กุศล คือความดี ความเป็นบุญมีหลากหลายวิธีเพื่อให้เกิดกุศลนี้ขึ้น
หากอิงตามตำราก็อาจใช้หลักที่เราคุ้นเคยที่เรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ” ซึ่งมี 10 ประการก็ได้ บุญกิริยาวัตถุมีอะไรบ้างเรามาดูกัน
1. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย)
2.บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (สีลมัย)
3. บุญสำเร็จได้ด้วยการภาวนา (ภาวนามัย)
4. บุญสำเร็จได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ (อปจายนมัย)
5. บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการที่ชอบ (เวยาวัจจมัย)
6. บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย)
7. บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย)
8. บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย)
9.บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย)
10. บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์)
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าสิ่งที่ทำแล้วเรียกว่าทำบุญ ได้ผลเป็นจิตใจอันเป็นกุศลนั้น มีเรื่องของการต้องใช้เงินเพียงแค่ข้อเดียวคือข้อแรกเท่านั้น ที่เหลือล้วนไม่ได้อิงแอบกับทรัพย์สินใด ๆ เลย เป็นเรื่องของใจ ของการกระทำ การแสดงออกของเราที่จะก่อให้เกิดความสุขกับตัวเราเอง และคนที่เรากระทำด้วย โดยเฉพาะกับตัวเราเองนั้น หากใครทำบุญเป็น ทำบุญถูก ย่อมได้รับผลของบุญที่เราทำนั้นทันทีเลย คือหากเราวางใจเป็นก็เป็นสุข เบาสบาย ณ ขณะนั้นเลย แต่ก็มีทานประเภทหนึ่ง ที่ถือว่าได้บุญสูงส่งอย่างยิ่ง และไม่ได้ใช้เงินเลยสำหรับทานประเภทนี้ ทานชนิดนี้ไม่ว่าใครก็รู้จักและสามารถเข้าใจความหมาย เข้าใจประโยชน์ของทานชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังรู้ดีว่าโทษของการไม่ทำทานชนิดนี้ จะทำให้ชีวิตย่ำแย่อย่างไร แต่ก็ยังมีหลายคนที่เลือกที่จะปฏิเสธการให้ทานชนิดนี้เพียงชนิดเดียวอย่างน่าเสียดาย นั่นก็คือ “อภัยทาน” อภัยทาน คือ การให้อภัยต่อความผิดของผู้อื่นที่เขากระทำต่อเรา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสละชั้นยอด การเลิกผูกโกรธ เกลียดชังต่อผู้ที่ทำไม่ดีต่อเรานั้นเท่ากับยุติวงจรแห่งบาปกรรมทั้งปวง หยุดการจองเวร อาฆาตแค้น อันจะมีแต่นำมาซึ่งสารพัดภัยร้าย หากรังแต่จะหวงแหนความโกรธ เกลียดชังไว้ อย่างไรก็มิสามารถบรรลุธรรมได้ และหากความอาฆาต พยาบาทมีสูง จิตสุดท้ายก็อาจจะไปสู่ขุมนรกได้ในทันที หลายคนเมื่อได้ยินคำว่าให้อภัยนั้น มักนึกโดยอัตโนมัติว่าเป็นเรื่องของอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ใครก็ตามที่เคยได้ทำทานชนิดนี้ เคยที่จะให้อภัยคนที่ทำไม่ดีต่อตน คน ๆ นั้นก็จะทราบเลยว่าวินาทีที่ใจอภัยอย่างแท้จริงแล้วนั้น ได้ปลดปล่อยความเคียดแค้นต่าง ๆ ที่สะสมมาได้อย่างหมดสิ้นแล้วนั้น ใจจะสูงขึ้นอย่างฉับพลัน เหมือนโลกตรงหน้าแปรเปลี่ยนไปในด้านดีอย่างทันที ซ้ำยังเหมือนเห็นอนาคตต่อภาคหน้าว่าชีวิตจะมีแต่เจริญรุ่งเรืองขึ้น สำนึกได้เอง ณ วินาทีที่ให้อภัยได้ เพราะจิตฉลาดขึ้น จากที่ชอบจุดไฟแห่งโทสะให้ลุกโชนขึ้นอย่างเคย ก็กลับกลายเป็นตำหนิตัวเองแทนว่า เหตุใดถึงโง่ถ่วงเหนี่ยวตัวเองไว้กับเพลิงแค้น แทนที่จะทะยานขึ้นฟ้ากลับมาถูกผูกติดกับมูลดินเช่นนี้ เรื่องอภัยนี้ยังมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจอยู่อีกไม่น้อย แต่ด้วยพื้นที่อันจำกัดคงต้องขอไว้ต่อฉบับหน้า ฉบับนี้คงได้แต่สรุปไว้ก่อนว่า การอภัยนั้นเป็นเรื่องของ“อนาคต” ไม่ใช่เรื่องของ“อดีต” หากเรามองอนาคตข้างหน้าที่สดใส ยังฝันถึงความสำเร็จอยู่ก็จงอภัยเสีย แต่หากมองแต่อดีต ผูกใจกันแบบนั้นคงอภัยแก่ใครยาก และผลเสียก็มีแต่จะตกแก่ผู้ที่เลือกกักขังความเจ็บช้ำน้ำใจนั้นเอาไว้เอง!







ใส่ความเห็น