ธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว คือระบบที่พร้อมจะฆ่าตัวเอง และความยั่งยืน ESG ที่ไม่มีวันเป็นจริง

ถ้า ESG คือยานแม่ของความยั่งยืน ตัว E (Environment) คือแผงโซลาร์ ตัว S (Social) คือห้องโดยสารที่มีผู้โดยสารจากทุกชนชั้น และมีตัว G (Governance) คือคนขับ

เราอาจกำลังอยู่ในยานที่ไม่มีคนขับ หรือแย่กว่านั้น
… มีคนขับแต่เมาอำนาจ

.

ในโลกที่ทุกองค์กรแห่กันขึ้นเวทีประกาศพันธกิจความยั่งยืน บางคนลงทุนกับคาร์บอนเครดิต ติดโซลาร์ แจกต้นกล้า เปิดคอร์สอบรมด้านความยั่งยืนให้ผู้บริหาร แต่แทบไม่มีใครกล้าแตะต้องโครงสร้างอำนาจและการตรวจสอบภายในของตัวเอง วิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดของคำว่า ESG คือ การที่ G ถูกลดบทบาทเหลือเพียงกล่องเล็ก ๆ ที่ติ๊กข้ามในรายงานประจำปี

.
.

ในความเป็นจริง Governance คือกระดูกสันหลังของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง และหากมันอ่อนแอ หรือถูกปล่อยให้ผุกร่อนโดยไม่ตรวจสอบ ระบบใด ๆ ที่เราสร้างขึ้น ก็จะถล่มทลายลงมาอย่างเงียบเชียบและไร้เสียงเตือน

เราไม่ได้ต้องการ ESG ที่พูดเพราะ แต่ต้องการ ESG ที่กล้าทำในสิ่งที่ไม่สวยงามที่สุด เปิดโปงความเน่าเฟะของอำนาจ บทความนี้ไม่ใช่คู่มือ CSR และไม่ใช่การโปรโมตแผนยุทธศาสตร์สีเขียว แต่มันคือการเปิดหน้าต่างให้เรากล้ามองลงไปใต้โต๊ะประชุมขององค์กรเราเอง ว่าข้างใต้นั้น… ซ่อนอะไรไว้บ้าง

ในภาพที่ดูสวยงามของ ESG มีจุดหนึ่งที่ถูกละเลยมากที่สุดอย่างน่าเจ็บปวด ตัว G หรือ “ธรรมาภิบาล” (Governance) ตัวที่เหมือนจะเป็นเรื่องเบื้องหลัง แต่แท้จริงคือรากฐานของทุกสิ่ง เพราะถ้าไม่มีธรรมาภิบาล ไม่ว่า E จะเขียวแค่ไหน หรือ S จะดูมีน้ำใจเพียงใด สุดท้ายมันก็เป็นเพียงฉากโรงละครที่กำลังแสดงละครแห่งความหลอกลวงระดับโลก

.
.

เราเห็นบริษัทที่รายงาน ESG อย่างงดงาม แต่ภายในยังใช้แรงงานเถื่อน เราเห็นโครงการ CSR ที่มีภาพเด็กยิ้มบนโบรชัวร์ แต่เบื้องหลังคือการฮั้วงบประมาณเพื่อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เราเห็นสถาบันการเงินที่พูดเรื่อง Net Zero แต่ลงทุนในอุตสาหกรรมสีเทาอย่างลับ ๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ เพราะ “ระบบธรรมาภิบาลล้มเหลว” ไม่ว่าจะโดยตั้งใจ หรือโดยการเพิกเฉยก็ตาม

ธรรมาภิบาลไม่ใช่แค่การทำตามกฎหมาย แต่คือศีลธรรมขององค์กร คือการมีระบบตรวจสอบ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส การมีคณะกรรมการที่กล้าท้วงติงผู้บริหาร การให้เสียงกับ Stakeholder ทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่ Shareholder ที่ถือหุ้นใหญ่ เราต้องยอมรับว่าในโลกธุรกิจ ความยั่งยืนกลายเป็นศัพท์ที่ถูกแปรรูปให้เป็นสินค้าทางการตลาด และธรรมาภิบาลกลายเป็นเพียงรายการในเช็กลิสต์มากกว่าจะเป็นกลไกในการควบคุมความโลภ

.

ตัว G เป็นเหมือน “วัคซีนของระบบ” ที่ป้องกันไม่ให้ E และ S กลายพันธุ์เป็นเครื่องมือหลอกลวง เพราะไม่ว่าจะปลูกป่ากี่หมื่นไร่ ถ้าองค์กรยังจ่ายเงินใต้โต๊ะให้ข้ามด่านอนุมัติ มันก็ไม่มีวันเป็น Green ที่แท้จริง ไม่ว่าเราจะพูดเพราะแค่ไหนในเวทีโลกก็ตาม

ESG ที่ไร้ G คือเรือที่แล่นไปข้างหน้าโดยไม่มีหางเสือ มันอาจดูเร็ว แต่มันกำลังพาเราเข้าสู่พายุแห่งความพินาศ ธรรมาภิบาลที่แท้จริงต้องเป็นระบบที่ปกป้องผู้กล้า ไม่ใช่ลงโทษผู้เปิดโปง ต้องสร้างวัฒนธรรมที่ให้พื้นที่กับความจริง ไม่ใช่แค่กับคนที่พูดจาไพเราะ ต้องยอมรับ Feedback จากภายนอก ไม่ใช่เอาแต่ฟังเสียงปรบมือของทีมตัวเอง

.
.

SDGs จะไม่มีวันบรรลุได้ หากผู้กำหนดนโยบายยังแอบสร้างผลประโยชน์ซ้อน เรากำลังอยู่ในยุคที่โลกไม่ได้ต้องการแค่คนเก่ง แต่ต้องการระบบที่ไม่เปิดโอกาสให้คนชั่วใช้อำนาจอย่างอิสระ
และระบบนั้น จะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ให้ความสำคัญกับ G
ไม่ใช่แค่ Governance ขององค์กร แต่คือ Governance ของจิตสำนึกผู้มีอำนาจ

ถ้าจะพูดให้แรงกว่านั้น ESG ที่ไม่มี G ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาศพมาทาแป้ง มันอาจดูดีจากภายนอก แต่มันเน่าอยู่ข้างใน

.

ดังนั้น ถ้าเราจะพูดเรื่องความยั่งยืน เราต้องกล้าพูดเรื่องการปฏิรูปธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่ในระดับองค์กรแต่ในทุกมิติของสังคม เพราะถ้า G พัง ไม่มี E ไหนจะเขียวจริง และไม่มี S ไหนจะดีได้ ธรรมาภิบาลจึงไม่ใช่ของแถม แต่มันคือเส้นเลือดใหญ่ของโลกที่ยังอยากอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี

และหากเรายังไม่จริงใจกับ G เราก็แค่ทำให้ความยั่งยืน… ดูดีในกระดาษ แต่ล้มละลายในความจริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *