น้ำเน่า

ชีวิตประจำวันของคุณทำอะไรบ้างครับ ตื่นเช้ามาจัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ต่อด้วยธุระลูกน้อย หาข้าวให้กิน พาไปส่งโรงเรียนจากนั้นก็วิ่งหน้าตั้งเข้าออฟฟิศให้ทันเวลางาน ระหว่างทางก็มีบริภาษการจราจรที่จราจลกันไป ทำงานก็เหนื่อย ก็เครียดกับการปัดแข้ง ปัดขา เอาหน้า เอาตาของเพื่อน ทั้งต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับเจ้านาย กว่าจะหมดวันก็ล้าเหลือคณาแต่ยังต้องแหวกการจราจรที่จราจลอีกครั้งเพื่อไปรับลูกกลับบ้าน ถึงบ้านก็แทบสลบพอจะมีความสุขอยู่บ้างตรงได้กินข้าว (ห่อ) กันในครอบครัว อาบน้ำสอนลูกทำการบ้านเสร็จ คราวนี้แหละถึงจะได้เวลาแห่งการพักผ่อนของตัวเอง ซึ่งโดยมากก็คือการดูทีวีรายการโปรด เพราะเป็นความบันเทิงราคาประหยัด ไม่ต้องเสียเงินทอง เสียค่าตั๋ว หรือเสียเวลาเดินทางออกไปเสพที่ไหนอีก ผมเชื่อว่านี่เป็นวิถีของคนส่วนใหญ่ที่อาจมีปรับเปลี่ยนไปบ้างตามบริบทแวดล้อม แต่หลัก ๆ แล้วเวลาที่พอจะเรียกว่ามีความสุข เป็นรางวัลของความเหนื่อยยากมาตลอดวันก็คือการนั่ง-นอนเอกเขนกดูทีวีนี่เอง เช่นนี้แล้วคุณคิดว่ารายการ หรือละครช่วงค่ำนี้ควรเป็นประเภทไหนครับ สืบสวนซ่อนเงื่อนให้ต้องขบคิดกันหัวแตก หรือแบบดูไปแล้วต้องคอยหาสิ่งที่ผู้สร้างต้องการจะสื่อที่แฝงมายิ่งเนียน ยิ่งลึก ยิ่งดูดีมีคลาส บางท่านอาจชอบโดยเฉพาะบรรดานักวิชาการ นักคิด นักเขียนที่มีความสุขยามสมองได้ขบคิดเรื่องใหม่ ๆ ได้เสพเรื่องแปลก ๆ แต่กลับคนทำงานแรงงานหรืองานค้าขายทั่วไปจะให้ดูไปคิดหนัก ๆ ไปอีกคงไม่ไหวแล้วเหนื่อย ล้า เครียด เพลียในการหาข้าวสารมากรอกหม้อ หาค่าเทอมให้ลูกเรียน (พิเศษ) มาทั้งวันแล้วก็ไม่อยากใช้สมองอะไรกันขนาดนั้นอีก ขออะไรที่ง่าย ๆ ไม่ต้องย่อย ดูเพลินไปวัน ๆ จะซ้ำ จะซาก จะไร้แก่นก็ไม่เป็นไร ขอรอยยิ้ม ขอเสียงหัวเราะพอมาหล่อเลี้ยงให้ได้พักผ่อนก่อนเข้านอนเพื่อไปผจญกับวิกฤติชีวิตที่เต็มไปด้วยความแผดเผาแห่งการแก่งแย่งกันเหมือนเดิมอีกในวันพรุ่งก็พอแล้ว นี่เองที่ทำให้ละครหลังข่าวส่วนมากจึงทำกันแบบไม่ต้องคิดมากเพราะคนเขาไม่อยากคิดกันอีกแล้ว เขาต้องการพักแบบนี้กัน พอคนดูเยอะโฆษณาก็เข้าคนก็สร้างกันมากเป็นวงจรปกติ จนสุดท้ายจึงกลายเป็นว่าสังคมเราเลยถูกตราหน้าว่าเป็นสังคมแห่ง “ละครน้ำเน่า” ไป ไม่ได้จะแก้ต่างให้ละครน้ำเน่านะครับ เพียงแต่ไม่อยากให้ใครด่วนปรามาส อยากให้เข้าถึงความหมายและวัตถุประสงค์แท้ของละครแต่ละประเภทกันก่อนค่อยตำหนิ เริ่มจากความหมาย ที่คำว่าน้ำเน่านั้นหมายถึงการไม่เปลี่ยนแปลง วนอยู่ในวงจรเดิม ๆ เหมือนน้ำที่ขังไม่ไหล ที่วันหนึ่งก็กลายเป็นน้ำเน่า ดังนั้นละครที่ไม่ต้องคิดมากนั้นก็อาจจะไม่เป็นน้ำเน่าถ้าผู้สร้างไม่มักง่ายเอาสิ่งเดิม ๆ มาทำจนย่ำอยู่กับที่ แต่หมั่นเติมสิ่งดี ๆ พยายามเสริมคุณธรรมเข้าไปตามบริบทของสังคมขณะนั้น ๆ อย่าให้สารที่ส่งออกนิ่งสนิท แบบนี้แม้พล็อตจะซ้ำแต่สิ่งที่ส่งออกไปจะไม่ซ้ำก็แปลว่าละครเรื่องนั้นไม่เน่า กลับกันคือละครน้ำดีซึ่งหากยังคงย่ำอยู่กับที่ไม่เคลื่อนวันหนึ่งก็จะเป็นละครน้ำเน่าเช่นกัน และที่ต้องเน้นให้พิจารณาก็คือแม้จะเป็นการสร้างเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของคนอีกกลุ่มที่ชีวิตเขาต้องการขนมมาขบเคี้ยวทางความคิดให้เกิดประโยชน์กับตัวเขาเองต่อไป ก็ต้องระวังไม่มีวิธีคิดเลวร้ายอะไรแฝงเข้าไปด้วยเผลอไปยึดว่าฟอร์มอย่างนี้เรียกน้ำดี อย่างมามีการหักมุมให้คนร้ายชนะเลยกลายเป็นทำลายคำสอนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วโดยไม่รู้ตัว หรือต้องตีแผ่ให้ลึก ให้แรงตามข้ออ้างสิทธิเสรีภาพเลยทำให้สังคมเสื่อมเร็วขึ้น ละครแบบนี้แม้จะลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้คมคายแค่ไหนก็ไม่อาจเรียกว่าละครน้ำดีเพราะคนดูชมจบแล้วไม่ได้กลายเป็นคนดีแต่อาจกลายเป็นคนร้ายไปเสีย ดังนั้นจะเน่า จะดี ไม่ได้อยู่ที่ฟอร์มแต่อยู่ที่ดูแล้วเป็นคนเน่าหรือเป็นคนดี ที่สำคัญต้องระลึกว่าสารนั้นต้องไม่เป็นพิษ เป็นภัย อย่าไปใส่ยาพิษลงไปในละครด้วยหวังกระชากเรตติ้ง ฉะนั้นใครจะทำละครประเภทใดก็ตามวัตถุประสงค์ ที่สำคัญต้องมอบผลลัพธ์สุดท้ายให้คนชมได้สมประสงค์หรือเกินประสงค์ คือนอกจากจะได้พักผ่อนให้สดชื่นมีกำลังไว้สู้งานแล้วยังต้องได้ความรู้ ข้อคิด คุณธรรมติดจิตใจกลับไป และถ้าจะทำน้ำดีมากระตุ้นหยักสมองของคนดูนั้นก็ต้องเป็นละครที่ดูแล้วคนดูสามารถเข้าใจความคิดที่ถูกต้องได้โดยเฉพาะความคิดที่ถูกในแบบพุทธ หรือโยนิโสมนสิการ อันเป็นความคิดในระดับที่ลึกยิ่งกว่าความคิดงานการทั่วไปคือคิดอย่างแยบคายที่มีทั้งหมด 10 ประเภทได้แก่
1. วิธีคิดแบบ สืบสาวเหตุปัจจัย คือ การคิดค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดผลขึ้นมา
2. วิธีคิดแบบ แยกแยะส่วนประกอบ คือ การคิดแบบแยกแยะองค์ประกอบหรือองค์ประกอบย่อยของเรื่องนั้น ๆ
3. วิธีคิดแบบ สามัญลักษณ์ คือ การคิดแบบรู้เท่าทันธรรมชาติ หรือความเป็นธรรมดาของสิ่งต่าง ๆ
4. วิธีคิดแบบ อริยสัจ คือการคิดที่ระบุได้ถึงปัญหาแล้วจึงมาหาสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหานั้นจากนั้นจึงกำหนดเป้าหมายที่ควรจะเป็นและหาทางดำเนินไปสู่เป้าหมายนั้น
5. วิธีคิดแบบ อรรถธรรมสัมพันธ์ คือการคิดที่มุ่งชัดไปสู่เป้าหมายหรือความหมายแก่นแท้ของเรื่องนั้น ๆ
6. วิธีคิดแบบ คุณโทษและทางออก คือการคิดถึงข้อดีและข้อเสียของเรื่องนั้น ๆ เพื่อจะได้เห็นความจริงที่รอบด้าน
7. วิธีคิดแบบ คุณค่าแท้และคุณค่าเทียม คือการคิดให้เห็นถึงคุณค่าอันแท้จริงและคุณค่าที่แฝงอยู่ของสิ่งดังกล่าว
8. วิธีคิดแบบ ปลุกเร้าคุณธรรม คือการคิดที่น้อมนำให้จิตปรุงแต่งไปในทางที่เป็นกุศล ดีงาม เป็นประโยชน์เป็นกุศล
9. วิธีคิดแบบ เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือการด้วยการมีสติระลึกอยู่กับสิ่งที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนั้น ซึ่งอาจเป็นเรื่องของอดีตอันเป็นประสบการณ์หรืออนาคตอันเป็นเป้าหมายก็ได้ แต่มิใช่การคร่ำครวญถึงอดีตหรือเพ้อฝันในอนาคต
10. วิธีคิดแบบ วิภัชชวาท คือการคิดแยกแยะ หรือ วิเคราะห์สิ่งหรือเรื่องนั้น ๆ อย่างรอบด้าน ถ้าดูแลัวทำให้เกิดโยนิโสมนสิการได้เช่นนี้ก็อยากขอเรียกว่าเป็นละคร “น้ำบริสุทธิ์” ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *