มนุษย์คือไวรัส หรือยารักษาโลก เมื่อเราคือสิ่งมีชีวิตที่กำลังล่าตัวเอง

เมื่อเรากลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ล่าตัวเอง
บทเรียนสุดขีดของยุค Anthropocene

เราอาจเคยเติบโตในระบบการศึกษาที่สอนให้เราภูมิใจว่า “มนุษย์คือผู้ชนะของห่วงโซ่อาหาร” เป็นสายพันธุ์ที่ฉลาดที่สุด มีวิวัฒนาการสูงสุด และประสบความสำเร็จในการสร้างโลกขึ้นมาใหม่ให้เป็นอย่างที่เราต้องการ ทว่า ความสำเร็จที่ว่า กำลังกลายเป็นฝันร้ายที่ย้อนมาทำลายเราเอง อย่างเงียบเชียบ รวดเร็ว และไร้ทางถอย

ประชากรมนุษย์ทั่วโลกทะยานจากราว 1 พันล้านคนในศตวรรษที่ 19 สู่กว่า 8 พันล้านคนในปัจจุบัน เราสามารถพูดได้ว่านี่คือผลสำเร็จของระบบสาธารณสุข เกษตรกรรม เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ทว่าเบื้องหลังการเติบโตอย่างพุ่งทะยานนี้ โลกไม่ได้ขยายพื้นที่หรือทรัพยากรตามไปด้วย และการใช้ชีวิตของเราก็ไม่ได้เบาบางเหมือนบรรพบุรุษ หากแต่กลับมีความซับซ้อน ฟุ่มเฟือย และอิงกับทรัพยากรจำนวนมหาศาลที่โลกไม่สามารถผลิตให้ทัน

.
.

เรากำลังเผชิญกับยุค Anthropocene ยุคที่มนุษย์กลายเป็นพลังขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ระบบนิเวศของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ไม่ใช่แค่ในแง่ภูมิอากาศ แต่รวมถึงการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต การกัดเซาะของดิน การปนเปื้อนของน้ำ และการถดถอยของศักยภาพในการฟื้นตัวของโลก

ระบบเศรษฐกิจที่เราเชิดชู โดยเฉพาะรูปแบบทุนนิยมที่เติบโตอย่างไร้ขอบเขต กลายเป็นเครื่องจักรผลิตความต้องการเทียมที่ไม่มีวันอิ่ม และไม่มีระบบเบรกทางจริยธรรม แม้ว่าเราจะมีแนวทาง ESG หรือ SDGs อยู่ในมือ ทว่าในทางปฏิบัติ เรากลับยังคงวัดความสำเร็จขององค์กรจากการเติบโตของกำไร มากกว่าการลดผลกระทบทางนิเวศและสังคมอย่างแท้จริง

การมีประชากรมากไม่ใช่ปัญหา หากมนุษย์ทุกคนใช้ทรัพยากรเท่ากับบรรพบุรุษของเราเมื่อ 200 ปีที่แล้ว แต่ปัญหาคือมนุษย์ในยุคปัจจุบัน 1 คน ใช้พลังงานมากกว่ามนุษย์ในศตวรรษที่ 19 หลายสิบเท่า ใช้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ โลหะหายาก น้ำสะอาด และป่าไม้ในปริมาณที่ไม่สมเหตุสมผลกับขนาดของร่างกาย และเมื่อทุกคนต่างแสวงหาคุณภาพชีวิตที่ดีโดยไม่ใส่ใจถึงเงื่อนไขของชีวิตที่ดีร่วมกัน ระบบที่พวกเราสร้างขึ้นก็กลายเป็นฝันร้ายหมู่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม

.

ขณะเดียวกัน เราไม่ได้เพียงแค่ทำร้ายโลก เรายังทำร้ายกันเอง ความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น ทรัพยากรถูกผูกขาดโดยคนไม่กี่กลุ่ม และระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่กลับยิ่งซ้ำเติมคนเปราะบางให้เปราะบางลงเรื่อย ๆ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือความล้มเหลวของระบบคุณค่าที่เรายึดถือ

SDGs ได้วางแผน 17 เป้าหมาย 169 เป้าประสงค์ย่อย ที่ครอบคลุมตั้งแต่การขจัดความยากจน ความหิวโหย การศึกษา ความเท่าเทียม จนถึงการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมทางทะเล ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง เป้าหมายเหล่านี้กำลังถูกตั้งคำถามว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ในโลกที่ทรัพยากรถูกควบคุมโดยกลุ่มคนบางกลุ่ม และประชากรที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้มีอำนาจเลือกหรือปกป้องอนาคตของตัวเอง

.
.

การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากภายใน และนี่คือที่มาของ IDGs หรือ Inner Development Goals ที่เน้นการพัฒนา “ภาวะผู้นำที่มีสติ” และ “ทักษะภายใน” ของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสำเร็จในระบบเดิม แต่เพื่อสร้างคนที่สามารถจินตนาการถึงระบบใหม่ที่เห็นมนุษย์ทุกคนและธรรมชาติเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าเท่าเทียมกัน

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยคน แต่กลับหาความเป็นมนุษย์ไม่เจอ ความเมตตา ความเข้าใจ และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอาจกลายเป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนยิ่งกว่าน้ำหรืออากาศ

หากเราไม่สามารถจำกัดผลกระทบจากพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ว่าจะด้วยการออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ หรือฟื้นฟูหัวใจของคนในระบบเก่า เราก็จะอยู่ในโลกที่แม้จะมีคน 10,000 ล้านคน แต่กลับไม่มีใครรู้สึกว่าตนเองมีที่ให้ยืน

.

ESG จะต้องไม่ใช่แค่รายงานที่สวยงาม แต่คือกระบวนการตั้งคำถามใหม่กับเป้าหมายขององค์กร SDGs จะต้องไม่ใช่แค่เป้าหมายของรัฐบาล แต่คือพันธกิจร่วมของมนุษย์ทุกคนที่ยังอยากมีบ้าน IDGs จะต้องไม่ใช่แค่โปรแกรมอบรม แต่คือการปลุกคำถามสำคัญว่า

“เราจะใช้ชีวิตอย่างไร โดยไม่ทำลายโอกาสในการใช้ชีวิตของคนรุ่นถัดไป”

เราอาจมีประชากรมากเกินกว่าที่โลกจะรองรับได้ แต่ถ้าเราลดขนาดอัตตาของเรา ลดความโลภที่ไม่รู้จบ และเพิ่มความรับผิดชอบร่วมต่อโลกที่เราทุกคนอาศัยอยู่ บางที… เราอาจยังพอมีเวลาที่จะเปลี่ยนเส้นทาง

ก่อนที่ระบบจะล่าเรากลับ
ก่อนที่มนุษย์… จะสูญพันธุ์เพราะมนุษย์เอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *