สว. 4.0

          ประเทศไทยของเรากำลังจะเดินไปสู่ยุค Thailand 4.0 ที่มุ่งสู่การเป็นสังคมแห่งนวัตกรรม

        แต่บนวิถีการขับเคลื่อนนี้มีความน่ากังวลเกิดขึ้นต่อกลุ่มผู้สูงอายุว่าจะรับมือกับสภาพเช่นนั้นได้อย่างไร เพราะลำพังเพียงแค่การปรับตัวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์ในยุคดิจิตอลก็ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากกลายเป็นประชากรชั้นสองของสังคมจากความไม่สามารถปรับตัวตามเทคโนโลยีจนได้ทันจนกัดกร่อนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกท่านไปไม่น้อยแล้ว ยิ่งสังคมต้องเคลื่อนตัวอีกระลอกไปสู่โลกแห่งนวัตกรรมที่แอบอิงกับเทคโนโลยีมากขึ้นไปอีก ผู้สูงอายุที่ปรับตัวไม่ได้จะยิ่งถูกผลักออกจากสังคมไปอีกขนาดไหน

        แต่อย่างไรก็ตามใช่ว่าสังคม 4.0 จะเป็นฝ่ายรุกไล่ผู้สูงอายุอยู่ด้านเดียว กลับกันด้วยความสูงอายุที่มาพร้อมประสบการณ์ก็อาจจะทำให้สว.ทั้งหลายพลิกจากประชากรชายขอบเข้ามาสู่ศูนย์กลางของสังคมได้ โดยเฉพาะหากมีคุณสมบัติสำคัญ 5 ประการนี้ ได้แก่

1. มีเป้าหมายชีวิตที่ท้าทาย : เพราะการปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมด้วยคิดว่าแก่แล้วจะขอใช้ชีวิตชิลชิลไปวันๆ ตีกอล์ฟ จิบไวน์ ช็อปปิงไปเรื่อยๆ แบบนี้สักวันชีวิตจะมีแต่ความเหี่ยวเฉาได้แต่รอวันจากโลกนี้ไปแบบหดหู่เท่านั้น แต่ที่เป็นเงื่อนไขของคุณสมบัติในข้อนี้ก็คือเป้าหมายนั้นจะต้องมุ่งไปสู่การทำประโยชน์เพื่อสังคมหรือชนรุ่นหลังจึงจะเกิดก่อแรงบันดาลใจทำให้ชีวิตมีพลังขับเคลื่อนไปอย่างมีความสุขได้จริง

        2. เรียนรู้เทคโนโลยี : การละเลยจะเรียนรู้ไม่เพียงจะทำให้ตนเองหลุดออกไปจากสังคมแห่งเทคโนโลยีไปเรื่อย ๆ แต่ยังทำให้ศักดิ์ศรีถูกลดทอนลง การเรียนรู้จึงจำเป็นในการดำรงชีวิตในยุค 4.0 ที่การใช้ชีวิตแทบจะทุกอย่างอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตที่เรียกยุค IoT (Internet of Things) ที่หากผู้สูงอายุไม่ยอมเรียนรู้เลยก็ย่อมมีผลในการใช้ชีวิตประจำวันเช่นอยากไปฟังเพลงโปรดก็ไม่สามารถจองตั๋วคอนเสิร์ตเองได้ จะสั่งกับข้าวมากินที่บ้านก็สั่งออนไลน์ไม่เป็น จะดูข่าวก็อาจต้องพึ่งพาหลานเหลน 7-8 ขวบให้เปิดโทรทัศน์รุ่นใหม่ ๆ ให้ดู หรือแม้กระทั่งจะเปิดประตูอิเลคทรอนิกส์เข้าบ้านตัวเองก็อาจเปิดไม่ได้ สว. 4.0 จึงต้องเติมเต็มชีวิตให้ตนเองกับการเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือของโลกยุคนี้ และผลพลอยได้จากการไม่หยุดเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คือนอกจากจะทำให้ภาคภูมิใจในตนเองแล้วในเชิงกายภาพยังจะช่วยทำให้สมองได้ใช้งาน มีการสร้างทางเชื่อมข้อมูลในสมองใหม่ ๆ ส่งผลให้สมองเสื่อมถอยช้าลงด้วย

        3. หมั่นทำใจให้มีความสงบ : ท่ามกลางสังคมยุคโลกาภิวัตน์ที่ทุกสิ่งเคลื่อนตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากใจไร้ซึ่งหลักอันมั่นคงย่อมมีแต่เตลิดไปตามกระแสอันแสนจะวุ่นวายนั้น จนในที่สุดความสับสนอลหม่านนั้นจะนำมาซึ่งความร้อนรนในจิตใจ ความสงบจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ สว. 4.0 ทุกคนที่จะต้องสร้างเพื่อให้เป็นที่พักอันร่มเย็นของใจโดยคำแนะนำสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธก็ด้วยวิธีง่ายๆ คือการสวดมนต์เป็นภาษาบาลีแบบเปล่งเสียงสักประมาณ 15 – 30 นาทีในทุกเช้า เพราะ การเปล่งเสียงด้วยภาษาบาลีอันเป็นภาษาที่ใกล้กับจิตนั้นจะมีผลต่อความสงบ ตั้งมั่น และอิ่มเอิบใจต่อจิตโดยตรง และการสวดแบบเปล่งเสียงก็จะทำให้จิตต้องใช้กำลังมากกว่าการสวดในใจซึ่งส่งให้เกิดประสิทธิผลคือความสงบได้มากกว่า นอกจากนี้การสวดไม่น้อยกว่า 15 นาทีต่อเนื่องกันนั้นจะทำให้เกิดปฏิกริยาทางกายภาพ ส่งถึงสมองให้สั่งร่างกายหลั่งสารอันเป็นประโยชน์ออกมาด้วย

        4. ฝึกฝนให้มีสติ : ผู้สูงอายุที่อยากเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้ลูกหลานได้มาพึ่งพิงอาศัยร่มเงานั้น ที่สำคัญมิใช่แค่เรื่องของทรัพย์สมบัติ มรดกตกทอด แต่เป็นเรื่องของความอบอุ่นยามอยู่ใกล้ การได้รับเมตตายามตกทุกข์ หรือการได้ความชุ่มชื่นใจยามร้อนรุ่ม และที่สำคัญคือความเป็นหลักอันมั่นคงที่ให้เขายึดเหนี่ยวได้จริง สว. 4.0 จึงต้องฝึกตนให้มีสติที่มั่นคงเพื่อจะสามารถแยกแยะความเชื่อกับความจริงออกจากกัน สามารถเจาะผ่านทะเลข้อมูลที่ถาโถม มุ่งตรงเข้าไปสู่แก่นของเรื่องเพื่อจัดการกับปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง อันเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะใช้ในโลกยุคนี้ และเป็นคุณสมบัติที่จะต้องถ่ายทอดให้ลูกหลาน การฝึกสติจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ซึ่งการฝึกก็ไม่ได้จำเป็นถึงต้องปลีกเวลาไปเก็บตัวในวัด หรือสถานปฏิบัติธรรม เพียงจัดเวลาช่วงเช้าหลังจากสวดมนต์เสร็จกับตอนค่ำก่อนเข้านอนมาใช้ฝึกสติด้วยการเดินจงกรมหรือการเดินกลับไปกลับมาด้วยความตั้งใจว่าจะรู้เท้าที่กระทบพื้นนั้นสักครึ่งค่อนชั่วโมง ก็จะทำให้ได้ทั้งสติไปสร้างความมั่นคง ทั้งยังได้ออกกำลังให้ร่างกายแข็งแรงไปในตัวด้วย

        5. บันทึกประสบการณ์ชีวิต : ความสุขอันเต็มเปี่ยมจะเกิดขึ้นกับใครได้ก็ต่อเมื่อผู้นั้นได้เห็นประโยชน์แห่งตน ยิ่งประโยชน์ใหญ่เท่าไหร่ ความตระหนักรู้คุณค่าในตนยิ่งมากเท่านั้น และเมื่อตนรู้ค่าของตนก็จะทำให้ตนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและหมดกังวลว่าได้ทำหน้าที่แห่งมนุษย์ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว การบันทึกประสบการณ์อันยาวนานไว้ด้วยตั้งใจให้เป็นมรดกแก่ชนรุ่นหลังจึงเป็นหน้าที่ที่ สว. 4.0 พึงกระทำ การบันทึกนี้จะใช้การจด หรือการบันทึกเสียงก็ได้ หรือจะให้อบอุ่นขึ้นก็อาจจะสร้างวัฒนธรรมการกินข้าวเย็นร่วมกันขึ้นในบ้าน ที่มื้อนี้ต้องอยู่กันพร้อมหน้าและมีการแลกเปลี่ยนเหตุการณ์กันโดยให้ผู้สูงอายุได้คอยเสริม คอยเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาในเรื่องนั้น ๆ แล้วให้ลูกหลานบันทึกไว้ แบบนี้ก็จะได้ทั้งความสัมพันธ์อันแนบแน่นในครอบครัว ทั้งยังได้ส่งต่อมรดกทางความรู้ที่สว. 4.0 นั้นได้สะสมมาตลอดทั้งชีวิต ซึ่งในหลักบริหารสมัยใหม่ถือว่านี่เป็นเวทีในการจัดการความรู้ Knowledge Management ที่สำคัญมาก ๆ ในการสร้างองค์กรแห่งความรู้ หรือครอบครัวแห่งความรู้อันเป็นพื้นฐานสำคัญในยุค 4.0 นี้อย่างแท้จริง ฝึกตนให้มีคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อนี้ก็จะพร้อมเข้าสู่การเป็น สว. 4.0 อย่างเต็มภาคภูมิ ตนก็สุข ครอบครัวก็อบอุ่น สังคมก็มั่นคงครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *