ไม่ยอมแพ้

        แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร         ฉบับนี้ขอเปิดบทด้วยคำสอนที่พวกเราคุ้นกันดีนี้นะครับ เพราะก็แปลกดีที่แม้ทุกคนจะบอกว่าได้ยินคำสอนนี้กันมาตั้งแต่เด็ก แต่หากถามกันตรง ๆ ว่าเชื่อแล้วนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ คือยอมเป็นพระ หรือยอมแพ้ หรืออย่างน้อยทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ได้อย่างเต็มใจ ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โต เสียเกียรติ เสียศักด์ศรีจนต้อง “เอาคืน” ลัางแค้นกันหรือไม่ คำตอบที่ผ่านทางข่าวในหนังสือพิมพ์ หรือในโทรทัศน์คงชัดเจนแล้ว         คนสมัยนี้ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครอยากเป็นพระ นี่เป็นเรื่องที่ต้องมาสร้าง ปลูกจิตสำนึกกันอย่างแรงถึงการมีวุฒิภาวะพอที่จะ “แพ้เป็น” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่หากจะคุยคงหนักอึ้ง แต่ “คิดใหม่” ฉบับนี้ผมอยากคุยเรื่องแพ้-ชนะแบบเบา ๆ หน่อย นั่นคือในเรื่องของกีฬา ขึ้นชื่อว่าเกม กีฬาเงื่อนไขหนึ่งก็คือต้องมีการแข่งขันกันอาจแข่งกันและแน่นอนย่อมต้องมีการแพ้การชนะเกิดขึ้น นี่เป็นสัจธรรม แต่ที่ไม่เป็นสัจธรรมคือเดี๋ยวนี้คนไปยึดเอาเรื่องธรรมดามาเป็นเรื่องเป็น เรื่องตายดั่งคำที่เราได้ยินประจำว่า “บอลแพ้ คนไม่แพ้”         บอลนี้ไม่ได้ว่าเฉพาะกีฬาฟุตบอลแต่หมายถึงการแข่งขันทุกอย่างที่เช่นกันคือคนแพ้ไม่เป็น ทั้ง ๆ ที่การชนะแพ้ในเกมกีฬานั้นไม่ได้มีสาระสำคัญใด ๆ เว้นแต่เรื่องของความรู้สึก         ไหน ๆ ฉบับนี้ตั้งใจจะเขียนให้เบาดังนั้นขอข้ามเรื่องคนไม่แพ้นี่ไปก่อนนะครับ อยากมาชวนคุณคิดต่อว่าเมื่อพูดถึงกีฬาแล้วน่าจะแยกได้กี่ประเภท ?         ผมแยกออกเป็น 2 ครับ คือกีฬาที่มีกำหนดจบไม่ว่าจะใช้เวลาอย่างฟุตบอล หรือจำนวนหลุมอย่างกอล์ฟ กับกีฬาที่ไม่มีกำหนดแน่นอนอย่างเทนนิส หรือสนุกเกอร์         ทั้งสองประเภทมีจุดน่าสนใจต่างกัน พวกที่มีกำหนดชัดเจนก็ทำให้เกิดการลุ้นได้เมื่อใกล้ ๆ จะหมดเวลาแต่ขณะเดียวกันหากสถานการณ์ต่างไปคือมีการทิ้งขาด กติกาเช่นนี้ก็ทำให้คนดูเดินออกจากสนามได้ก่อนจบเกมเช่นกันเพราะอยู่ไปก็ลุ้นไม่ได้อย่างฟุตบอลถ้าเหลือสัก 2 นาทีแล้วตามกันอยู่ 3-4 ลูกแบบนี้ก็แทบหมดหวัง หรือกอล์ฟแม้จะเหลืออยู่อีกหลายหลุมแต่ถ้าทิ้งกันเป็นสิบสโตรกเช่นนี้ก็ไม่ไหว ขณะที่กีฬาที่ไม่มีกำหนดจบนั้นมองอีกมุมก็หมายความว่าตราบใดที่เกมยังไม่จบคนที่ตามหลังย่อมยังมีสิทธิ์ชนะได้ อย่างเทนนิสแม้จะตามกัน 5-0 แต่เมื่อยังไม่ถึง6 อะไรก็เกิดได้ หรือสนุกเกอร์แม้จะตามถึง 4-0 แต่ข้างหน้าก็เกมต่อเกมที่ไม่มีความเนื่องกันไม่มีข้อห้ามว่าชนะกันกี่เกมรวด แล้วคุณว่าชีวิตมนุษย์เราหากเปรียบเป็นกีฬานี่เป็นประเภทไหนครับ         สำหรับผม ๆ ถือว่าเป็นแบบหลังคือไม่มีกำหนดตายตัวแม้บางคนอาจแย้งว่ามี แล้วบอกว่าถ้า 60 แล้วยังไม่ถึงไหนก็คงเหมือนฟุตบอลที่ตาม 3 ลูกตอนเหลือ 2 นาที ซึ่งผมว่าไม่ใช่เพราะเราไม่รู้เลยว่าแท้จริงแล้วเวลาเราเหลือแค่ไหนที่คิดว่า 2 นาทีที่จริงอาจเหลืออีกทั้งครึ่งก็ได้ เราก็เห็นตั้งหลายคนที่อยู่เป็นประโยชน์กับชาวโลกได้ถึง 90 หรือร้อยปีก็มี ขณะที่การมุ่งมั่นสร้างตัวถ้าตั้งใจจริงใช้เวลาไม่นานนักเลยในการจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบผู้ชนะได้ เรื่องนี้ไปบวกลบประวัติผู้ประสบความสำเร็จดูได้ว่าเขาใช้เวลาแค่ไหนกันเชียว         เอาใกล้ตัว ใกล้ตาอย่างฟาสต์ฟู๊ดชื่อดังที่มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงในประเทศเราอย่างแมคโดนัลด์ นั่นผู้ก่อตั้งก็เริ่มเมื่อเขาอายุขึ้นเลข 5 แล้ว เช่นเดียวไก่ทอดผู้พันอย่าง KFC ที่เด็ก ๆ ติดกันเกรียวนี่ก็เริ่มเอาตอนคนทำอายุ 50 กว่าเช่นกัน สรุปแบบเบา ๆ ตามตั้งใจ ว่าใครที่รู้สึกหนักกับชีวิตที่เป็นไปลองใช้อุบายง่าย ๆ นี้ดูก็ได้ครับ ว่าตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้ เรายังมีสิทธิ์ชนะเกม(ชีวิต)อยู่ครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *