โทษใครดี

        ใครตอบได้ไหมครับ ไม่น่าจะมีเพราะยังไม่รู้เลยว่าเรื่องที่จะโทษนั้นคือเรื่องอะไร อาจเป็นได้ตั้งแต่เรื่องของเด็กทำแก้วแตกแล้วเถียงกันว่าใครทำ คนทำงานปิดออร์เดอร์ไม่ลงโทษกันไปมาระหว่างฝ่าย ไปจนถึงระดับชาติที่เราได้ยินการโยนโทษกันเสมอยามสภาเปิดแล้วบรรดาสส.ผู้ทรงเกียรติอภิปรายตอบโต้กัน         งั้น ขอถามใหม่เอาแบบเต็ม ๆ ก็คือ “นักการเมืองคอร์รัปชั่นกันนั้นเราจะโทษใครดี ?” คราวนี้ตอบได้รึยังครับ         หลายคนอาจตอบว่าเป็นเพราะนักการเมืองเองที่บางคนตั้งใจเข้าไปกอบโกยประโยชน์เข้าสู่ตน ตั้งใจจะเข้าไปออกนโยบายที่เอื้อกับบริษัทของตน         ซี่งการตอบเช่นนี้บางคนอาจทักว่าเป็นปลายทางแล้วที่จริงมันมาจากนักธุรกิจต่างหากที่อยากได้งานจนต้องใช้วิธีพิเศษ ทำกันจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติและทำให้นักการเมืองต้องคอร์รัปชั่น         ตอบอย่างไรก็น่าจะถูกล่ะครับ และจะถูกกว่าอีกหากสาวลึกลงไปว่าแล้วทำไมนักธุรกิจถึงอยากได้งานมากขนาดนั้น คำตอบหนีไม่พ้นเรื่องของ “ความโลภ” เรื่องของความอยากที่ไม่มีจำกัดนั่นเอง         แต่นั่นเป็นเรื่องของนามธรรมจับต้องไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดประโยชน์แก่การถามตอบเท่าที่ควร งั้นมาลองสาวให้หยาบขึ้นอีกสักนิดเอาเป็นเรื่องการกระทำ ถามว่าแล้วการกระทำใดที่ทำให้ความโลภครอบงำจิตใจได้ง่าย ซึ่งคำตอบที่ได้มีมากมาย หลายการกระทำเหลือเกินที่เอื้อให้เกิดความโลภ         ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหมั่นเดินไปตามสถานที่ยั่วยุกิเลส         การไปดูหนัง ดูละครที่ล่อให้หลงอยากได้อยากมี         การไปอ่านข่าวคนมั่งมี ดารา เซเลบเที่ยว กิน ช๊อปจนเกิดอยากเลียนแบบ         เรียกว่าหากจะป้องกันความโลภด้วยการเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ก็ต้องปรับนิสัยการใช้ชีวิตอยู่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่ใกล้กว่านั้นและมีผลกับใจไม่แพ้กันนั่นคือเรื่องของ “การพูด” ครับ         เรารู้จัก มโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม กรรมทั้งสามที่เรียงแรงจากเบาไปสู่หนัก คิดก็ใช้แรงน้อย พูดก็มากขึ้น จะแปรสู่การกระทำก็หนักที่สุด         ดังนั้นการจะปรับกายกรรมจึงไม่ใช่แค่การคิดไม่โลภ หมั่นคิดสละ แต่ต้องขยับเป็นการไม่พูดโลภ หมั่นพูดการเสียสละด้วย แล้วจะพูดอย่างไร ? ไม่ยากครับก็เลิกพูดเรื่อง “เงิน” เป็นหลักเท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว ผมเคยได้ยินผู้รู้ท่านกล่าวไว้ทำนองว่า We can’t blame politicians we have to blame society because society only talk about money แปลว่า “เราไม่สามารถโทษนักการเมืองที่คอร์รัปชั่นได้ เราต้องโทษสังคมเพราะสังคมเอาแต่พูดเรื่องเงิน”         อยากเห็นสังคมดี การบริหารโปร่งใส ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการปลอดนักการเมืองคอร์รัปชั่น เม็ดเงินภาษีจากประชาชนย้อนกลับมาตกเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็ลองดูครับ ลองเลิกโทษนักการเมืองหันมาโทษตัวเอง หยุดพูดแต่เรื่องเงินกันดูซิครับ 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *