ทาสของเงิน

        ได้ยินคำนี้แล้วถามต่อว่ามีใครอยากเป็น “ทาสของเงิน” ไหม ?         เชื่อว่าคำตอบเกือบทั้งหมดคงออกมาเหมือนกันคือ “ไม่” เพราะหากตอบว่าอยากก็เท่ากับเป็นการยอมรับถึงความโลภของตน ความอยากได้ อยากมีเกินกว่าที่ควรของตน พูดง่าย ๆ คือตนจะกลายเป็นคนโลภ คนไม่ดี         นั่นแสดงว่าทุกคนรู้ว่าความโลภไม่ดี และทุกคนไม่อยากเป็นคนโลภ แต่แปลกตรงที่ปากบอกไม่อยากเป็น แต่การกระทำมักสวนทางคือคนพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา บางคนพร้อมที่จะแลกคุณความดี หรือแม้กระทั่งสละจิตวิญญาณขจองมนุษย์ไปเพื่อที่จะได้เงินมากมายนั้นมา จะเรียกว่าพร้อมจะทำทุกอย่างตามที่เงินไสหัวให้ทำก็ไม่ผิด นั่นหมายถึงที่บอกนั้นเป็นการพูดไปตามธรรมเนียมให้รู้สึกดี แต่ลึก ๆ นั้นเป็นไปอีกด้านแต่เพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง         ซึ่งความมากหรือน้อยอาจใช้เกณฑ์วัดง่าย ๆ ชัด ๆ คนเป็นมากคือขายตัว ขายจิตให้เงิน ยอมเป็นเบี้ยล่างมันขนาดยอมทำได้ทุกอย่างแม้จะผิดกฏหมาย ผิดจริยธรรม ส่วนคนเป็นน้อยคือยังอยู่ในกรอบของกฏหมายและจริยธรรม อาจมีล้ำเส้นไปบ้าง ออกเทา ๆ ไปบ้าง แต่ใจยังไม่ถึงกับก้มหัวให้เงินไปทั้งหมด         สำหรับคนที่เป็นทาสไม่มากยังแสวงหาอยู่บนความถูกต้องแม้จะมีความโลภอยู่ก็ยังพอทน แต่คนที่เป็นทาสอย่างรุนแรงยอมทำผิดนี่น่ากลัว เพราะหมายถึงความมืดมนของอนาคตทาสี ทาสาคนนั้นเลย         แล้วทำอย่างไรถึงจะเลิกเป็นทาสของเงินได้ ก้นบึ้งหัวใจหลายคนอาจถามหาคำตอบ เพราะก็ไม่ยากให้ตัวตกอยู่ใต้อาณัติมันเช่นกัน ผมมีคำตอบให้ครับ !         คำตอบของผมคือไม่ต้องเลิกเป็นทาสเงินหรอกครับไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเป็นการเลิกที่ผิดฝา ผิดตัว และไม่สามารถทำได้จริง ซึ่งนี่เองเป็นเหตุทำไมคนเกือบทั้งหมดที่อยากเลิกทาสแก่ตัวเองไม่สามารถเลิกได้ ก็เพราะเขา เลิกผิดเรื่อง ภาษาวัยรุ่นเขาเรียก คนละเรื่องเดียวกัน แล้วอะไรคือเรื่องเดียวกันล่ะ ?         สิ่งที่เราต้องเลิกเป็นทาสไม่ใช่เงิน แต่เป็น “ความคิดที่คิดว่าเงินคือสิ่งบันดาลสุข” หรือเงินสามารถบันดาลสิ่งที่ต้องการได้ทุกอย่าง         ความคิดนี้ต่างหากครับที่เราต้องจัดการมัน ขจัดมันทิ้งไปให้ได้ ลองนึกดี ๆ ซิครับว่าจริง ๆ เราไม่ได้มุ่งไปที่เงินจริง ๆ นึกเล่น ๆ ว่าหากเงินไม่สามารถนำไปซื้อของ ไปจับจ่ายสินค้าตามห้างได้เรายังจะอยากได้มัน จะยอมตัวเป็นทาสมันอีกไหม         คำตอบคือ “ไม่” นั่นแสดงให้เห็นว่าแท้จริงเราก็ไม่ได้เป็นทาสของธนบัตร เงินตราใด ๆ อยู่แล้ว แต่เพราะเราคิดผิด คิดว่าเงินซื้อความสุขได้ต่างหากเราถึงยอมก้มหัวให้มัน และหากจะสลัดแอกนี้ทิ้งก็ต้องแก้ที่ตอ คือความคิดผิดนั้น         เราอยากสุขแต่เราคิดผิดว่าความสุขจะต้องใช้เงินไปหาซื้อมา แต่ความจริงคือความสุขอยู่ที่ใจ จะให้ใจเป็นสุขไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็ได้ ลองนึกย้อนอดีตเราเองดูซิครับ ตั้งแต่เด็กมาเราสามารถมีความสุขได้มากมายหลายเรื่องที่ล้วนไม่ได้ใช้เงิน สุขจากการได้ฟังนิทานที่แม่เล่า สุขจากได้วิ่งเล่นกับเพื่อน สุขจากการได้คุยกับคนที่หมายปอง หรือแม้แต่สุขตจากการได้นอนพักหลังจากทำงานเหนื่อย เหล่านี้ไม่เห็นต้องใช้เงินตรงไหน         เงินให้สุขเราได้ในบางประเภทเท่านั้น ไม่ใช่ทุกประเภทของสุข ยังมีความสุขอีกมากดั่งที่ยกมาเมื่อครู่ที่ไม่ต้องใช้เงิน และเงินก็ซื้อไม่ได้         สรุปคือเงินไม่ใช่ตัวแทนไปหาสุขครับ กลับกันมันนำทุกข์มาให้ด้วยซ้ำที่ชัด ๆ ก็คือทุกข์จากการดิ้นรนแสวงหามันนั่นแหละ         หยุด และฉุกคิดให้ดี อยากมีสุขไม่ต้องใช้เงิน ขอเพียงใจที่พอและอิ่มเท่านี้ก็สุขเกินแล้วครับ และเมื่อใดที่คุณรู้ตามความเป็นจริงคุณจะเป็นไทแก่ตัว ไม่ตกเป็นทาสของเงินอีกต่อไปครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *