ราชบัณฑิต

        ทราบไหมครับว่าเรื่องใดที่คนจำนวนมากบอกว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แต่ความใส่ใจกลับไม่เป็นไปตามนั้น         ภาษาไทย คือเรื่องนั้นครับ         คงไม่มีคนไทยคนไหนกล้าบอกว่าภาษาไทยไม่สำคัญ มีแต่บอกว่าเห็นคุณค่า แต่การกระทำโดยทั่วไปเรากลับไม่ได้ทำตามนั้น เราใช้ภาษาของเราอย่างฉาบฉวย อย่างไม่เข้าใจ และไม่พยายามเข้าให้ถึงแก่น ใช้กันตามใจอยาก ตามปากเคย โดยมีข้ออ้างว่าเป็นวิวัฒนาการทางภาษาบ้าง เป็นเรื่องปกติสามัญตามสมัยบ้าง หรือเลยเถิดไปเป็นการตำหนิผู้มาตำหนิว่าเป็นพวกไดโนเสาร์ เต่าล้านปี เป็นพวกคิดมากเกินจำเป็นบ้าง         “คิดใหม่” บทนี้เขียนตอนมีข่าวการเสนอให้มีการแก้ไขการเขียนคำที่ทับศัพท์มาจากภาษาอื่นให้ตรงกับการออกเสียงยิ่งขึ้น อย่างเช่นคำว่า คอร์ด ในดนตรีที่หากใช้ ค.ควายสะกดแบบเดิมจริง ๆ ต้องอ่านว่า คอด ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนเป็น ข.ไข่ เป็น ขอร์ด ถึงจะได้เสียงตรงตามจริง         หรืออย่างคำว่า คลีนิก ที่เดิมก็มักจะทับศัพท์ผิดเป็น คลีนิค นั้นก็ควรเปลี่ยนเป็น คลิหนิก ยกมาสองจากทั้งหมดที่ระบุไว้คือ 179 คำ พอเป็นตัวอย่าง เพื่อจะถามว่าเห็นด้วยไหม ?         คำตอบเป็น 2 ฝ่ายชัดเจน ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย ควรแก้ให้ถูก อีกฝ่ายเห็นแย้งว่ายุ่งยาก ไม่จำเป็นเลยเถิดไปถึงค่อนขอดว่าว่างมากหรือไรถึงมาทำเรื่องเล็กน้อยแบบนี้         สำหรับผมผมอยู่ฝ่ายแรกคือเห็นด้วยครับ และผมไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเลย เป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่เด่นแต่สำคัญครับ เพราะภาษานั้นมิใช่เรื่องของการคิด ๆ จินตนาการเอาว่าจะพูดอะไรดี พูดอย่างไรดี แต่ภาษามาจากการกลั่นออกมาจากวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความป็นอยู่ ไปจนถึงภูมิปัญญา ของสังคมชุมชนนั้น ๆ เป็นเสมือน “เครื่องมือ” ในการหล่อหลอมชุนให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นหากภาษาไม่ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว ผลออกมาคือความแตกแยกกันในสังคมนั่นเอง ถามว่าภาษามีผลขนาดนั้นเลยหรือ ?         จะพอเห็นคำตอบอาจต้องลองมองย้อนไปถึงสิ่งที่ชาวพุทธเรียกว่ากรรมซึ่งมี 3 ประเภทคือ มโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม ที่เรียงตามลำดับความแรงของเจตนาการกระทำ โดยเริ่มจากระดับเบาสุดคือมโนกรรมหรือความคิด ที่ถึงจุดหนึ่งก็จะผุดออกมาเป็นวจีกรรมหรือคำพูด เมื่อแรงมากกว่านั้นอีกก็ออกไปเป็นกายกรรมหรือการกระทำ         อย่างเราคิดแค้นคู่แค้นมาก ๆ แรงเข้าก็ผุดออกมาเป็นคำสบถ คำด่า แรงกว่านั้นก็ออกเป็นการลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกัน นั่นคือจากในไปนอก จากเบาไปหนัก แต่ในทางกลับกันการที่เราทำอะไรทางกายมันก็จะย้อนกลับมามีผลต่อการพูด และการคิดเช่นกัน เช่นคนทำอะไรเร็ว ๆ มักจะพูดเร็วขึ้นไปด้วยือใครที่พูดหวาน ๆ นิ่ม ๆ จิตใจความคิดก็จะอ่อนโยนตามด้วย         นี่เองครับที่การพูดหรือภาษามีผลต่อความคิดที่จะสะสมไว้ และความคิดก็ย้อนมาส่งผลต่อการพูด การทำของเราต่อไป เช่นนี้แล้วจะบอกว่าการพูดไม่สำคัญไม่ได้หากเราไม่ยึดหลักมันอาจหมายถึงเราไร้ราก ต้นไม้ของเราก็จะล้มง่าย         ซึ่งการพยายามนี้ถือเป็นการที่พยายามจะรักษารากเดิม ไม่ได้บอกว่าแต่ละคำตามข่าวนั้นหากไม่แก้จะเป็นผลเสียร้ายแรง แต่ชวน “คิดใหม่” ถึงทัศนคติของคนในสังคมที่มีต่อภาษาว่ามาเป็นเช่นไร เข้าใจ และเห็นคุณค่าในภาษาของเราแค่ไหน ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ทำหน้าที่เพื่อภาษาไทยของเราครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *