ออร์กานิก

        ศัพท์เท่ ๆ ออกเชิงวิชาการคำนี้เริ่มเป็นที่นิยมหันทั่วไป โดยเฉพาะในซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับบนพวกที่ขายของนำเข้า เครื่องปรุง เครื่องเทศจากต่างประเทศเยอะ ๆ สังเกตุดูจะเห็นสินค้าของกินเกือบทุกประเภทจะมีหมวด “ออร์กานิก” นี้เสริมคู่ด้วยเสมอ         แอปเปิ้ลก็มีแบบปกติกับออร์กานิกคู่กัน ผักต่าง ๆ ก็มีคู่ หรือแม้แต่พวกเนื้อ หมู ไก่ ก็มีทั้งแบบธรรมดากับแบบปลอดสาร และหากใครสังเหตุต่ออีกนิดจะเห็นว่าราคาที่แปะข้างกล่องระหว่างของชนิดเดียวกันแต่ต่างกันนี้ ราคาก็ต่างกันมากทีเดียว         เคยดูราคาฟักทองลูกใหญ่ ๆ หน่อยที่ตลาดหน้าบ้าน (แถวซอยอารีย์ กรุงเทพ) ขายกันลูกละ 60 – 80 ก็ว่าต่างจากตลาดเกษตรตามต่างจังหวัด ตามพื้นที่เพาะปลูกจริงไม่น้อยแล้ว คุยกับชาวไร่เขาบอกเก็บฟักทองจากไร่ไปขายหน้าตลาดในหมู่บ้านได้กันลูกละ 25 – 30 บาทต่างกัน 3 เท่าได้ ซึ่งก็เป็นสัดส่วนมาตรฐานจากต้นทุนเรื่องขนส่ง เรื่องมาตราฐานค่าครองชีพ แต่พอเป็นฟักทองออร์กานิกตอนแรกผมนึกว่าตาฝาด ดูผิดไปแต่ขยี้ตาดูซ้ำอีกหลายรอบ และหลายใบก็เห็นเลขเดิมคือป้ายบอกราคาไว้ที่ 230 กว่าบาท         หรือกล้วยหอมที่เราคุ้นกันซื้อหาในตลาดหวีละ 10-20 บาท พอเป็นปลอดสารนี้แยกขายเป็นใบ ใบละ 10 บาท เห็นราคาเช่นนี้แล้วชาวไร่ เกษตรกรโลภกันบ้างไหมครับ อยากหันมาปลูกพืชออร์กานิกขายกันบ้างไหมครับ         ถ้าอยากก็น่าสนับสนุนมาก ๆ แม้เริ่มอาจเป็นความโลภแต่โลภแล้วช่วยให้สินค้าเป็นประโยชน์กับลูกค้าจำนวนมาก ๆ ก็พอกล้อมแกล้มแอบลืมมองความโลภนั้นไปได้บ้างครับ โลภแล้วหันมาทำกันให้มาก ๆ จริง ๆ เถิดครับมันดีกับทุกฝ่ายจริง ๆ         กำไรก็มากกว่า แม้อาจมีการทักท้วงว่าที่ขายแพงก็เพราะไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงผลผลิตเสียหายมาก ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมีผลผลิตออกมาไม่งามเท่า ไม่ใหญ่เท่า ไม่ใช้สารเร่งการเติบโตต้องรอนานกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ แต่ลองหักลบกลบหนี้กันดูแล้วส่วนต่างก็ยังมากกว่าอยู่ดีครับ เพราะสินค้าประเภทนี้เป็นที่ต้องการของผู้มีฐานะ มีอันจะกิน ซึ่งไม่ติดเรื่องราคาขอให้มีคุณภาพปลอดภัยจริง ๆ แล้วกัน         ซึ่งไม่ใช่เพราะเขามีเงินมากจนใช้จ่ายสุรุ่ย สุร่ายนะครับ แต่เพราะเขาเล็งเห็นกันแล้วว่ายอมจ่ายค่าอาหารที่ใส่ลงท้องเขา ท้องลูกเขาแพงหน่อยแต่ช่วยให้ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่าย ไม่เป็นโรคร้ายที่เกิดจากยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี บวกลบกับค่าหมอ พยาบาลแล้วจ่ายสูงกว่ากับ ออร์แกนิก คุ้มกว่ามาก         นั่นว่ากันส่วนผู้ซื้อ ขณะที่ส่วนผู้ขายโดยเริ่มจากในแง่ของไกลตัวก่อนคือเรื่องที่ดินนั้นการดินที่ย้อนสู่ธรรมชาติไม่ถูกสารเคมีทำลายนั้นในระยะยาวแล้วก็จะก่อให้เกิดความยั่งยืนทางการทำงานของชาวไร่มากขึ้น เพราะไม่ต้องคอยปรับแต่งสารอาหารด้วยสารเคมีกันครั้งต่อครั้ง หรือปีต่อปี ที่ท้ายสุดแล้วค่าปรับสภาพจะกลายเป็นต้นทุนหลักของการผลิต ชนิดที่ขาดทุนกันตั้งแต่คิดจะปลูกนั่นแล้ว         นั่นเป็นเรื่องของการขายกับต้นทุนแบบตรงไป ตรงมาครับ ยังมีอีกประโยชน์ใหญ่ที่เกษตรกรที่ทำด้านออร์กานิกจะได้รับอีกอย่าง ซึ่งประเมินค่าโดยตรงลำบาก แต่หากประเมินโดยอ้อมแล้วมั่นใจว่าตีกลับเป็นตัวเงินที่มากมายทีเดียว นั่นคือเรื่องของสุขภาพครับ         ปลอดสาร ปลอดยาฆ่าแมลง ปลอดความเสี่ยงจากฮอร์โมนเร่งการเติบโต ทั้งหลายนี้ย้อนไปสู่สุขภาพของผู้ปลูกเองที่ห่างไกลจากโลก ชีวิตเบาขึ้น สุขขึ้นจากการได้ใกล้ชิด สัมผัสธรรมชาติที่แท้จริง ดีในทุกมิติเช่นนี้ทั้งผู้ขาย ผู้ซื้อ และธรรมชาติ คุณยังจะรออะไรอีกครับ กลับมาสู่วิถีธรรมชาติกันเถิดครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *