สิ่ง(ของ)มีชีวิต

        บทนี้ชื่อแปลก !         ทั้งแปลกและไม่เป็นความจริงเอาเลย สิ่งของจะมีชีวิตได้อย่างไรกัน สิ่งของก็คือวัตถุที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไม่มีชีวิต ส่วนสิ่งที่มีชีวิตก็ต้องเป็นมนุษย์ หรือสัตว์ ไม่ใช่สิ่งของ         แต่เชื่อไหมครับเรามักใช้สองสิ่งนี้สลับกัน เรามักปฏิบัติต่อสิ่งของเหมือนมันมีชีวิต ขณะที่ปฏิบัติกับสิ่งมีชีวิตดั่งเป็นสิ่งของ เหมือนไม่น่าเชื่อ แต่หากลองย้อนสำรวจดูจะเห็นว่าเป็นจริงอย่างยิ่ง         นึกถึงตอนเราขับรถตกหลุมซิครับ คุณรู้สึกอย่างไร ใช่ตกใจสุดขีดกลัว บางคนถึงอุทานว่า “อู๊ยย..ย เจ็บไหมลูก” เห็นรถเป็นลูก กลัวมันจะเจ็บได้จริง ๆ เหมือนสิ่งมีชีวิต หรือบางคนของรัก ของสะสมอาจเป็นแผ่นเสียงเก่าหาซื้ออีกไม่ได้ หนังสือหายาก หรือของแทนใจจากคนรักเกิดตำหนิ เสียหายขึ้นมา มันสามารถเรียกน้ำตาจากเจ้าของ รวมถึงเรียกการรักษาพยาบาลให้ดิ้นรนพาไปซ่อมแซม พาไปบูรณะกันได้ชนิดทุ่มสุดตัวไม่แพ้ความเจ็บป่วย ล้มหายของญาติ หากยังไม่เชื่อจะลองดูอีกสักสองตัวอย่างก็ได้         เช่นหากแม่บ้านหรือคนใช้ทำแก้วเจียรไนราคาแพงแตกแก้วบาดมือเขา เราจะห่วงแก้วที่แตกก่อนหรือห่วงมือของคนใช้ที่บาดก่อน หรือใครที่มีคนขับรถให้นั่งหากคนขับขับรถไปชนท้ายคันหน้าเราจะนึกถึงความเสียหาย ค่าซ่อม คดีความก่อน หรือนึกถึงหัวที่กระแทกกระจกของคนขับก่อน         ตัวอย่างเช่นที่ยกมานี่แหละครับเป็นมุมกลับ และเป็นที่มาของชื่อบทแปลก ๆ บทนี้ด้วย นั่นคือนอกจากเรามักมองสิ่งของโดยเฉพาะของ “ของเรา” ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตแล้ว เรายังมองสิ่งมีชีวิต (ที่ไม่เกี่ยวกับเรา) เป็นดั่งสิ่งของ จัดการ ดูแล หรือมีปฏิสัมพันธ์กับเขาด้วยการคิดแบบสิ่งของ แบบวัตถุ เขามีประโยชน์อะไรให้เรามูลค่าเท่าไหร่ เขาจะสร้างผลดี-เสียแก่เราประมาณค่าใด         นี่ว่ากันในความสัมพันธ์แบบคนไม่ใกล้ชิดกันมากนะครับ แต่เชื่อไหมว่าแม้แต่คนใกล้ชิดเอง คนอยู่บ้านเดียวกันเรายังอาจมองเขาแบบสิ่งของได้ ไม่เชื่อหรือครับ !         งั้นลองดูซิว่าเวลาคู่ชีวิตเราทำอะไรไม่ถูกใจเรามองเขาหรือเธอในแบบไหน ? ใช่มองเหมือนว่าเป็นสิ่งภายนอกที่มาขัดใจ มากวนใจเรารึเปล่า หรือแม้กระทั่งลูกเล็กเอง หากร้องโวยวายหิวนมขึ้นกลางดึกเราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่าลูกเป็นเครื่องกวนใจ ขัดเวลานอนหรือไม่         หากไม่ใช่ก็เยี่ยมครับ แต่หากใช่คงต้องหยุดและฉุกคิดแล้วว่าเราได้มองคนอื่นแม้กระทั่งคนในครอบครัวเราเองเหมือนเป็นสิ่งของ เป็นสิ่งที่มาทำให้เราไม่สบาย เป็นสิ่งที่มาขัดความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นสิ่งที่มาทำให้เราเสียเวลา เสียโอกาสแสวงหาสุขของเราหรือ และนั่นไม่น่าจะเป็นสิ่งที่เราอยาก(ตั้งใจ)จะเป็นนัก         ที่สำคัญคือผลของมัน เมื่อใดที่เรามองคนเป็นเช่นนั้น เขาย่อมรู้สึกกับเราแบบเดียวกันคือเราก็เป็นสิ่งของสำหรับเขา เป็นเครื่องที่ไม่ตอบสนองเขา เป็นเครื่องกวนใจ เป็นสิ่งที่ไม่น่าอภิรมย์ขัดขวางคตวามสุขเขาเช่นกัน เรียกว่าต่างคนต่างสร้างเกราะขึ้นมาป้องกันตนเอง มาปกป้องตัวเองและทำร้ายคู่สัมพันธ์นั้น         ไม่น่าเชื่อนะครับเรารักลูกมากแต่เสี้ยววินาทีที่ลูกทำรถพัง ทำแจกันแตก ทำบ้านเสียหาย เราอาจเผลอไปขุ่นใจถึงความประมาทอันไร้เดียงสานั้น ว่าได้มาทำลายทรัพย์สิน สิ่งของที่เราเหนื่อยยากแสวงหามา ก่อนที่จะนึกถึงสายสัมพันธ์ของครอบครัว         จริงหรือไม่ สำรวจกันเองครับ ซึ่งหากจริงก็ต้องรีบแก้ไข ไม่เช่นนั้นลูกที่รับรู้ความรู้สึกนี้ได้เช่นกันก็จะรู้สึกกับเราดั่งเป็นสิ่งของ เป็นตู้เอทีเอ็มให้กดเงิน เป็นเจ้าของบ้านให้พักอาศัยอยู่ ฯลฯ แล้วจะแก้ไขอย่างไร ?         ต้องเริ่มจากความเข้าใจที่ถูกต้องคือ เมื่อใดมี “ของเรา” เราจะปฏิบัติต่อสิ่งของผิดพลาด เมื่อใดมี “ตัวเรา” เราก็จะปฏิบัติต่อคนอื่นผิดพลาด         ไม่อยากปฏิบัติต่อใคร สิ่งใด รวมถึงตัวเราเองผิดพลาดก็ต้องจัดการ ตัวเรา ของเรานี้ครับ วิธีก็คือการมีสตินั่นเอง ต่อจากนี้ไปทำอะไรให้มีสติกำกับไว้ตลอดจะได้ไม่เปิดช่องให้เผลอมีตัวกู ของกูดั่งที่ท่านพุทธทาสสอนไว้ขึ้นมาครับ และเมื่อมีสติเราก็จะปฏิบัติต่อสิ่งของอย่างสมกับสิ่งของ ปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตเช่นสิ่งมีชีวิตครับ         ผมขอปิดท้ายบทชื่อแปลกนี้ด้วยคำคมจาก “พรานบูรพ์” ครับ คนเห็นคนเป็นคนนั่นแหละคน คนเห็นคนใช่คนใช่คนไม่ กำเนิดคนต้องเป็นคนทุกคนไป จนหรือมีผู้ดีไพร่ไม่พ้นคน เกิดหนหนึ่งตายหนหนึ่งพึงนึกไว้ ไม่เกิดใหม่ตายใหม่ได้หลายหน อย่าโอหังอยากจะดีวิเศษล้น ก็แค่คนคนหนึ่งเท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *