
เมื่อ ESG คือคำขอร้องจากโลกที่นักลงทุนต้องฟัง
กำไรที่ได้จากการทำลายโลก จะยังเรียกว่ากำไรได้อยู่หรือเปล่า
ประโยคนี้อาจฟังดูขวางหูในวงการนักธุรกิจ นักลงทุนเมื่อสิบปีก่อน แต่ในวันนี้ มันกลับกลายเป็นคำถามที่กำลังดังขึ้นเรื่อย ๆ ในตลาดการเงินทั่วโลก ในโลกที่เคยเชื่อว่า ผลตอบแทนสูงสุดคือพระเจ้า และคำว่า “จริยธรรม” คือคำเกินจำเป็น การพูดถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลในวงการการเงินเคยเป็นเรื่องที่ใครหลายคนหลีกเลี่ยง เพราะมันฟังดูซับซ้อน ไม่น่าทำกำไร และดูเหมือนอยู่ผิดเวที แต่ตอนนี้ โลกเปลี่ยนแล้ว… และภาษาแห่งการลงทุนก็กำลังเปลี่ยนไปด้วย
.
เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ “เงิน” ไม่ได้ฟังแค่เสียงของตลาด แต่เริ่มฟังเสียงของธรรมชาติ สังคม ความเท่าเทียม จริยธรรม ความเสี่ยงที่เคยอยู่แค่ในงบการเงิน กลับมีชื่อใหม่ว่า “ESG Risk” และมันมีพลังมากพอจะเขย่าหุ้นทั้งพอร์ต
เรื่องที่เคยถูกมองว่าเป็นประเด็นของนักกิจกรรม กลับกลายเป็นหัวใจของนโยบายธนาคารกลาง กองทุนรวม และนักลงทุนสถาบันทั่วโลก เมื่อ ESG ไม่ได้เป็นแค่เทรนด์ แต่กลายเป็นภาษากลางของโลกการเงินในศตวรรษนี้
.
.
ESG จากเวทีเล็ก ๆ สู่การเปลี่ยนแปลงระดับโลก
ESG ย่อมาจาก Environmental, Social, Governance สามตัวแปรหลักที่ใช้วัดคุณภาพขององค์กรนอกเหนือจากตัวเลขทางการเงิน แต่ละด้านสะท้อนความรับผิดชอบในระดับที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา
ในด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) องค์กรต้องแสดงให้เห็นถึงการลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ทั้งด้านคาร์บอน น้ำ ขยะ การจัดการพลังงาน การดูแลทรัพยากรให้ยั่งยืนแบบองค์รวมตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการ
ในด้านสังคม (Social) ธุรกิจต้องใส่ใจผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่แรงงาน ชุมชน ลูกค้า จนถึง the next gen ความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน และสุขภาวะถูกนำมาเป็นตัวชี้วัด
ส่วนธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งเป็นหัวใจของความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องของโครงสร้างองค์กร การต่อต้านคอร์รัปชัน ความหลากหลายทางเพศ การจัดการความเสี่ยง และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้ถือหุ้น
.
เดิมที ESG มักถูกมองว่าเป็นงาน CSR ที่หรูหราขึ้นอีกระดับ แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องของความสมัครใจอีกต่อไป มันกลายเป็น “ข้อกำหนด” ของแหล่งเงินทุนใหญ่ของโลก
,
,
ธนาคารกลางเปลี่ยนเกม
ถ้าไม่ยั่งยืน ก็ไม่ให้เงิน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มออกนโยบายที่สั่นคลอนระบบสินเชื่อทั่วโลก ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ออกแบบ stress test ใหม่ที่รวมความเสี่ยงด้าน ESG เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ธนาคารพาณิชย์ต้องพิจารณาก่อนปล่อยกู้
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ไม่ต่างกัน พวกเขากำหนดให้สถาบันการเงินต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate-related risk) และเรียกร้องให้มีแผนป้องกันล่วงหน้า
มันคือข้อกำหนดทางความเสี่ยงทางการเงินที่ชัดเจน ซึ่งเปลี่ยนภาษาของตลาดทุนให้กลายเป็นภาษาของความรับผิดชอบ
.
BlackRock เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งการเงินประกาศจุดยืน
หากจะมีบริษัทใดในโลกที่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มของการลงทุนได้ในพริบตา ชื่อของ BlackRock ย่อมต้องปรากฏ บริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ บริหารเงินกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อพวกเขาออกแถลงการณ์ว่า “เราจะไม่ลงทุนในบริษัทที่ไม่มีแผน ESG ที่ชัดเจน” มันกลายเป็นพายุที่เขย่าตลาดหุ้นทั่วโลก
BlackRock ไม่ได้ทำแค่ออกนโยบาย พวกเขายังส่งจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทชั้นนำทั่วโลกทุกปี เรียกร้องให้รวม ESG เข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม และถ้าไม่ทำ… เงินของพวกเขาก็จะไหลออก
เมื่อบริษัทที่มีพอร์ตการเงินขนาดใหญ่กว่างบประมาณของหลายประเทศในโลกออกมาพูดแบบนี้ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาษาแห่งการลงทุนได้เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ
.
นักลงทุนรายย่อย กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลโดยไม่รู้ตัว
ยุคนี้ เราไม่ต้องเป็นเจ้าของพอร์ตพันล้านเพื่อจะมีอิทธิพลในตลาดทุน แค่มีแอปในมือ ถือหุ้นผ่านกองทุนรวม ลงทุนในกองทุนบำเหน็จบำนาญ หรือแม้แต่แค่ซื้อประกันแบบมีผลตอบแทน
เราก็กลายเป็นนักลงทุนที่มีอำนาจทางศีลธรรมไปแล้ว
หลายกองทุนในปัจจุบันเสนอทางเลือกที่มีเกณฑ์ ESG ให้กับผู้บริโภค และความต้องการของนักลงทุนรุ่นใหม่ก็ผลักดันให้บริษัทต้องขยับตัวเร็วขึ้น ในบางประเทศ เช่น สวีเดน เดนมาร์ก หรือแคนาดา มีกฎหมายบังคับให้กองทุนเกษียณต้องรายงานว่าเงินของประชาชนถูกนำไปลงทุนในกิจการแบบใด มี ESG หรือไม่
เราทุกคนจึงกำลังส่งเสียงอยู่… เพียงแค่ไม่รู้ตัว
.
.
ESG, SDGs, IDGs ภาษาที่เชื่อมโลกทั้งใบ
แม้ ESG จะดูเหมือนเป็นเรื่องของภาคธุรกิจ แต่จริง ๆ แล้วมันคือ “สะพาน” ที่เชื่อมเป้าหมายของ SDGs (เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน) เข้ากับโลกแห่งความเป็นจริง และถ้า ESG คือภาษาขององค์กร SDGs คือเป้าหมายของมนุษยชาติ IDGs คือทักษะภายในของมนุษย์ที่ใช้สื่อสารให้สำเร็จ
IDGs หรือ Inner Development Goals เน้นที่ความสามารถในการคิดอย่างลึกซึ้ง เห็นอกเห็นใจ ฟังผู้อื่น เข้าใจความซับซ้อน และมีความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง
เพราะไม่มีใครทำ ESG ได้ดี โดยไม่มีจริยธรรมอยู่ภายใน ไม่มีบริษัทไหนจะยั่งยืนได้ ถ้าคนในองค์กรไม่มีรากเหง้าของความเข้าใจโลก
.
เราจะเลือกอยู่ฝั่งไหนของประวัติศาสตร์
โลกไม่ได้ต้องการแค่คนทำธุรกิจเก่ง แต่ต้องการคนที่แปลความหมายของความยั่งยืนเป็นภาษาแห่งการกระทำ
ในวันที่เงินทุนเปลี่ยนภาษา ธุรกิจที่เข้าใจ ESG จะได้เปรียบทั้งในตลาดทุน ความไว้วางใจของสังคม และในจิตใจของผู้บริโภค เพราะสุดท้ายแล้ว โลกจะไม่ถามว่าเราได้กำไรเท่าไหร่ แต่มันจะถามว่า เราได้ทำลายหรือได้ช่วยโลกไว้ระหว่างทาง
และนั่น… คือกำไรที่แท้จริง







ใส่ความเห็น