วิจัยบทที่ 2

        พอได้ยินคำว่า “วิจัย” คนก็มักจะนึกไปถึงงานวิชาการด้านการคิดค้น หรือการหาข้อสรุปในสมมุติฐานที่ตั้งไว้ แทบจะทุกวงการต้องใช้ผลจากการวิจัย รวมถึงสินค้า (เกือบ) ทุกประเภทที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็ด้วย เพราะในแวดวงธุรกิจเขาจะใช้ผลจากงานวิจัยเพื่อการตัดสินใจผลิตหรือไม่ผลิตสินค้าอะไรออกมาป้อนตลาด         เรื่องการยึดผลวิจัยเพื่อตัดสินใจนั้น มองในมุมของนักวิชาการ ก็สมเหตุสมผล เพราะหากสรุปใดไม่ได้มาจากหลักการที่แน่นแฟ้นมันก็อาจไม่ต่างจากการด้นเดา หรือปรุงแต่งเอาตามใจชอบ แล้วหลักการอันแน่นแฟ้นคืออะไร ?         หากเข้าเรียนระเบียบวิธีวิจัยก็จะทราบว่างานวิจัยมี 4-5 บทหลัก ๆ บทแรกจะเป็นเรื่องของปัญหาและวัตถุประสงค์ของการทำวิจัยนั้น บทต่อไปก็เป็นเรื่องของทฤษฏีที่นำมาใช้ในการทดสอบสมมุติฐานที่ตั้ง บทที่ 3 ก็เป็นเรื่องวิธีการว่าจะทดสอบอย่างไร บทที่ 4 ก็เป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการสำรวจ และบทสุดท้ายก็เป็นข้อสรุปว่าเมื่อผลออกมาเป็นเช่นนี้เมื่ออิงกับทฤษฏีที่นำมาใช้แล้วแปลผลออกมาเป็นอย่างไร และมีข้อแนะนำ เสนอแนะในการแก้ปัญหาที่สงสัยนั้นอย่างไร         ฟังดูก็เหมาะดีใช่ไหมครับ ในหลักคงใช่แต่ในรายละเอียดก็ต้องดูถึงไส้ใน โดยเฉพาะบทที่นักวิจัยมือใหม่มักไม่เน้นกันมากคือ บทที่ 2 ว่าด้วยทฤษฏี ที่มักจะคัด ๆ มาลงประกอบดึงเอาทฤษฏียอดนิยมมาใช้ ยิ่งยุคนี้คอมพิวเตอร์แพร่หลายการกระทำที่เรียกว่า Copy & Paste หรือลอกมาแปะนั้นเป็นเรื่องทำโดยทั่วกัน ทำให้ทฤษฏีบางทฤษฏีมีในแทบทุกงานวิจัยโดยเฉพาะทฤษฏีเกี่ยวกับแรงจูงใจที่จำเป็นต้องใช้ในทุกสาขาของงาน         คำถามคือ แล้วหากทฤษฏียอดนิยมที่ดึงมาใช้นั้นผิดหรือไม่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น คำตอบก็คือเมื่อตัวตั้งหรือกฎเกณฑ์ผิด ผลสรุปก็ย่อมผิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อสรุปผิดข้อเสนอแนะในบทสุดท้ายก็ผิด นั่นหมายผลผลิตจากผลสรุปหรือสินค้าหรือบริการที่ผลิตออกมาขายเราก็ผิด และที่น่ากลัวก็คือส่งให้ตัวเราก็ผิดหรือตกยุคตามไปด้วย         เห็นข่าวรัฐบาลพยายามส่งเสริมงานวิจัยในแวดวงการค้าของประเทศแล้วด้านหนึ่งก็หวังในทางที่ดี แต่อีกด้านก็อดห่วงไม่ได้ว่านักวิจัยบางคนได้หลุดจากการ Copy & Paste มาหรือยัง โดยเฉพาะทฤษฏีว่าด้วยแรงจูงใจนั่นได้ลองเจาะลึกดูหรือยังว่าที่มักนำมาใช้นั้นมาจากยุคไหน ใช่ยังนำทฤษฏีในยุค Modern ที่เน้นอัตตา ตัวตนเป็นหลักมาเป็นเกณฑ์ตั้งหรือเปล่า         ซึ่งถ้าใช่ก็ไม่น่าแปลกใจที่ผลจึงออกมาสนองตอบต่อการเร้าอัตตาตัวตนนำไปสู่สังคมแห่งอัตตาที่เราต้องทุกข์ทรมานกับการแก่งแย่งชิงดีกันอยู่นี่เอง วิจัยชิ้นต่อไปอย่าลืมเปลี่ยนทฤษฏีในบทที่ 2 เพื่อได้ผลในบทสุดท้ายที่เหมาะสมกับสังคมไทยเรามากขึ้นกันด้วยนะครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *