ทักษะการคิด

        โลกสมัยนี้บูชาความคิด คนคิดเก่งมักได้รับคำชื่นชม คนคิดแปลกแหวกแนวมักได้รับเสียงเยินยอ จนกลายเป็นค่านิยมด้วยเชื่อว่านั่นจะทำให้ชีวิตมีความสุข ประสบความสำเร็จ จนมีคอร์สหรือหลักสูตรออกมาสอนเทคนิกการคิดมากมายไม่ว่าจะเป็นคิดสร้างสรรค์ คิดเชิงกลยุทธ์ คิดนอกกรอบ คิดมุมข้าง ซึ่งแม้พื้นฐานจะเป็นเรื่องดีแต่ก็มีเรื่องที่น่าห่วงไม่น้อยเช่นกัน         ไม่ได้ห่วงเพราะเขาสอนผิด หรือวิชาคลาด แต่ห่วงตรงการนำศาสตร์นั้นไปใช้ !ศาสตร์ มาจาก ศาสตรา แปลว่า อาวุธ เมื่อเรียนศาสตร์ใดเท่ากับมีอาวุธชิ้นนั้นในมือ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับจะเอาไปใช้อย่างไร เรียนนิติศาสตร์ไว้ใช้สร้างสังคมให้มีกติกา หรือไว้หาช่องโหว่ตักตวงผลประโยชน์ เรียนนิเทศศาสตร์ไว้สื่อสารเพื่อสร้างสรรค์ หรือไว้มอมเมาสังคม เรียนเศรษฐศาสตร์ไว้บริหารทรัพยากร หรือไว้เอาเปรียบผู้บริโภค         เหล่านี้ล้วนขึ้นกับคนใช้เช่นเดียวกับเรียนการคิด แต่ที่เรียนคิดน่าห่วงเป็นพิเศษก็ด้วยหากไม่อคติกันเกินหรือกล้าที่จะยอมรับความจริง จะเห็นได้ไม่อยากว่าผู้เรียนจำนวนมากนั้นเรียนไปเพื่อที่จะนำวิธีคิดนั้นไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว         ใครอยากเลื่อนตำแหน่ง อยากวางแผนการตลาดแหวกแนว อยากลงทุนในสินค้าอินเทรนด์ ก็หวังพึ่งเทคนิกการคิดนี้ในการชนะคู่แข่ง และเมื่อเริ่มด้วยโลภโอกาสก็สูงหรือเกินที่ความโลภนั้นจะแปรอาวุธในมือชิ้นนี้ไปในด้านร้าย นำเทคนิก กลวิธีคิดเหนือคนอื่นนั้นไปสร้างผลประโยชน์ให้ตนในแบบที่กระทบผู้อื่น เบียดเบียนธรรมชาติ และสังคม         แต่ที่น่าตะหนกกว่านอกจากเรื่องโอกาสที่ผู้เรียนจะนำอาวุธไปใช้ผิดหากหลักสูตรนั้นไม่มีการปูพื้นฐานความคิดที่ดีพอแล้ว เชื่อไหมครับว่าไม่ว่าคุณจะเข้าไปกี่คอร์ส จะเข้าครบทุกเทคนิกคิดแต่ท้ายสุดแล้วก็ไม่เห็นที่ใครจะนำมาใช้สร้าง “ความสุข” ได้จริง         ไม่เชื่อก็ลองนึกดูเถิดครับ คนคิดเก่ง แปลกแหวกแนวจนนำความคิดนั้นไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญาไว้มากมายขนาดนำไปค้าขายหาเงินทองได้มากมายแค่ไหนแต่เขาทั้งหมดก็ยังคงทุกข์อยู่กับการแสวงหา การฟ้องร้อง การพยายามใช้เทคนิกคิดนั้นสร้างเงินให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไม่รู้จบนั่นแสดงว่าหลักสูตรสอนสารพัดคิดไม่สามารถพาผู้เรียนไปสู่จุดสูงสุดได้จริง เพราะหากหลักสูตรดีจริงเรียนจบแล้วต้องจบจริง ไม่ต้องเรียนต่ออีก ที่สำคัญต้องนำมาใช้แล้วให้ความสุขจริง แต่นี่เรียนคิดแล้วต้องมาเหนื่อยคิดหา ต้องมาทุกข์คิดรักษา แล้วไหนกันเป้าหมายแรกในการเรียนว่าจะช่วยให้ชีวิตมีความสุขขึ้น แล้วหลักสูตรคิดที่ดีคืออย่างไรล่ะ ?         ก็ต้องเป็นหลักสูตรที่ตรงเป้า เข้าเป้าเลยซิครับ นั่นคือการเรียนทักษะการคิดที่จะทำให้ไม่ทุกข์ เป็น “วิธีคิดเชิงพุทธ”         เราได้ยินกันจนชินถึงการคิดสารพัดแบบของตะวันตกจนอาจไม่ทราบว่าของทางพุทธเราก็มีครับ เป็นวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ หรือ วิธีคิดอย่างแยบคายมีทั้งหมด 10 วิธีคือ วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย (แบบอิทัปปัจจยตา หรือแบบปัจจยาการ) วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ (แบบรู้เท่าทันธรรมดา) วิธีคิดแบบอริยสัจจ์ (แบบแก้ปัญหา) วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ (แบบหลักการและความมุ่งหมาย) วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก (แบบอัสสาทะ อาทีนวะ และนิสสรณะ) วิธีคิดแบบคุณค่าแท้ – คุณค่าเทียม วิธีคิดแบบอุบายปลุกเร้าคุณธรรม (แบบกุศลภาวนา) วิธีคิดแบบเป็นอยู่ในปัจจุบัน วิธีคิดแบบวิภัชชวาท         คราวนี้เราก็มาลองใช้กันว่าหากเราไม่อยากทุกข์เราก็คิดแบบสาวเหตุปัจจัยว่าทุกข์มาจากอะไร ซึ่งก็จะได้คำตอบว่าที่เราทุกข์นั้นเพราะคิดผิด คือคิดไปในทางโลภ-โกรธ และหลงจากนั้นจะแก้อย่างไรเราก็อาจจะใช้วิธีคิดที่จะบรรเทาเบาบางความคิดผิดนั้น เมื่อโลภก็คิดในเรื่องของการเสียสละแบ่งปัน คิดไปถึงความสุขเมื่อครั้งที่เคยไปช่วยเหลือคนอื่น บริจาคของเหลือใช้ เมื่อโกรธก็คิดไปถึงความเมตตา การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นึกถึงรอยยิ้มมีความสุขของผู้ลำบากหลังจากเราช่วยเหลือ เมื่อหลงคิดฟุ้งซ่าน ไร้สาระวกไปเวียนมาก็คิดไปในเรื่องของความพากเพียร ความขยันขันแข็งทำการงาน แทนที่ความฝันเลื่อนลอยอยากเที่ยวโน่น อยากได้นี่ เท่านี้เราก็จะไม่ทุกข์เพราะคิดผิด แต่จะเป็นนายเหนือคิด         นี่ละครับทักษะคิดที่ยอดเยี่ยมที่สุด เข้าเป้าที่สุด คือคิดแล้วเกิดประโยชน์ ไม่สร้างทุกข์ให้ตัวเอง ใครสนใจก็ลองสืบค้นวิธีคิดเชิงพุทธนี้เพิ่มเติมได้นะครับ จะได้นำมาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ทักษะนี้ รับประกันความสุขครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *