สวดมนต์

        วิถีชีวิตปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตมากจนน่าเป็นห่วง         ที่ห่วงไม่ใช่ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง แต่ว่าไม่กี่ปีมานี้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ที่สำคัญคือทิศของการเปลี่ยนออกจะน่าเป็นห่วงว่าเปลี่ยนแบบถอยหลังลงคลองเสียละมากกว่าเปลี่ยนสู่การพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิถีชีวิตชาวบ้านธรรมดา ๆ นี่แหละที่เปลี่ยนจนใจหาย         ในอดีตกิจกรรมที่มีประจำทุกสัปดาห์ของแต่ละบ้านก็คือการตื่นเช้ามาจัดเตรียมอาหารใส่บาตรพระ โดยมากมักจะใช้วันเกิด หมายถึงวันจันทร์ถึงอาทิตย์ไม่ใช่วันที่ เช่นใครเกิดวันพุธก็จะใส่บาตรทุกวันพุธ หรือบ้านไหนสมาชิกเกิดต่างวันกันก็จะเลือกสักหนึ่งวันอาจเป็นวันที่หัวหน้าครอบครัวเกิด หรือคุณแม่บ้านเกิดก็สุดแท้แต่ ซึ่งเมื่อทุกบ้านยึดถือขนบธรรมเนียมเช่นนี้ ก็เกิดภาพที่น่าดูขึ้นทั่วทุกถนน เราจะเห็นเช้าตรู่มีเด็ก ๆ หอบเอาโต๊ะมากาง บริวารช่วยกันยกสำหรับกับข้าวมาตั้ง คุณปู่ คุณยายค่อย ๆให้หลานประคองมาตักบาตรพระ ระหว่างรอก็มีการทักทายปราศัยกันระหว่างบ้านที่ใกล้กัน เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น และก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งพระก็จะมีอาหารเลี้ยงกายสม่ำเสมอทุกวัน เพราะแต่ละบ้านก็จะกระจาย ๆ วันตักบาตรกันไป แต่เดี๋ยวนี้ !         เดี๋ยวนี้ไม่เหลือภาพเช่นนี้แล้วโดยเฉพาะในเมือง จากตักบาตรกันทุกสัปดาห์ กลายเป็นเหลือแค่ปีละครั้ง คือวันที่ ที่เกิด อ้อ..อาจมีมากกว่านั้นคือเพิ่มในวันสำคัญทางศาสนาเข้ามาอีกปีละ 3 วัน วันเฉลิมพระชนมพรรษาอีก 2 วันปีใหม่อีก 1 รวมแล้วเป็นปีละ 7 วันสำหรับคนเมืองที่ต้องเรียกว่ามีศรัทธาต่อศาสนามากระดับหนึ่งแล้ว หากเป็นเด็กวัยรุ่น หรือผู้ที่ไม่ค่อยสนใจอาจเหลือเพียงปีละครั้งในวันเกิดที่โดนพ่อแม่บังคับให้ตื่นมาใส่         ขอพักภาคเช้าไว้ก่อน เพราะเหตุผลชัด ๆ ก็คือความรีบเร่งในการออกจากบ้านไปหาเงินหาทองมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องทำให้คนเมืองจำนวนเกือบทั้งหมดสมัยนี้ห่างจากกิจกรรมใส่บาตรเช้ากัน เรามาดูกันถึงวิถีชีวิตช่วงค่่ำทีี่ไม่สามารถใช้เหตุผลนั้นได้แล้ว แต่ปรากฏว่าก็ถูกคนเมืองละเลยปล่อยให้กิจกรรมหนึ่งที่ดีงามหายสูญไปเรื่อย ๆ นั่นคือ การสวดมนต์ก่อนนอน         วิถีชีวิตแต่ก่อนจะเป็นเรื่องสำคัญของทุกบ้านที่สมาชิกจะต้องมาสวดมนต์กันก่อนจะเข้านอน แม้ปัจจุบันยังมีการทำอยู่พอควร อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ยังสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้สวดมนต์ก่อนเสมอ แต่ต้องนับว่าอีกด้านคือด้านไม่ทำนั้นเพิ่มจำนวนขึ้นเร็วมาก ๆ ทวีจำนวนขึ้นมากอย่างน่าใจหาย         ส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ ยิ่งหากเป็นในคอนโดมิเนียมยิ่งไม่ต้องพูดถึง พระพุทธรูปมีอยู่แต่บนหิ้ง จะจัดที่ไว้ให้กราบโดยเฉพาะยังยาก และนั่นอาจนำมาซึ่งความเสื่อมหายไปของวิถีชีวิตอันดีนี้ สวดมนต์มิใช่เพียงเรื่องเล่น ๆ หรือแค่ช่วยให้หลับสบาย แต่ยังแฝงไว้ด้วยประโยชน์คณานับที่อาจคิดกันไม่ถึง คิดใหม่ฉบับนี้ขอพาคุณคิดลึกเจาะลงไปให้เห็นภาพประโยชน์จากการสวดมนต์กัน         ประโยชน์ของการสวดหนึ่งคือการเคารพต่อพระศาสนา การกราบไหว้สิ่งแทนอยู่ทุกคืนทำให้ผู้กระทำเกิดความฝังใจถึงการอ่อนน้อม ตามมาคือการละทิฏฐิมานะลงได้ตามส่วน แต่เมื่อไม่สวดกันแล้ว เด็กยุคใหม่เดินผ่านพระยังยืนเฉย ๆ เพราะไม่มีทุนเช่นนี้อยู่ และเมื่อขนาดพระที่ผู้ใหญ่นับถือเด็กยังไม่นอบน้อม เขาจะยิ่งรู้สึกต่อผู้ใหญ่ได้หนักกว่านั้น และนั่นนำมาซึ่งความดื้อรั้น การคะนอง เลยไปถึงความเสียหายระดับประเทศจากที่สังคมสับสน ขาดการเคารพตามวัยที่เป็นหลักเหนี่ยวไม่ให้การขาดวุฒิภาวะ พาสังคมเตลิดอย่างทุกวันนี้         ประโยชน์ต่อมาการสวดมนต์เท่ากับได้ท่องบ่น คือได้จดจำคำสอนโดยตรงของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะเปรียบเหมือนความรู้ที่จะผุดขึ้นมาอัตโนมัติยามจำเป็นต้องใช้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่เรื่องของการแผ่เมตตา “สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์”         แค่ประโยคนี้ท่องทุกวัน เมื่อถึงคราวที่ความโกรธ เกลียดรุมเร้า ปัญญาเห็นความเป็นเพื่อนทุกข์แม้ในระดับความจำผุดขึ้น ก็ช่วยให้เด็ก ๆ ลดการทำผิดพลาดลงไปไม่มากก็น้อย         นี่ยังไม่นับรวมผลระยะสั้นคือเรื่องของการทำใจให้สบายก่อนเข้านอน ทำให้จิตใจไม่ติดข้องอยู่ในความฟุ้งซ่าน ความอิจฉา ริษยา พยาบาทที่เกิดขึ้นระหว่างวัน         ยกตัวอย่างกันเพียง 3-4 มุม ก็น่าจะพอเพียงที่จะช่วยกันคิดใหม่ รณรงค์ หรือสนับสนุนให้ทุกบ้าน ทุกคน ร่วมกันสวดมนต์ก่อนเข้านอนได้แล้วนะครับ         อย่างที่เกริ่น ตอนเช้าอาจโดนข้ออ้างเรื่องเร่งรีบ ไม่หาเงินก่อนจะเอาที่ไหนกิน อันนั้นเลยขอยกไว้ แต่สวดมนต์ 5 นาทีก่อนนอนนี่หากยังอ้างอีกก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว จริงไหมครับ !!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *