ห้องภาพ 3 (+1) มิติ

        ใกล้ปีใหม่แล้ววางแผนไปเที่ยวไหนกันครับ         หลายคนเลือกเที่ยวน้ำ หลายคนเลือกเที่ยวเขา ขณะที่อีกหลายคนเลือกเที่ยวของปลอม !         ของปลอมในที่นี้ผมหมายถึงสถานที่เที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นมาให้คนได้เข้าไปเพลิดเพลินผักผ่อนกัน อย่างยุคก่อนก็มีลานโบว์ มินิกอลฟ์ โรงละคร มายุคนี้คนชอบท้าทาย หวือหวามากขึ้นก็มีพวกปีนผาจำลอง โรงหนัง 4-5-6 มิติ หรือแม้แต้เกมนักสืบ         ก็เป็นวิวัฒนาการทางสันทนาการที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่สถานที่ท่องเที่ยวผมอยากนำมาขยายในฉบับนี้คือสถานที่เที่ยวที่เริ่มนิยมกันเมื่อสัก 4-5 ปีก่อนที่ผมเรียกเอาเองว่า ห้องภาพ 3 มิติ ครับ         ฟังตอนนี้อาจไม่แปลกใจอะไรกันแล้ว แต่หากย้อนไปเมื่อครั้งเปิดใหม่ ๆ แค่เห็นชื่อก็เริ่มสงสัยแล้วว่าคืออะไร น่าสนใจตรงไหน ทำไมโปรแกรมท่องเที่ยวต่างประเทศหลายโปรแกรมมีการบรรจุห้องภาพแบบนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวด้วย         ซึ่งพอได้เข้าไปชมแล้วจึงหายแปลกใจเพราะภาพที่เรียกว่า 3 มิตินั้นไม่ใช่แค่ตัวภาพที่มีมิติด้านกว้าง ยาว ลึกแบบธรรมดาวาดอยู่ในกรอบ แต่ความกว้าง ยาว ลึกนั้นจะเลยออกนอกกรอบมาจนถึงคนดูด้วย รูปที่วาดนั้นจะหลอกตาจนเหมือนคนดูได้เข้าไปมีส่วนร่วมในรูปนั้น คือเมื่อไปยืนในมุมที่กำหนดจะทำให้เหมือนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในภาพจริง ๆ ยิ่งถ้าคนดูมีออกท่า วางทางเพิ่มเข้าไปก็จะยิ่งทำให้ภาพนั้นเหมือนมีชีวิตขึ้นมาเลย เช่น อาจเป็นกำลังไต่หน้าผาที่ด้านล่างเวิ้งว้าง กำลังหลงเข้าไปในปิรามิดของอียิปต์โบราณ กำลังต่อสู้กับสัตว์ป่าที่แสนดุร้ายในป่าดงดิบ หรือแม้แต่กำลังเข้าพิธีแต่งงานสุดแสนอลังการ         แบบนี้ก็ฮิตซิครับ ยิ่งสมัยนี้กล้องถ่ายรูปมีกันทุกคนและถ่ายได้แบบไม่ต้องกลัวเปลืองค่าฟิล์ม คนเลยนิยมกันมาก เป็นความแปลกใหม่ที่สนุก ยิ่งถ่ายแล้วโพสต์ไปบนโลกสังคมออนไลน์ของตนก็ยิ่งมีรสชาติ         นี่แหละครับหลักทฤษฏีแสงสีมาบวกความคิดสร้างสรรค์ก็ออกมาเป็นบริการยอดนิยมได้ ใครมีโอกาสก็แวะไปถ่ายรูปเล่นกันได้ครับ เป็นโลกแห่งศิลปะอีกแขนงที่ทำให้คนไม่มีพื้นฐานด้านศิลป์ก็สามารถเสพได้อย่างเพลิดเพลิน         แต่พอเพลินสนุกกับการจ่ายเงินไปให้ศิลปินเขาใช้เทคนิกชั้นสูงมาหลอกตา หลอกความรู้สึกเราเล่นในห้องภาพที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้ว ลองออกมาเล่นต่อในห้องภาพที่ธรรมชาติสร้างขึ้นด้วยก็ดีครับ         ในห้องภาพ 3 มิติคนโดนมุมมองทางสายตา และสีสันหลอกให้เชื่อว่ามีการเข้าไปอยู่ในที่แห่งนั้นจริง         ในห้องภาพแห่งธรรมชาติคนก็โดนมุมมองทางความคิด และความเชื่อหลอกว่ามีตัวเราอยู่ในโลกใบนี้จริง ๆ เช่นกัน         และที่น่าตระหนกยิ่งกว่าก็คือในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ไม่ว่าคนยืนจะยืนอยู่ที่มุมไหนของรูป หรือคนมองจะมองมาจากมุมไหนของห้อง (โลก) ก็จะเหมือนกับว่าคน ๆ นั้นอยู่ในสถานที่นั้นจริง ๆ มีคนและสถานที่นั้นปรากฏอยู่จริง จริงขนาดที่เราพร้อมจะทุ่มทั้งชีวิตให้ด้วยความเชื่อในสิ่งที่เห็นนั้น จริงจนหมดข้อสงสัยใด ๆ จริงชนิดที่ไม่เคยคิดจะตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่เห็น สิ่งที่เชื่อ         จนวันหนึ่งมีมหาบุรุษท่านหนึ่งมาบอกว่าสิ่งที่ทุกคนเห็นนั้นไม่จริงหรอก แท้จริงแล้วไม่มีตัวเราอยู่จริง ๆ ตามที่เชื่อนั้น ก็คงยากที่เราจะเชื่อ จนมหาบุรุษท่านนั้นต้องท้าทายให้ใครที่พอจะเฉลียวใจกับภาพที่ปรากฏนี้ให้มาพิสูจน์กัน โดยวิธีพิสูจน์ที่มหาบุรุษท่านนั้นแนะก็ไม่ซับซ้อน ไม่ต่างจากการพิสูจน์ภาพจากห้องภาพ 3 มิติตามแหล่งท่องเที่ยวแต่อย่างใด นั่นก็คือการเคลื่อนมุมมองของผู้ชม         ภาพวาด 3 มิติในห้องภาพนั้นต่อให้ศิลปินวาดเก่งแค่ไหน เมื่อคนดูย้ายมุมที่มองเข้าไปก็จะไม่ปรากฏความเหมือนจริงแล้ว การพิสูจน์ภาพเราในโลกจริงก็เช่นกันเพียงแต่การเคลื่อนมุมมองของเราที่มีต่อโลกทั้งใบนี้ก็จะไม่ปรากฏความเหมือนจริงอันไม่จริงนั้นเช่นกัน เพียงแต่มุมที่เคลื่อนนี้ไม่ใช่มุมจากสายตาแต่เป็นมุมจากจิตใจที่มองเช้ามาสู่ชีวิต         เราจมอยู่กับมุมเดิมมาตลอดจนเรานึกเช่นนั้น เมื่อใดที่เราย้ายใจเราออกมาได้เราจะเห็นความเป็นจริงว่าเราไม่ได้อยู่ในสถานที่นั้นจริง หรือเลยไปถึง “ตัวเรา” เองก็ไม่ได้มีอยู่จริงตัวเราเป็นเพียงภาพวาดของธรรมชาติ แต่เพราะเรามองผิดมุมเลยไปเชื่อว่ามีตัวเราอยู่         การพิสูจน์นี้อาจยากสักเล็กน้อยกับการฝืนความเคยชินที่จะเปลี่ยนมุมมอง เพราะเราชินกับมุมที่มองออกมาจากในความคิดของเราเอง หรือจะเรียกว่าเราชินที่จะหลงเข้าไปอยู่ในความคิดมาทั้งชีวิตก็ได้ การขยับมุมมามองชีวิตจากจุดยืนนอกความคิดจึงต้องใช้กำลังกันไม่น้อย ต้องเพียรดึงจิตออกมาอยู่กับการรู้สิ่งที่ไม่ใช่ความคิดเช่น การเคลื่อนไหวของร่างกาย ลมหายใจ หรือการเปลี่ยนแปลงของความสุขทุกข์ในใจอย่างต่อเนื่องจนจิตมีกำลังเป็นสมาธิเคลื่อนออกมาจากอารมณ์มาตั้งมั่นเป็น “ผู้รู้” มุมมองต่อโลกของเรานี้จึงจะเปลี่ยนไปอย่างถูกต้อง แม้อาจฟังดูยากแต่อย่างไรก็ไม่เกินความสามารถของมนุษย์หรอกครับ         นี่ล่ะครับ โลกแห่งศิลปะชั้นบรมครูของแท้ ที่ผู้วาดชื่อธรรมชาติที่วาดได้เหมือนจนคนหลงเผลอไปเชื่อว่าจริงกันทั้งโลก         ลองมาเสพงานศิลป์ชิ้นนี้ในฐานะผู้ดู ไม่ใช่ในฐานะผู้เป็นกันนะครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *