ทุกข์ที่ไม่ยอมรู้

มนุษย์ทุกคนล้วนมีความทุกข์ จะมีเว้นก็คือผู้ที่มีปัญญาศึกษาและปฏิบัติจนเข้าใจความทุกข์อย่างกระจ่างแจ้งจนสามารถจัดการกับความทุกข์ทั้งหยาบทั้งละเอียดได้ทุกระดับจนพ้นจากความบีบคั้นกดดันใด ๆ โดยสิ้นเชิงไม่กี่คนเท่านั้น ใครที่ยังไม่ไปถึงจุดนั้นย่อมต้องเผชิญกับสารพัดทุกข์ไปจนตลอดชีวิต ซึ่งในบรรดาความทุกข์นั้นหากแยกประเภทหลัก ๆ ใหญ่ ๆ ที่คนเป็นกันมากก็คงมีเรื่องของการหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือการเงิน-การงาน เรื่องของสุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ และเรื่องของครอบครัว-ความรัก ซึ่งการแก้ก็ดิ้นรนตามประเภทความทุกข์กันไป ประเภทการงานหรือเรื่องเงินก็ต้องแก้ด้วยการพยายามทำงาน สร้างกำไร ลดรายจ่าย ประเภทโรคภัยก็ต้องดิ้นรนหาหมอแผนต่าง ๆ มารักษาโรค หรือหาวิตามินสารพัดมาป้องกันเสื่อม ส่วนประเภทครอบครัวก็ต้องแก้กันตามบริบทของปัญหา แต่ทั้งหลาย ทั้งปวงไม่ว่าจะประสบทุกข์ประเภทไหนเรื่องที่พอจะดีอยู่ก็คือคนทุกข์รู้ว่าเขาทุกข์เรื่องอะไร ซึ่งอาจจะแก้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ที่น่ากลัวก็คือคนที่ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าตัวเองทุกข์เรื่องอะไรนั่นแหละครับ “มีด้วยรึ ทุกข์แต่ไม่รู้ว่าทุกข์เรื่องอะไร” มีครับ มีไม่น้อยด้วย มีคนจำนวนไม่น้อยเลยโดยเฉพาะกับผู้มีฐานะ คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีเงินทองจับจ่ายอย่างอิสระ มีฐานะ ครอบครัว ลูกหลานที่อบอุ่นไม่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจมาให้ สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงเป็นปกติ แต่เขากลับยังรู้สึกเหมือนชีวิตมันยังไม่เต็ม มันยังพร่องอยู่ มันยังขาดอะไรไปบางอย่างซึ่งเขาหาไม่พบ หลายคนพยายามค้นก็หาไม่เจอเลยดิ้นรนไปตามค่านิยมของสังคมขณะนั้น ดิ้นรนให้ร่ำรวยจนรวยล้นฟ้าหลุมในใจก็ยังไม่เต็ม ดิ้นรนแสวงหาชื่อเสียงจนดังก้องโลกความพร่องนั้นก็ยังพร่องอยู่ พอหมดแรงหาบั้นปลายก็มักเลยไปหาทางออกเอากับการท่องเที่ยวรอบโลก การจับจ่ายซื้อของแพง ๆ หรือการเลี้ยงสัตว์เพื่อให้เพชินไปวัน ๆ แต่นั่นก็ทำได้เพียงบรรเทาความทุกข์แค่ชั่วครู่ จนบางคนสะสมกลายเป็นความเครียดถึงขนาดอาจตั้งคำถามกับตัวเองว่าแล้วจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกัน หากใครประสบปัญหานี้และต้องการพ้นไปก็ต้องทราบว่าสิ่งที่ขาดนั้นไม่ใช่ชื่อเสียงเกียรติยศหรือเงินตราแต่เป็นการขาด “ความตระหนักรู้ “คุณค่า” ของตัวเอง” ครับ ซึ่งวิธีการแก้ไขก็คือการสร้างความยอมรับในตัวเองอันจะเป็นส่วนที่จะเติมเต็มชีวิตได้จริง เพราะหากใครที่ไร้ซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเองแล้วต่อให้เขามีทรัพย์สินเงินทองมากขนาดไหนก็ยังไม่อาจสุขได้เต็มที่ ความภาคภูมิใจกับการมีอยู่ของตัวเอง กับลมหายใจของตัวเอง กับภาระหน้าที่ของตัวเองนี่ต่างหากที่ทำให้คนเป็นคนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งการจะสร้างคุณค่าในตนเองได้นั้นก็ไม่ยากเริ่มจากการหาว่าสังคมกำลังมีปัญหาอะไร แล้วเราจะใช้ความสามารถของเราในการแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร โดยกับคนที่ต้องทำงานก็อาจพัฒนาไปเป็นการทำงานที่จะทำให้เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวด้วยได้เลย ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการแก้ปัญหาประเภทการงานไปในตัวด้วยเพราะเมื่องานเราเริ่มจากการแก้ปัญหาให้คนอื่น ตามหลักการตลาดเขาก็เรียกว่าสินค้าหรือบริการของเรามีความต้องการในตลาด ซึ่งเมื่อมีความต้องการโอกาสสำเร็จของเราจึงสูง ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ มีคนเป็นกันมากความสำเร็จจะอยู่แค่เอื้อมและที่สำคัญเหนืออื่นใดคือเมื่องานของเรามุ่งประโยชน์ใหญ่กว่าตัวเราเมื่อนั้นเราจะมีกำลังมาก มีความมุ่งมั่นมากตามความรับผิดชอบที่มากขึ้นนั้น นี่เป็นหลักจิตวิทยาทั่วไป เมื่อใดที่เราได้ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเองเมื่อนั้นเราจะมีแรงทุ่มเทมากขึ้น ลองจำลองภาพง่าย ๆ อย่างการทำอะไรเพื่อประเทศชาติซิครับ คุณจะรู้สึกได้เลยว่าตอนนั้นเราจะไม่มัวมาคอยหยุมหยิมกับเรื่องเล็กน้อย หรือชุดความคิดเดิม ๆ อีกแล้ว ภาระที่รับมันสำคัญเกินกว่านั้น นั่นแหละครับความสุขที่เขาจะได้จากการใช้ความสามารถของเขาลุกขึ้นมาเปลี่ยนสังคมมันยิ่งใหญ่กว่าทำเพื่อตัวเอง สรุปคือความสุขจะสมบูรณ์นั้นต้องมาจากการทำประโยชน์ให้ทั้งตัวเองและคนอื่น ประเด็นใกล้เคียงกันนี้ก็มียืนยันในพระไตรปิฏกที่กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกได้แก่
1. บุคคลไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
2. บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน
3. บุคคลปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
4. บุคคลปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น

ท่านเทียบว่าคนจำพวกแรกคือปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนี้ว่า เหมือนดุ้นฟืนเผาศพ ที่ไฟไหม้ปลาย 2 ข้างตรงกลางก็เปื้อนคูถ ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์ที่จะใช้เป็นเครื่องไม้ในบ้านในป่า ฉันใด ขณะที่บุคคลจำพวกที่ 2 คือ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน นั้นดีกว่า ประณีตกว่า ต่อด้วยบุคคลจำพวกที่ 3 คือผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน แต่ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่นที่ดีขึ้นมาอีกขั้น และสุดท้ายคือผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่นนั้นท่านว่าเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นประธานเป็นผู้อุดม เป็นผู้สูงสุด เหมือนดั่งน้ำนมโคที่ นมส้ม ดีกว่า น้ำนม, เนยข้น ดีกว่า นมส้ม, เนยใส ดีกว่า เนยข้น และยอดเนยใส ดีกว่า เนยใสทั้งหมดนั้น * แล้วคุณล่ะครับ อยากเป็นบุคคลจำพวกไหนเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์เลยไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนอื่น หรือจะเป็นคนเต็มคน ที่ใจใหญ่ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ใจเต็มดวงบริบูรณ์จนไม่เกิดหลุมพร่องให้ต้องหาอะไรมาถมเติมเต็มเข้าไปอีก ลองพิจารณากันดูครับ (พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *