ผู้ว่า

        “คิดใหม่” ฉบับนี้ขอฉีกแนวมาคุยเรื่องซีเรียส จริงจังอย่างการเมืองสักหน่อยคงไม่ว่ากันนะครับ         ไม่ใช่การเมืองสนามใหญ่ระดับประเทศ แต่เป็นการเมืองสนามเล็กที่ไม่เล็กคือการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ชนะได้กลับมาเป็นผู้ว่าเมืองหลวงอีกสมัย         นอกจากเรื่องคะแนนที่ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ได้รับจะทำลายสถิติเดิมของคุณสมัครในปี 43 กับสถิติของผู้ออกมาใช้สิทธิ์ที่ในครั้งนี้มากเป็นประวัติการณ์ถึง 63.98% ซึ่งมองเผิน ๆ เหมือนจะเป็นสิ่งดีที่ความตื่นตัวของชาวกทม.สูงขึ้น แต่มีประเด็นที่ผมอยากหยิบยกมาแบ่งปันกันนั่นคือเมื่อไล่ลงลึกถึงรายละเอียดแล้วจะเห็นภาพของการเมืองท้องถิ่นได้กลายเป็นสมรภูมิการช่วงชิงพื้นที่ของสองพรรคใหญ่ระดับชาติโดยดูได้ชัดเจนจากคะแนนของผู้สมัครอิสระที่ได้สูงสุดคือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ นั้นได้เพียง 166,582 ที่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคะแนนผู้สมัครอิสระได้รับเมื่อการเลือกตั้งคราวก่อน ๆ         ทำไมประเด็นนี้ถึงน่าสนใจ ก็เพราะเจตจำนงของการเลือกตั้งท้องถิ่นควรเป็นเรื่องของท้องถิ่น โดยเฉพาะมหานครอย่างกรุงเทพมีความเป็นเอกเทศในตัวของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นเมืองหลวงที่เสมือนเป็นผู้นำทางด้านเศรษฐกิจ ค่านิยม วัฒนธรรมต่าง ๆ ของประเทศ การปรับเปลี่ยนเคลื่อนไหวควรเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันต่อยุคสมัย ผู้ใช้อำนาจจึงควรเคลื่อนมาเน้นหนักด้านการบริหาร จัดการ หรือเป็นผู้บริหารมืออาชีพยิ่งขึ้น ตัวแทนที่เป็นนักการเมืองหรือการเล่นการเมืองควรจะค่อย ๆ จางไป         ดังจะเห็นได้จากเรื่องของศาสตร์ความรู้ แต่เดิมเรามี “รัฐศาสตร์” (political science) แต่เมื่อ ประมาณห้าสิบปีที่ผ่านมา เรามีศาสตร์ใหม่ที่เรียกว่า “รัฐประศาสนศาสตร์” (public administration) ที่เคลื่อนออกมาจากรากเดิมไปสู่อีกรากคือจากการเมืองการปกครอง ไปเป็นการบริหารรัฐกิจ นี่คือพลวัตของ การบริหารของโลก เป็นแนวโน้มของการบริหารเมืองใหญ่ เปรียบไปก็หมือนเมืองเป็นบริษัท ประชาชนเป็นผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นหรือประชาชนนั้นก็เลือกผู้บริหารเข้ามาบริหารเพื่อสร้างกำไรให้บริษัท หรือสร้างความเจริญให้เมืองนั่นเอง         ในอนาคตหากกรุงเทพจะแข่งขันกับมหานครใหญ่เช่น นิวยอร์ก ปารีส โตเกียว ฯลฯ กรุงเทพต้องใช้นักบริหารมืออาชีพมาจัดการ แต่เมื่อการเลือกตั้งครั้งนี้คนกรุงเทพฯหันมายึดระบบพรรคการเมืองมากกว่าเดิมจึงเปรียบเสมือนเราไม่เดินไปข้างหน้าเท่าที่ควร         ซึ่งแนวคิดความเป็นอิสระนี้มีการพยายามจุดจากผู้สมัครอิสระทั้งหลายแต่ก็ไม่สามารถจุดติด ทั้งยังต้องบอกว่ามอดเกือบดับสนิทเสียด้วยจนสุดท้ายผู้สมัครอย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ ถึงกับเสนอให้แก้กฎหมายมิให้ผู้สมัครมาจากพรรคการเมือง แต่อย่างไรวิธีนี้ย่อมไม่ได้ช่วยอะไร เพราะถึงแม้จะไม่ได้ลงสมัครในนามพรรคการเมืองก็จะผู้สมัครนอมินีตามมา         การแก้ปัญหานี้จึงอาจไม่ใช่การออกกฏมาจำกัด แต่ต้องเป็นการรณรงค์ให้คนกรุงเทพแยกได้ชัดเจนระหว่างการเมืองสนามใหญ่กับการบริหารเมืองใหญ่ ไม่เช่นนั้นเมืองหลวงเราไม่อาจจะบริหารทันมหานครชั้นนำอื่น ๆ ก็ฝากเป็นขัอคิดในอีก 4 ปีข้างหน้าครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *