เป้าหมายชีวิต

        เรามักจะได้ยินแต่เสียงตัดพ้อระคนท้อแท้ว่าสังคมเราทุกวันนี้ขาดแคลนความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไร้ซึ่งน้ำใจให้แก่กันและกัน ส่วนหนึ่งก็เป็นความจริงด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่แข่งขันกันสูง คนต่างแก่งแย่งแสวงหาเงินทองทรัพย์สินจนอาจละเลยที่จะยื่นมือไปฉุดเพื่อนที่ล้มอยู่ข้าง ๆ         แต่โดยส่วนตัวผมกลับโชคดีเหลือเกินที่ได้พบเจอแต่คนที่มีจิตใจดีงาม มีจิตอาสา ได้พบ ได้รับรู้และได้สัมผัสถึงเบื้องลึกในจิตใจที่มีความเอื้ออาทรอยากช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า สมกับรากเหง้าหรือพื้นฐานในการได้เกิดเป็นมนุษย์ที่มาจากจิตใจอันประเสริฐนี้ ยิ่งยามเกิดมหาวิบัติภัยขึ้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าคนจำนวนมากลุกขึ้นมาช่วยเพื่อนที่ไม่รู้จักกันตามกำลังที่ตนมี นั่นเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนและยืนยันในความเชื่อของผมว่าคนดีมีมากกว่าคนไม่ดีเยอะ         แต่ในโชคดีนั้นก็มีความเศร้าปะปนมาด้วย         เพราะในบรรดาคนใจดีจำนวนเยอะมาก (ๆๆๆ) ที่ผมได้เจอนั้นมีคนจำนวนมาก (ๆๆ) ที่สักระยะก็ได้ไปหลงเหตุผลของทุนนิยม หลงไปตามกระแสกิเลสจนขอ “พัก” ความดีไว้ชั่วครั้งคราวจนในที่สุดความดีนั้นก็มอด สลายหายไป         ไม่ได้หมายถึงขนาดว่าพักความดีไปทำความเลว แต่หมายถึงพักใจที่ยังอยากช่วยเหลือผู้อื่นอยู่นั้นเพื่อไปทำเพื่อตัวก่อน ไปแสวงหาทรัพย์สมบัติเข้าตัวให้รู้สึกมั่นคงก่อน (ซึ่งความรู้สึกนั้นไม่มีวันเกิดขึ้น) ถึงจะลุกมาทำความดีเพื่อคนอื่น ไม่เช่นนั้นก็ต้องรอให้มีภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้น ตะกอนความดีในใจนั้นถึงจะถูกเร้าขึ้นมาผลักดันให้เสียสละ         นั่นว่าเศร้าแล้วยังมีเรื่องที่เศร้ายิ่งกว่าก็คือการได้เห็นคนที่เคยมีความสุขเหลือเกินยามที่ได้ทำความดีเพื่อผู้อื่นนั้นกลับต้องมาทุกข์ระทมกับการใช้ชีวิตแบบแสวงหาเอาเข้าตัวของตัวนี้ โดยที่เขาเหล่านั้นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าการใช้ชีวิตแบบจะเอาแม้แต่เอาเพื่อไปทำความดีนั้นเองที่ทำให้เขาทุกข์         และเรื่องที่น่าเศร้าที่สุด ก็คือพวกเขาบางคนนั้นได้ลืมความอิ่มสุขยามเป็นผู้ให้ไปแล้ว !         เรื่องน่าเศร้าทั้งปวงนี้สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการประเมินและตั้งเป้าหมายในชีวิตที่ผิดพลาดนั่นเอง         นี่ก็ใกล้ถึงปีใหม่กันแล้ว หลายท่านมีการทำประเมินพัฒนาการชีวิตตนเองประจำปี ว่าปีที่กำลังจะเก่าและผ่านไปนี้ ชีวิตเราดีขึ้น หรือแย่ลง ก้าวหน้าขึ้น หรือถอยหลังลง เจริญขึ้น หรือตกต่ำลง รวมถึงการตั้งเป้าหมายสำหรับปีหน้า ดังนั้นหากไม่อยากประสบความเศร้าที่สุดคือการลืมไปแล้วถึงความสุขแท้ Happy + ฉบับรับเทศกาลปีใหม่นี้เรามาดูกันว่าเราควรจะประเมินและตั้งเป้าหมายชีวิตของเราในปีต่อไปอย่างไร         เกณฑ์ประเมินที่คนส่วนมากนิยมใช้ก็คือตัวเลขของทรัพย์สินเงินทองว่าปลายปีนี้มาก หรือน้อยกว่าต้นปี หรือใช้เกณฑ์หน้าที่การงาน อัตราเงินเดือนว่ามีตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนมากขึ้นไหม         เกณฑ์ภายนอกประเภทนี้ก็พอใช้วัดได้เฉพาะเรื่องของภายนอก แต่ไม่สามารถใช้วัดสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรใช้ในการประเมินชีวิต นั่นคือ         ปีนี้เรา ฉลาดขึ้น หรือโง่ลง         นี่ต่างหากเกณฑ์ชี้วัดที่แท้จริง เวลาผ่าน ประสบการณ์มากขึ้นเราเข้าใจชีวิตเพิ่มขึ้นแค่ไหน ถ้ายิ่งโต ยิ่งหลงระเริงไปกับลาภ ยศ สรรเสริญแบบนี้ชีวิตขาดทุนป่นปี้         แต่หากแม้ไม่ได้ขึ้นเงินเดือน แม้เงินฝากในบัญชีจะลดน้อยลง แต่ได้ปัญญาเห็นความเป็นจริงของชีวิต เห็นความน่ากลัวของสังสารวัฏแบบนี้คือกำไรอันล้ำค่า         ลองประเมินกำไรขาดทุนของตัวกันดูนะครับ         และเมื่อประเมินเสร็จ ต่อไปคือการวางแผนอนาคตปีหน้า หรือการตั้งเป้าหมายชีวิตที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุดกันที่น่าตกใจคือหากลองสำรวจดูอาจพบว่าคนจำนวนมากยังไม่มีเป้าหมายให้ตัวเอง         (คุณล่ะ มีเป้าหมายชีวิตหรือยัง ?)         ที่น่าตกใจต่อไปคือคนที่มีเป้าก็อาจไม่ใช่เป้าของตนเองจริง ๆ เป็นเป้าที่ตั้งตาม ๆ กันตามค่านิยมในสังคม         (ใครที่ว่ามีเป้าหมายแล้ว ลองหยุดและสำรวจดูว่าเป้าหมายที่ว่ามีนั้นคุณตั้งมันเองจริงหรือไม่ ?)         และที่น่าตกใจที่สุดคือแม้กับคนที่ตั้งเป้าเองก็มักเป็นเป้าที่จะเป็นผู้เอา         ใครจะบอกว่าต้องทำเพื่อตัวก่อนที่จะทำเพื่อผู้อื่น ปีใหม่นี้ก็อยากจะฝากย้ำวลีคุ้นที่ว่า “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ไว้ครับ         การตั้งเป้าหมายที่ถูกคือการเริ่มต้นด้วยการสำรวจศักยภาพของตัวเอง จากนั้นจึงมาตั้งว่าจะนำความสามารถนั้นไปทำเพื่อคนอื่นได้อย่างไร         ไม่เชื่อลองเปรียบเทียบดูซิครับระหว่างการตั้งว่าปีหน้าจะรวยเท่าไหร่ กับปีหน้าจะช่วยอะไรใครได้บ้าง หากไม่หลอกใจตัวเอง เชื่อเหลือเกินว่าคุณจะสัมผัสได้ถึงความอิ่มใจของการมีเป้าหมายเพื่อผู้อื่นที่มอบสุขให้คุณอย่างล้นปรี่ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับใจอันคับแคบที่เกิดจากการตั้งเป้าแบบเอาเข้าหาตัวเหมือนการตั้งแบบที่คุ้นชิน         ขนาดแค่ตอนตั้งสุขยังต่างกันปานนี้ ไม่ต้องพูดถึงขณะเดินทางตามเป้าหมายนั้นเลย ว่าเป้าที่ถูกนั้นจะมอบสุขให้คุณขนาดไหน         ก็ขนาดสุขทุกขณะที่ได้ทำนั่นล่ะครับ !         “พอ” แล้ว “ละ” นั่นล่ะครับ คือ “พร” ปีใหม่อย่างแท้จริง สวัสดีปีใหม่ครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *