แมวกับหนู

เด็กกับสัตว์เลี้ยงนั้นเป็นของคู่กัน หลายครอบครัวให้เด็กเลี้ยงสัตว์เพื่อฝึกความรับผิดชอบและการมีเมตตาซึ่งถือเป็นเรื่องดี แต่อย่างไรต้องมีข้อตกลงกันด้วยว่าจะไม่ทิ้งขว้างสัตว์นั้นเมื่อเบื่อ ไม่เช่นนั้นจากการฝึกให้มีความรับผิดชอบ มีเมตตาจะกลายเป็นไร้ความรับผิดชอบ ไร้เมตตาไป          

.

พูดถึงสัตว์เลี้ยงยอดนิยมสำหรับเด็กแล้วเห็นจะหนีไม่พ้น สุนัขกับแมว         ผมเคยเลี้ยงสุนัขและได้ข้อคิดดี ๆ จากสุนัขไม่น้อยไว้หากมีโอกาสจะนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ แต่บทนี้ผมอยากเขียนถึงข้อคิดที่ได้จากแมวกันก่อน โดยเฉพาะแมวจากการ์ตูนคลาสสิกที่เด็ก ๆ ติดกันงอมแงมอย่าง “ทอม แอนด์ เจอร์รี่ ( Tom & Jerry )” การ์ตูนแมววิ่งไล่จับหนูที่ไม่มีวันตายนั่นล่ะครับ         ใครเคยดูคงทราบดีว่าการ์ตูนนี้จินตนาการบรรเจิดมาก แมวทอมพยายามหาสารพัดกลอุบายในการจับหนูเจอร์รี่มากินให้ได้ แต่หนูก็ฉลาดเหลือ รู้ทันอุบายนั้นไปทุกทีจึงรอดพ้นการเป็นเหยื่อทั้งยังย้อนเกร็ดให้ทอมรับเคราะห์อยู่ทุกครั้ง          

หากเทียบเป็นภาพยนตร์ เจอร์รี่ก็เป็นพระเอกที่โดนวายร้ายอย่างทอมปองร้าย แต่ด้วยความเก่งกล้าสามารถพระเอกจึงเอาชนะผู้ร้ายได้ แม้ระหว่างทางอาจมีให้เด็ก ๆได้ลุ้นบ้างแต่สุดท้ายก็เป็น Happy Ending คือเด็ก ๆ มีความสุขตอนจบ (ส่วนทอมจะสุขด้วยไหมนี่ไม่ต้องตอบนะครับ ^^)         

.

โบราณเขามีคำสอนว่า ดูหนัง ดูละครแล้วให้ย้อนมาดูตน การดูหนัง ดูการละเล่นนั้นก็จะไม่สูญเปล่า สามารถให้ปัญญาแก่ผู้ที่ย้อนมาดูตนนั้นด้วย การ์ตูนเองก็ไม่พ้นจากคำสอนนี้ที่หากย้อนดูก็ได้ข้อคิดไม่น้อย หรือจะกล่าวว่า “ธรรมะมีอยู่ในทุกสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับใครมีปัญญาจะมองเห็น” ก็ได้ การ์ตูนก็เป็นสรรพสิ่งที่สอนธรรมะเราได้เช่นกัน แล้วการ์ตูน ทอมกับเจอร์รี่ ที่มีแต่แมวไล่จับหนูนี้สอนอะไรเราบ้าง ?

ที่สำคัญคือสอนเรื่องของ “ธรรมชาติ”          

ธรรมชาติที่แมวย่อมต้องไล่ล่าหนู ธรรมชาติที่แมวมีความเพียรพยายามอย่างมุ่งมั่นไม่เคยลดละที่จะจับหนูให้ได้นั่นล่ะครับ         

ความเพียรของทอมนั้นสอนเราได้มากก็ขนาดโดนเจอร์รี่จัดการเสียสะบักสะบอมในเกือบทุกตอนแต่ทอมก็ไม่เคยลดละที่จะพยายามทำงาน (จับเจอร์รี่) นั้นให้บรรลุผล นอกจากไม่ยอมแพ้แล้วทอมยังมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา ครั้งนี้ทำแบบนี้ไม่ได้ผล ทอมก็พยายามคิดค้นหาวิธีใหม่มาใช้จัดการอีก คิดแล้วก็ลงมือทำ ทำแล้วก็มาไตร่ตรองหาวิธีใหม่อีกเมื่อการกระทำนั้นล้มเหลว คุณ ๆ นับกันถูกไหมล่ะครับว่าทอมใช้ความพยายามทั้งหมดกี่ร้อยครั้ง กี่พันวิธีในความพยายามนี้ แม้จะล้มเหลวมาโดยตลอดแต่ทอมก็ไม่ละความพยายาม         

.

แล้วลองมองย้อนดูตัวเราเองซิครับ เรามีความพยายามได้มากเท่าทอมไหม

เราลองทำแค่ไม่กี่ทีพอไม่สำเร็จเราก็ถอยแล้วหรือเปล่า เราท้อถอยง่ายเสียยิ่งกว่าง่ายไหม แค่หกล้มมีแผลถลอกแค่แมวข่วนเราก็กลับมานอนซมไม่ลุยต่อแล้วใช่ไหม         

นี่ย้อนดูเฉพาะด้านความเพียรนะครับแต่ยังมีสิ่งสำคัญอีกสิ่งที่อยากชวนย้อนดูยิ่งกว่านั่นคือการดู “ธรรมชาติของแมวกับหนู”         แมวมีธรรมชาติจับหนู เช่นเดียวกับ แสงสว่างที่มีธรรมชาติไล่ความมืด และเช่นเดียวกับ ความดีที่มีธรรมชาติไม่อยู่กับความชั่ว         ธรรมชาติของของคู่นี่ล่ะครับที่สำคัญ ที่เราไม่ควรมองข้ามจนเห็นแต่ซีกเดียว การรู้ธรรมชาติของของคู่และรู้ว่า เมื่อมีซีกหนึ่งอีกซีกหนึ่งก็จะไม่มี นั้นเป็นความรู้ที่เราอาจลืม ยิ่งกับสังคมที่มุ่งแยกส่วนกันในสารพัดเรื่องอย่างทุกวันนี้ทำให้หลายเรื่องเราเจาะเข้าไปแต่ซีกเดียวของเรื่องนั้นและก็พบทางตัน แต่หากเราหยุดถอยมามองให้กว้างเราอาจได้วิธีที่ตรงไป ตรงมาและได้ผล อย่างที่บ้านมีหนูแทนที่จะหาสารพัดเทคนิกในการจับหนูก็ใช้ธรรมชาติของมันคือหาแมวมาเลี้ยง แมวนั้นก็จะจับหนูให้เราได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หรืออย่างเรื่องใกล้ตัวอย่างความกลัวก็เพียงแต่เปลี่ยนใจเราเองให้เป็นความกล้า เท่านี้ความกลัวก็หายแล้วโดยไม่ต้องใช้อุบายอ้อม ๆ ใดอีก         และที่สำคัญ ที่น่ากล่าวถึงคือปัญหาของสังคมนี้ที่ยอมรับกันว่าเต็มไปด้วยความเลวร้ายนั้น ก็ใช้ธรรมชาติของมันคือการไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ของความดี กับความเลว ดังนั้นเพียงเติมความดีลงไปในสังคม ความเลวก็ไม่อาจอยู่ได้แล้ว         

.

ดังนั้นใครที่รู้สึกว่าสังคมเราอยู่ในความเสื่อมโทรม เหลวแหลก และอยากให้สังคมเจริญ รุ่งเรือง มีความสุขก็ใช้ธรรมชาตินี้ล่ะครับเป็นวิถีในการดำเนินการ หรือจะเรียกเท่ห์ ๆ ว่าเป็นวิธีในการปฏิรูปก็ได้         ช่วยกันสร้างสังคมรอบตัวให้ดี ธรรมชาติของความดีนั้นจะทำให้ความชั่วอยู่ไม่ได้ไปเอง ยิ่งมีพื้นที่ด้านดีกว้างเท่าไหร่ ก็เท่ากับไปเบียดบังพื้นที่ความชั่วให้ลดน้อยลงเท่านั้น         อาจดีกว่าพยายามไปขจัดส่วนร้ายโดยตรงเสียอีก แบบนั้นต้องใช้แรงเยอะและมีผลกระทบตามมามากมายที่สำคัญไม่รู้ว่าเราจะทำสำเร็จไหม ต่างจากเรามาสร้างด้านดี เดี๋ยวดีจะไปจัดการชั่วเองตามธรรมชาติ และไม่ต้องอื่นไกลเริ่มจากทำตัวเรานี่ล่ะให้เป็นคนดีที่สุดเท่าที่เราจะเป็นได้ ให้กำลังใจตัวเอง พัฒนาคุณความดีของตัวเองไปเรื่อย ๆ เท่านี้ก็เหมือนเราเลี้ยงแมวให้แข็งแรง แล้วแมวก็จะไปจับหนูเอง ที่สำคัญหนูนี้มีวันถูกจับได้ หนูนี้ไม่มีอภินิหารรอดได้ทุกครั้งเหมือนเจอร์รี่ครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *