Philosopher

“คนไทยอ่านหนังสือปีละ 7 บันทัด !” เห็นผลการสำรวจข้างต้นแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ เพราะนี่เป็นสาเหตุแห่งความตกต่ำของการศึกษาบ้านเราที่นับวันมีแต่ตกและต่ำลงจนเกือบจะรั้งท้ายประเทศเพื่อนบ้านในแทบจะทุกระดับไปแล้ว แม้จำนวนบันทัดของการอ่านอาจไม่ใช่สาเหตุทั้งหมด แต่การอ่านที่น้อยบันทัดขนาดนี้มันสะท้อนให้เห็นถึงการพร่องต่อ “ความรักในการเรียนรู้” อันเป็นหัวใจที่แท้จริงของการศึกษา คุณสมบัตินี้สำคัญขนาดไหนดูได้จากคำที่ใช้เรียกปริญญาเอกอันเป็นระดับสูงที่สุดของการศึกษาที่ใช้ว่า Doctor of Philosophy นั้นคำว่า Philosophy ก็มาจากคำว่า Philos ที่แปลว่า “ความรัก” กับ Sophia ที่แปลว่า “ความรู้” รวมแล้วก็คือความรักในความรู้นั่นเอง หรือในภาษาไทยเองที่ใช้ว่า ปรัชญาดุษฏีบัณฑิตนั้น คำว่า “ปรัชญา” ก็มาจากคำว่า “ปร” คือ รอบ ๆ, ประเสริฐ กับ “ชญา” ที่แปลว่าความรู้ รวมแล้วเป็นความรู้รอบอันประเสริฐ สรุปก็คือผู้ที่จะเป็น Doctor ได้นั้นต้องเป็นผู้ที่รักในความรู้ แต่ระบบการศึกษาของเรานำมาแค่เพียงเปลือกเลยมามุ่งวัดกันที่รูปแบบการจัดการเรียนการสอน ไม่ได้เข้าไปถึงหัวใจคือการสร้างความรักในสิ่งที่เรียนนั้นทำให้ผลออกมาเด็กของเราเลยล้าหลังประเทศอื่น ยิ่งในสังคม 4.0 ที่ทุกบริบทแวดล้อมเต็มไปด้วยกระแสแห่งความรู้ที่ถาโถมเข้ามารุกไล่ให้สมาชิกในสังคมต้องวิ่งไล่กวดตามให้ทัน ใครตามไม่ทันก็โดนผลักหรือหากใช้คำแรงอีกหน่อยที่น่าจะสื่อได้ตรงกว่าก็คือโดนถีบส่งออกไปนอกสังคม นั่นจะยิ่งเห็นว่าการเอาแต่เปลือกของการศึกษาของเรานั้นได้ส่งผลให้เราโดนย่ำลงไปมิดแทบจะจมดิน เพราะด้วยความรู้ที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็วมีองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอด ทำให้ครูที่แม้จะเก่งอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะสอนกันได้ทัน มีแต่การมอบเครื่องมือกับแรงบันดาลใจให้เด็กนำไปแสวงหาความรู้กันเองเท่านั้นที่จะทำให้เด็กสามารถตามทันความรู้ในยุคนี้ได้ ด้านเครื่องมือนั้นครูพอมีหลัก มีตำราให้ถ่ายทอดอยู่ แต่ด้านของแรงบันดาลใจนั้นจะเกิดขึ้นได้เด็กต้องรู้สึกสนุกไปกับเนื้อหาในวิชานั้น ๆ ต้องรู้สึกว่าวิชานั้นไม่ยากเกินความสามารถของตนที่จะเข้าใจได้แม้จะเป็นเรื่องหนักหนาเพียงใดก็ตาม จนเด็กเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง หากครูสามารถพาเด็กมาถึงจุดนี้ได้ก็เหมือนได้มอบกุญแจเปิดประตูสู่เส้นทางแสวงหาความรู้ในศาสตร์ด้านนั้นให้เด็กสามารถเดินทางต่อไปได้ คำถามคือแล้วจะทำอย่างไรให้เด็กเข้ามาถึงจุดนี้ได้ คำตอบคือต้องย่อยเนื้อหาที่สลับซับซ้อน หนักหนานั้นให้สื่อสารถ่ายทอดออกมาง่ายที่สุดจนเด็กไม่สร้างเกราะขึ้นมากั้นการสื่อกับเนื้อหาในตำรานั้น ทั้งมีใจที่เปิดกว้าง สนุกไปกับความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้เจอ ซึ่งเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งที่ไม่เพียงสามารถย่อยความซับซ้อน ทอนความหนักให้เด็กเข้าใจได้ง่ายยังสามารถใช้จูงใจให้เด็กมีความสนใจในเรื่องนั้น ๆ ตามที่ต้องการได้ก็คือ “ภาพประกอบ” ภาพประกอบตำราหรือบทความจึงไม่ใช่แค่สักแต่เป็นที่พักสายตา หรือรูปอันวิจิตรชวนให้เพลิดเพลิน แต่ภาพประกอบที่แท้ต้องทำให้คนอ่านเห็นแล้วเกิดความเข้าใจในแก่นของสิ่งที่จะเสนอ เกิดแรงจูงใจที่จะเข้าไปอ่านในเนื้อหานั้น ภาพประกอบนี้จะทำหน้าที่ตั้งแต่เริ่มคือสร้างแรงจูงใจให้ผู้ได้เห็นเกิดความสนใจใคร่จะเรียนรู้มากขึ้น ทำหน้าที่ระหว่างทางคือสื่อให้คนอ่านเข้าใจในเนื้อหา และทำหน้าที่สุดท้ายคือสรุปแก่นของเรื่องให้ออกมาเป็นรูปธรรม ในทางกลับกันภาพประกอบที่แม้อาจดูสวยงาม คนเห็นแล้วตะลึงแต่ไม่ได้เชิญชวนทำให้คนเข้าไปอ่านเนื้อหาข้างในก็เท่ากับภาพนั้นไม่ได้ทำหน้าที่หลัก หรือแย่กว่านั้นภาพประกอบนั้นสรุปเนื้อหาของสิ่งที่ต้องการสื่อคลาดเคลื่อนก็เท่ากับแทบจะเป็นการทำลายความรู้นั้นไปเลย จะเห็นว่าเครื่องมือชิ้นนี้มีคุโณปการต่อการเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งทั้งยังสร้างกันไม่ได้ง่าย ๆ จึงต้องนับว่านักวาดภาพประกอบเป็นผู้ที่ได้ใช้ความสามารถของตนปิดทองหลังพระ สร้างประโยชน์มหาศาลให้แก่ระบบการศึกษาอันหมายถึงคุณภาพชีวิตของสมาชิกในสังคม ไม่เว้นแม้แต่ภาพประกอบในนิยาย เพราะอย่างน้อยสิ่งได้จากการอ่านนิยายนั้นก็คือนิสัยรักการอ่านที่จะตามมานั่นเอง Happy + ฉบับนี้จึงขอมอบคุณความดีของวิชาชีพนี้ที่เป็นส่วนสำคัญในการช่วยกันเพิ่มบันทัดการอ่านให้คนไทยได้แรงบันดาลใจกันจนกลายเป็น Philosopher ครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *