อภัย (จบ)

        ฉบับก่อนผมพูดถึง “อภัยทาน” ทานที่ถือได้ว่าสละได้ยากที่สุด ยากกว่าสละวัตถุทานอันเป็นของนอกกาย         อย่างใครมีร้อยล้านจะบริจาคสักหมื่น สักแสนก็อาจทำใจสละให้ได้ไม่ยาก ยิ่งหากการให้นั้นถูกใจเรา เป็นเรื่องที่เราเห็นค่าอยู่แล้ว การให้นั้นก็ยิ่งทำได้ง่าย แต่กับความผูกโกรธนี่สิครับ คนมากมายหวงมันไว้ยิ่งกว่าเงินเสียอีก แค่เพียงใครมาด่า หรือพูดให้เรารู้สึกไม่ดีในภาษาที่เราแปลความหมายได้ แค่เพียงไม่กี่ประโยค ไม่กี่วินาที ก็ทำให้เคืองแค้นคน ๆ นั้นไปได้อีกหลายสิบปีหรือจนตัวตายก็ยังได้         เรื่องแค้นที่ถูกด่านี้เชื่อว่าคงมีประสบการณ์ตรงกันทุกท่าน ไม่เชื่อลองนึกทวนดูสิครับว่าคุณยังผูกใจเจ็บกับคำพูดของใครอยู่บ้างหรือเปล่า อาจเป็นเพื่อนที่เหยียดหยามเรื่องการเรียน อาจเป็นเจ้านายที่ดูถูกเรื่องการงาน หรืออาจจะเป็นบุพการีของตนเอง ที่ท่านอาจเคยพูดให้น้อยใจ เสียใจ         เมื่อนึกถึงคำพูด หรือเหตุการณ์นั้นแล้วก็ลองมองย้อนมาที่ใจดูซิครับ ว่าใจที่ผูกโกรธอยู่นั้นเป็นเช่นไร ร้อนรุม ปิดแคบไร้ซึ่งความสุขใช่ไหมครับ         คราวนี้ผมอยากจะลองชักชวนคุณผู้อ่านมาให้อภัยทานอย่างจริง ๆ จัง ๆ กันให้อภัยเขาผู้นั้นที่เคยทำให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจ อภัยเขาให้ได้อย่างแท้จริง ด้วยเทคนิกง่าย ๆ ที่ผมจะขอมานำเสนอคุณ ๆ ให้ลองทำตามกัน ณ ขณะนี้ ค่อย ๆ นึกครับว่ามีใครบ้างที่คุณแค้นเคืองเขา(เธอ)อยู่ จะนึกนานแค่ไหนก็ได้นะครับ ผมรอได้ ^_^ เทคนิคการให้อภัยที่ได้ผลดีที่สุดก็คือ         เราผูกโกรธใคร ด้วยเรื่องอะไร ลองมองมุมกลับดูครับ ลองพิจารณาดูว่า อะไรกันที่ทำให้เขาพูดหรือทำอย่างนั้นออกมา ลองเข้าไปนั่งในใจเขาดูครับ คุณอาจพบว่าเขาช่างน่าสงสารเหลือเกิน และมันไม่ได้น่าโกรธเลยซักนิด เช่น เพื่อนที่เคยเหยียดหยามเรา เขาอาจว้าเหว่จากการขาดความอบอุ่นทางบ้านอย่างที่สุด เลยมาระบายออกกับเรา ด้วยเพราะเขารู้สึก(ไปเอง)ว่าการเหยียดหยามผู้อื่นจะช่วยให้เขารู้สึกมีคุณค่าขึ้น         หรือเจ้านายที่เคยดูถูกเราเรื่องงาน เขาอาจเครียดจากหน้าที่รับผิดชอบมากมายที่สุมเข้ามาอาจบวกเข้ากับภาระครอบครัวที่ทุกคนต้องแบกเป็นทุนอยู่เหมือน ๆ กันเขาอาจมีนายธนาคารกำลังเร่งรัดจะฟ้องล้มละลายอยู่ ลูกเมียเขาอาจกำลังเดือดร้อนจากสถานการณ์ขณะนั้น         หรือคุณพ่อคุณแม่ที่ท่านอาจมีความหลังฝังใจในบางเรื่อง จนใช้คำพูดที่ไม่ถูกใจเราในการแสดงความเป็นห่วงลูกไปบ้าง คิดดูสิครับ ว่าคนเหล่านี้เขาน่าสงสารขนาดไหน แล้วอย่างนี้จะไปถือโกรธเขาทำไมกันล่ะครับ และไม่แน่นะครับ หากคุณในสถานการณ์เดียวกันกับเขา คุณก็อาจเผลอพูดไม่ดีอย่างเขาบ้างก็เป็นได้(และคุณก็อาจจะเคยทำมาแล้วก็ได้) หากวางโกรธได้แล้ว ทีนี้ลองดู “ใจ” ซิครับ เบากว่า สบายกว่า ดีกว่าไหม ?         นี่แหละครับ คือบุญใหญ่ที่ใครทำได้แล้วก็จะได้อานิสงส์มาก เพราะส่งผลระยะยาวแบบถาวร และยิ่งหากชอบผลที่เกิดจากตัวอย่างจริงที่ลองทำนี่แล้ว         อย่าได้เสียโอกาสนะครับ ค่อย ๆ ไล่ไปอภัยคนอื่น ๆไปเรื่อย ๆให้มากที่สุด จนไม่เหลือคนที่เราผูกโกรธอีกเลยจะเป็นกุศลยิ่ง และหากใครสามารถบอกด้วยวาจากับอดีตคู่แค้นได้ด้วยว่า เราให้อภัยเขาแล้ว ก็จะยิ่งเห็นผลมากขึ้นไปอีก และหลังจากเราให้อภัยทุกคนแล้ว อย่าลืมอีกคนที่สำคัญที่สุดอีกคน อย่าลืมให้อภัยกับความผิดพลาดในอดีตของเราเองกันด้วยนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *