิถุนายน 2023
- พฤษภาคม 2023
- เมษายน 2023
- มีนาคม 2023
- มกราคม 2023
- ธันวาคม 2022
- ตุลาคม 2022
- กันยายน 2022
- สิงหาคม 2022
- กรกฎาคม 2022
- มิถุนายน 2022
- พฤษภาคม 2022
- เมษายน 2022
- มีนาคม 2022
- กุมภาพันธ์ 2022
- ธันวาคม 2021
- ตุลาคม 2021
- กันยายน 2021
- สิงหาคม 2021
- กรกฎาคม 2021
- มิถุนายน 2021






ใส่ความเห็น