กลับด้าน

        ชีวิตชาวนาลำบากแสนเข็นแค่ไหนคงไม่ต้องมาสาธยายกันให้สะเทือนใจ สิ่งที่น่าทำคือการหาสาเหตุให้เจอ หาให้พบเพื่อที่จะได้แก้ไขให้ถูกจุด แล้วสาเหตุที่ทำให้ชาวนายากจนอยู่ล่ะคืออะไร ?         หากยิ่งสาว ยิ่งอีรุงตุงนัง แก้เป็นลิงติดแหไม่รู้จะเริ่มแก้จากจุดไหน เหมือนปัญหามันวนเป็นงูกินหางเพราะปัญหานี้ก่อให้เกิดปัญหานั้น ปัญหานั้นสร้างให้เกิดปัญหาโน้น แล้วปัญหาโน้นก็เป็นปัจจัยต่อปัญหานี้อีก เหมือนไม่รู้จะหยิบตรงไหนมาแก้ก่อนถึงจะเป็นการแก้ที่ราก งั้น…เราลองมา “คิดใหม่” ดูจากอีกมุมกันสักที เผื่ออาจเจาะลึกไปที่รากเหง้ากันได้บ้าง         ในเมื่อเรามองมุมคนขาดแล้ววนหาเหตุไม่เจอ เราก็ลองมาดูในมุมกลับ คือด้านของคนเกินกันว่าเหตุอะไรล่ะที่ทำให้เขารวย         หากจำแนกประเภทอาชีพของคนรวยที่นึกเป็นอันดับแรกเห็นจะไม่มีอาชีพไหนเกินอาชีพ พ่อค้า ส่วนวิชาชีพอื่น ๆเช่นหมอ ทนาย หรือแม้แต่นักการเมืองแม้จะทำให้รวยได้เหมือนกันแต่ส่วนใหญ่เมื่อพูดถึงความรวย พูดถึงชีวิตที่สุขสบายก็ต้องนึกถึงพ่อค้า นึกถึงการค้าขาย ดังนั้น “คิดใหม่” ก็ขอมองเรื่องกลับด้านนี้ในสายงานของการค้าขายนะครับ อะไรล่ะเป็นสาเหตุให้การค้านั้นมีกำไร ร่ำรวย ?         เรื่องขยันขันแข็ง การเก็บออม ความคิดสร้างสรรค์ หรือกลยุทธ์อันช่ำชอง ผมยังมองว่าเป็นเรื่องระดับเปลือก เพราะทุกเหตุที่ว่านั้นเป็นระดับการปฏิบัติ ถ้าจะหาเหตุที่เป็นแก่นจริงๆก็ต้องเอาให้ลึก เอาแบบไม่ต้องแยกแยะ เอาชนิดที่หากใครทำได้รับรองว่ามีกำไรมากแน่ ๆ ซึ่งเหตุนั้นก็คือ ซื้อถูก ขายแพง         ตรงไปตรงมา และเป็นพื้นฐานที่เป็นรากที่สำคัญที่สุด หากมีสารพัดกลยุทธ์แต่ซื้อไม่ถูกขายได้ไม่แพง ก็รับรองว่าไม่ร่ำรวยอย่างที่หวัง หรือหากซื้อมาแพง แต่ขายได้ถูกนั่นก็คือการค้าขายนั้นขาดทุน นี่เป็นพื้นจริง ๆที่ทำให้พ่อค้าร่ำรวย ส่วนความสามารถด้านอื่น ๆเป็นเพียงตัวเสริมให้ใครก้าวเร็วกว่าใคร แต่อย่างไรพื้นฐานซื้อถูกขายแพงย่อมเป็นเงื่อนไขแรกที่สำคัญที่สุด         และหากขยายความอีกขั้นการซื้อได้ถูกก็คือการซื้อจากต้นทาง หรือให้ดีก็เป็นผู้ผลิตเลย ขณะที่จะขายให้แพง ราคาจะสูงก็ต้องเป็นผู้ขายในขั้นตอนท้าย ๆ หรือขายให้ถึงมือคนซื้อคนสุดท้าย         ลองดูซิครับพ่อค้าเศรษฐีที่ร่ำรวย สุดท้ายการทำของเขาก็มาจากพื้นฐานนี้นี่แหละ เป็นคนผลิต หรือเป็นผู้นำเข้ารายแรก จะให้ดีก็มีเครือข่ายค้าปลีกที่ขายได้ราคาสุดท้ายเพราะเป็นขั้นสุดท้ายก่อนถึงมือคนใช้จริง พอเห็นอะไรกับด้านของคนยากไร้หรือยังครับ         กลับด้านกัน เมื่อพ่อค้าหรือคนรวยเขาซื้อถูกขายแพง ชาวนาหรือคนยากไร้ก็กลับเป็นซื้อแพงขายถูกนั่นเอง         ซึ่งเมื่อขยายในแบบเดียวกันก็จะเห็นได้ชัดเช่นกันว่าชาวนานั้นมักเป็นผู้ซื้อรายสุดท้ายแต่เป็นผู้ขายรายแรก         ขายผลผลิตของตัวเป็นแบบวัตถุดิบชิ้นแรกเพื่อให้พ่อค้าคนกลางนำไปแปรรูป นำไปเข้าโรงงาน หรือนำไปส่งขายต่อยังสถานที่อื่น ๆ ส่วนการซื้อชาวนากลับเป็นผู้ซื้อรายสุดท้ายจริง ๆไม่ว่าจะเป็นรถแทรกเตอร์ ข้าวของเครื่องใช้ หรือปุ๋ย ยาฆ่าแมลงต่าง ๆ นั่นจึงไม่แปลกและเป็นรากที่แท้จริงที่ทำให้ชาวนาลำบาก แล้วจะแก้อย่างไร ?         ก็ต้องให้ชาวนากลับด้านครับ ต้องพยายามเป็นผู้ขายรายท้ายๆ เช่นอาจต้องพยายามรวมกลุ่มกันเพื่อนำสินค้าไปขายให้ได้ใกล้ผู้บริโภคที่สุด จะได้เงินมากขึ้นมากที่สุด ส่วนการซื้อก็ต้องผ่านการซื้อเป็นเจ้าต้น ๆ ขึ้น ด้วยการรวมกลุ่มกันซื้อเพิ่มอำนาจต่อรอง ได้ราคาถูกลง         ซึ่งทั้งสองทางก็เหมือนกันตรงต้องมีการรวมกลุ่มกันในชุมชน หมู่บ้านเป็นการรวมพลังกันเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคนเอง แต่จะเป็นเช่นนั้นได้ทุกคนต้องลุกมาทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อตัวเองและชุมชนของตัวเองครับ หากยังหวังเอาแต่รัฐสวัสดิการหรือประชานิยมก็คงหนีสภาพผู้ซื้อคนสุดท้ายผู้ขายคนแรกไม่พ้น         สังคมต้องประกันสมาชิกในชุมชนกันเป็นหลักครับ อย่างมุ่งไปพึ่งระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการกันมากเลยครับ ลองปรับฐานในแนวนี้ดู แล้วค่อย ๆหาทางพัฒนา ช่วยเหลือเกื้อกูล รวมพลังกันในพื้นที่ ผมว่าไม่นานเราก็จะค่อยเขยื้อนไปเป็นผู้ซื้อรายต้น ๆ และเป็นผู้ขายรายแรก ๆได้ครับ ผมมั่นใจในความสามัคคีของชุมชนครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *