เชื่อถูก ชีวิตถูก

        ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสน่ห์ เป็นภาษาสนุกที่มีระดับเสียงผันได้จนคำเดียวกันแต่ออกเสียงต่างระดับความหมายก็อาจต่างชนิดผิดเพี้ยนหน้ามือเป็นหลังมือกันเลย อย่างคำว่า “จริงหรือ” หากออกเสียงราบเรียบก็หมายถึงการตั้งใจถามด้วยความสงสัยกันจริง ๆ         แต่เมื่อใดที่ขมวดเสียงลงต่ำเป็น “จริงรึ” ก็หมายในเชิงย้ำให้แน่ใจ แต่หากดึงเสียงขึ้นสูงเป็น “จริงรื๊ออ..” จะกลายไปเป็นเหมือนการไม่เชื่อถือคำพูดของอีกฝ่ายจนอาจกลายเป็นเรื่องวิวาทถึงแก่ชีวิตกันได้ง่าย ๆ         นอกจากการไหลของเสียงแล้วภาษาไทยยังมีการไหลของรูปด้วย คำออกเสียงคล้ายกันแต่สะกดต่างกันจะให้ความหมายต่างกัน อย่าง “รัก” ที่มีความหมายในด้านดีจำลองภาพเหมือนการให้ กับ “ลัก” ที่มีความหมายตรงข้ามเป็นด้านไม่ดีจำลองภาพเหมือนการเอาเข้าตัว หรือคำว่า “พรรค” กับ “พัก” “รา” กับ “ลา” ฯลฯ แต่คำที่ออกเสียงเหมือนแต่สะกดต่างที่ให้ความหมายต่างกันมากที่สุด และน่าจะเป็นการแสดงภูมิปัญญาของคนโบราณได้ดีที่สุดก็คือคำว่า “สุข” กับ “สุก”2 คำนี้เป็นคำพื้นฐานใช้กันทั่วไปอย่างเป็นสามัญ ทุกคนรู้ความหมายของแต่ละคำดีว่าสุกที่สะกดด้วย         ก.ไก่ นั้นหมายถึงการใช้ความร้อนทำให้อาหารแปรเปลี่ยนไป เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับความร้อน ขณะที่สุขสะกดด้วย ข.ไข่ นั้นหมายถึงความสุข ความร่มเย็น ร่มรื่นที่สื่อไปทางด้านของความเย็น ถ้าสังเกตจะเห็นว่าต่างกันอย่างสุดขั้ว แต่ทำไมคนโบราณถึงเลือกใช้คำที่ตรงข้ามกันนี้ด้วยการเปล่งเสียงเหมือนกัน         คำตอบอาจเป็นตลกร้ายก็เพราะมนุษย์เราชอบทำอะไรผิดฝา ผิดตัวอยู่เสมอ รวมไปถึงเรื่องความต้องการสูงสุดของชีวิตอย่างอยากมีความสุขนี้ด้วย ที่มนุษย์ก็มักจะเลือกทำให้ตัวสุกแทนสุขเราอยากมีความสุข อยากมีชีวิตที่เย็น ร่มรื่น แต่เราขยันเหลือเกินที่จะหาเรื่องมาเผาตัวให้สุก เผาตัวเองให้ร้อน ทุรน ทุรายเราอยากสุข แต่เราเผาตัวให้สุก ด้วยการไม่แสวงหาความสุข แต่ไปแสวงหาเงิน เพราะเราเชื่อว่าเงินจะนำความสุขมาให้ได้ แต่ธรรมชาติของเงินเป็นของร้อน ที่ร้อนตั้งแต่การคิดหา การพยายามหา ไปจนถึงการรักษาที่หามาได้แล้วการจะแก้ก็ต้องแก้กันที่ “ความเชื่อที่ผิด” นี้ถึงจะเป็นการแก้ที่เบ็ดเสร็จถอนราก ถอนโคน ไม่ใช่แค่การบรรเทาอาการ หรือแก้ตามอาการ         แต่ปัญหาอยู่ที่จะแก้ในระดับความเชื่อนั้นได้อย่างไรในเมื่อเกิดมาทุกคนก็ถูกฝังหัวเสียแล้วว่าต้องทุ่มทั้งชีวิตเพื่อการทำงานให้ได้เงินมา ต้องมีเงินมาก ๆ ถึงจะมีอำนาจที่จะเป็นอิสระในชีวิตได้ ไม่เว้นแม้แต่จะทำความดีเรายังถูกปลูกฝังว่าจะต้องมีเงินมาก ๆ เสียก่อนถึงจะสามารถทำความดีได้มากและยั่งยืนความสำคัญผิดในเงินมีมากปานนี้จึงไม่แปลกหากอยู่ดี ๆ มีใครสักคนมาบอกว่ามันไม่จริง ต่อให้เป็นครูบาอาจารย์ที่ศรัทธาเหลือล้นเต็มเปี่ยม ที่ทำเต็มที่ก็คงเป็นการไม่เถียง ยอมรับแต่ไม่อาจเลยไปขั้นการปฏิบัติ คือแม้เชื่อว่าเงินนำความร้อนมาให้ แต่ยังอยากที่จะหาเงินมาก ๆ ก่อนอยู่ดี         เหมือนคนติดบุหรี่ทุกคนที่รู้ก็รู้ และเชื่อสนิทใจว่าบุหรี่ทำร้ายสุขภาพ ทำให้ตายเร็วแต่ก็ยังสมัครใจที่จะสูบอยู่ แต่เรื่องเงินนี้ยิ่งจะยากกว่าเพราะความอันตรายยังไม่ชัดเท่ากับบุหรี่ แค่จะลงใจว่าเงินมีอันตรายใหญ่หลวงยังยากแล้ว จะทำใจไม่ให้ตกเป็นทาสของเงินยิ่งหวังได้ยากเหลือเกิน ก็คนทั้งสังคม ทั้งใกล้ตัวในบ้าน นอกตัวในที่ทำงาน ทุกสังคมก็ให้ความยอมรับในคุณค่าของเงินนี้อยู่ ขืนเราไม่เชื่อเหมือนกับเขา เราจะไม่เป็นคนบ้าไปหรือแต่นี่ล่ะครับ คือข้อแตกต่างของคนฉลาดที่จะทำชีวิตให้สุขได้ กับคนเขลาที่พร้อมทำชีวิตให้สุก ก็ถ้ามันเชื่อง่าย ทำง่าย คนก็คงเป็นสุขกันทั้งโลกไม่มีคนทุกข์ให้เห็นนะซิมันต้องใช้ความกล้าหาญอย่างยิ่งที่จะเชื่อขัดกับคนทั้งโลก         เคยได้ยินว่ามีงานทดลองที่เอาคนมาแกล้งเห็นต่างในสิ่งที่หนู (คน) ทดลองก็รู้ชัดอยู่แล้ว ยังทำให้หนู (คน) ตัวนั้นเขวได้ อย่างมีเชือก 2 เส้นที่แม้จะยาวพอ ๆ กันแต่ก็เห็นชัด ๆ อยู่ว่าเส้นซ้ายยาวกว่าเส้นขวาอยู่นิดหนึ่ง ถามไปก็ตอบถูก แต่พอมีหน้าม้าที่แสดงอย่างแนบเนียนมาแกล้งตอบว่าเส้นขวายาวกว่าคนแล้วคนเล่า ผ่านไปไม่กี่มากน้อย ความเชื่อมั่นในสายตาตนเองจะเริ่มสั่นคลอนทันที จนท้ายสุดบางคนถึงขนาดขอกลับคำตอบของตัวจากที่ถูกอยู่ตำตาแท้ ๆ นั้นมาเป็นผิดตามเสียงส่วนใหญ่ที่ผิดนั่นเอง บางคนที่ว่านี้กลับคำตอบทั้ง ๆ ที่ก็ยังเชื่ออยู่ว่าซ้ายยาวกว่าแต่กลัวที่จะแปลกแยกจากคนส่วนใหญ่ คือแม้ผิดก็ขอมีเพื่อนดีกว่าถูกอย่างโดดเดี่ยว         จึงไม่แปลกที่คนแม้เชื่อว่าเงินร้อนก็ยอมร้อนไปกับคนทั้งโลกดีกว่ามาเย็นอยู่คนเดียว รับไม่ได้หากถูกคนตราหน้าว่าบ้า ว่าโง่ หรือผิดมนุษย์นี่ล่ะครับคือเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น หากอยากจะสุขจริงก็ต้องพยายามสร้างความกล้าในระดับที่จะเชื่อว่าคนทั้งโลกก็ผิดนี้ขึ้นมาในใจให้ได้ อาจเริ่มด้วยการย้อนอ่านประวัติศาสตร์ที่จะเห็นว่าส่วนใหญ่คนจำนวนมากนั่นแหละที่มักจะผิด ที่ชัดก็เช่นสมัยก่อนที่คนทั้งโลกเชื่อว่าโลกเป็นศูนย์กลางจักรวาลก็มีเพียง คอปเปอร์นิคัส ที่กล้าจะลุกขึ้นมาบอกว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางสรรพสิ่ง         ไปลองย้อนดูเถิดครับว่ายังมีตัวอย่างจริงอีกมากที่คนทั้งโลกเชื่อผิด ยิ่งเวลาผ่านก็ยิ่งเจอความจริงใหม่มาแก้หรือถึงขั้นตบหน้ามหาชนอยู่บ่อย ๆ ไม่เว้นแม้แต่ในยุคนี้ที่เชื่อว่าอนาคตอีกสักหลาย ๆ สิบปีหรือร้อยปีข้างหน้าลูกหลานคงมองด้วยความชวนหัวผสมชวนสมเพชว่าคนรุ่นเรานี้มัวแต่ใช้ชีวิตทำอะไรกันอยู่ ทำไมช่างเขลา หลงทาง เสียเวลาอะไรปานนั้น         ศักยภาพมนุษย์ออกสูงส่งเหลือคณาแต่กลับไปใช้เพียงสนองตอบสัญชาตญาณดิบแบบสัตว์ เอาแต่เพลินกับรสทางเพศ กับความอร่อยทางลิ้น กับการเสพสิ่งหยาบ ๆ ภายนอกที่สัตว์ทั้งหลายก็ดิ้นรนหาได้ไม่ต่างกัน แต่ความสุขอันปราณีตอย่างสุขทางใจที่สัตว์นั้นมีไม่ได้ มนุษย์ยุคเรากลับละเลยเสีย มาทุ่มเท ห้ำหั่น หรือถึงขั้นฆ่าฟันกันกับกระดาษที่สมมติว่าเป็นเงิน ช่างน่าอนาถนักแต่เมื่อจะพลิกจากเชื่อผิดมาเชื่อถูกก็เกิดคำถามสำคัญขึ้นมาคือแล้วความเชื่อที่ถูกต้องนั่นน่ะมีอะไรบ้าง         คำตอบจากตำราในหลักพุทธธรรมแจกแจงความเชื่อที่ถูกต้องหรือ “สัมมาทิฏฐิ” ที่เป็นเบื้องต้นของกุศลธรรมนั้น มี 10 ประการไว้ ได้แก่ 1. ทานที่ให้แล้วมีผล 2. การสงเคราะห์กันมีผล 3. การยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผล 4. ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง 5.โลกนี้มี (ที่มา) 6. โลกหน้ามี (ที่ไป) 7. แม่มี 8. พ่อมี 9. สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมี 10. พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วมีลองค่อย ๆ ย้อนอ่านทีละข้อดูว่าเราเองมีความเชื่อที่ถูกกี่ข้อ และที่ผิดกี่ข้อ ข้อที่ผิดก็น่าจะลองย้อนกลับมาตรองให้ละเอียดดูอีกครา ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ในระยะยาวของเราเอง         และก่อนจากกันก็ขอนำ 2 แนวทางตามวิถีของชาวพุทธในการจะได้มาซึ่งความเชื่อที่ถูกต้องนี้ นั่นคือ         1.ปรโตโฆสะ หรือที่แปลว่า เสียงจากผู้อื่น หรือเสียงจากภายนอกที่รวมไปถึงตำรา หนังสือ หรือบทความต่าง ๆ ด้วย         2.โยนิโสมนสิการ หรือที่เปลว่า การทำในใจให้แยบคาย เป็นความเฉลียว ความรอบคอบในการไตร่ตรองสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน เป็นการใช้ความคิดอย่างถูกวิธี เป็นแนวทางจากภายในที่จะช่วยให้เราเดินอยู่บนทางที่ถูกต้อง ก็ลองนำไปใช้กันดูนะครับ         เมื่อใดเรามีความเชื่อที่ถูก และมีความกล้ามากพอที่จะแย้งความเชื่อที่ผิดของคนทั้งโลก เมื่อนั้นค่อยมาคุยกันถึงความสุขเย็นอันเป็นที่ปรารถนาอย่างแท้จริงของตนได้ครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *