คนกินเนื้อ (?)

        อ๊ะ..เห็นชื่อบทแล้วอย่าตกใจกันคิดว่าเป็นชื่อหนังนะครับ ยังคงเป็นคอลัมน์ “Family in Love” คอลัมน์สบาย ๆ เกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวเช่นเดิมล่ะครับ เพียงแต่ครอบครัวของเราไม่จำกัดเพียงเฉพาะพ่อ-แม่-ลูกในบ้านใต้หลังคาเดียวกันเท่านั้นแต่หมายเอาการครอบเอาครัวทุกครัวในสังคม ในประเทศ รวมถึงในโลกไว้ด้วย อย่างฉบับนี้ก็อยากจะชวนคุณคุยกันให้ครอบไปทั้งเผ่าพันธ์มนุษย์กันเลย โดยประเด็นที่ขอเปิดก็เป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคนอย่างเรื่องการกินกับคำถามที่ว่า         “คนเรานั้นควรกินเนื้อกันหรือไม่ ?”         นี่ไม่ได้ว่ากันในเรื่องของบุญกรรมการถือศีลกินเจนะครับ เพราะหากจะเจาะประเด็นนั้นรับรองว่ายาวเถียงกันได้ไม่รู้จบ บางความเชื่อก็ว่ากินเนื้อสัตว์นั้นบาปเพราะแม้ไม่ได้ไปฆ่ามาแกงกินกันเองแต่ก็เท่ากับคนกินมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการฆ่าขึ้น ขณะที่อีกความเชื่อก็ว่าหากไม่ได้เป็นคนฆ่าก็ไม่คือถ้าไม่รู้ ไม่เห็น ไม่รังเกียจก็กินได้ แต่จะชวนคุยในประเด็นของกายภาพว่าร่างกายมนุษย์นี้ควรกินเนื้อหรือไม่ครับ         แต่ไหน ๆ ก็มีแตะไปเรื่องบาปบุญบ้างแล้วก็ขอนำคำสั่งสอนในตำราเกี่ยวกับเนื้อที่ห้ามกินมาเล่ากันสักนิดครับ         ตำราบอกว่าเนื้อ 10 ชนิดที่ห้าม ที่ไม่ควรกินมี 1.เนื้อและเลือดมนุษย์ 2.เนื้อช้าง 3.เนื้อม้า 4.เนื้อสุนัข 5.เนื้องู 6.เนื้อสิงโต 7.เนื้อเสือโคร่ง 8.เนื้อเสือเหลือง 9.เนื้อหมี และ 10.เนื้อเสือดาว         ส่วนเพราะเหตุใดนั้นไว้มีโอกาสค่อยมาถกกันนะครับ แต่วันนี้ผมจะพูดเรื่องกินเนื้อสัตว์ทั่วไป ประเภทหมู ไก่ วัวนี่แหละครับ ด้วยช่วงนี้กระแสรักษ์สุขภาพมาแรงทั้งล้างพิษตับ ดื่มน้ำด่าง ดีทอกซ์ ลิดทอกซ์หลากสูตรมามากเหลือเกินซึ่งก็แน่นอนรวมถึงเรื่องของโภชนาการบำบัดหรือการกินเพื่อให้ปลอดโรคและรักษาโรคได้ด้วย         ในส่วนของวิชาการใน Happy + ทุกฉบับมีคุณหมอที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเขียนให้ข้อมูลในภาคทฤษฏีดีอยู่แล้วดังนั้นคอลัมน์นี้จึงขอเล่าจากภาคสนามคือเป็นประสบการณ์ตรงส่วนตัวนะครับ         ด้วยอายุที่มากขึ้นร่างกายก็เริ่มโทรม โรคภัยเริ่มถามหาโดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับลม ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย กรดไหลย้อน ฯลฯ เลยต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น จากที่อยากกินอะไรกิน อยากดื่มอะไรดื่ม อยากเที่ยวอย่างไรเที่ยวก็ต้องหันมาถามร่างกายเขาสักหน่อยว่าไหวไหม แต่ด้วยเป็นคนช่างสงสัยไม่ลงใจอะไรง่าย ๆ จึงไม่ได้เห่อตามกระแสกับใครเขาอาศัยฟังมาพิจารณาความสมเหตุ สมผลถ้าพอลงใจก็จะลองทำตามดู ส่วนการวัดผลก็ไม่ได้ยึดเอาตัวเลขจากแล็บแต่เอาจากของจริงจริง ๆ คือการสังเกตุว่าการกิน การใช้ชีวิตอย่างไรให้ผลเป็นเช่นไร การปรับวิถีการกิน การผ่อนอาหาร การลดอาหารทอด อาหารมัน รวมถึงอาหารจากเนื้อ มากินอาหารเบา ๆ พืชผักแล้วร่างกายเป็นอย่างไร         ปรากฏว่าตัวเบาขึ้นเยอะเลยครับ ร่างกายคล่องแคล่วขื้นมาก ลมบน ลมล่างเริ่มดีขึ้น ระบบย่อยก็ทำงานเนี้ยบขึ้น         จะว่าไปนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือแปลก เมื่อสูงวัยไฟก็มอดระบบย่อยเลยไม่ดีเท่าเดิม อย่างที่เคยได้ยินท่านแบ่งช่วงอายุไว้ว่าช่วงเกิดนั้นเราเป็นธาตุน้ำ พอเติบใหญ่เข้าวัยรุ่นก็เป็นธาตุไฟ และพอเข้าสู่วัยกลางคนก็จะเป็นธาตุลม ดังนั้นอาหารในแต่ละวัยจึงต้องปรับกันบ้างขืนกินแบบเดิมย่อยไม่ไหวท้องก็อืดเฟ้อ ของเสียก็สะสมในลำไส้แพร่กระจายไปทั่วร่างเป็นสารพัดโรค หรือจะว่าไปอาจใช้ว่าเกือบทุกโรคก็ได้ เพราะในลำไส้นั้นเมื่อสะสมอาหารที่บูดเน่าเนื่องจากอาหารไม่ย่อยก็จะกลายเป็นจุลินทรีย์ไม่ดีและแพร่กระจายไปทั้งร่างกายก่อเกิดโรคมากมายที่เราก็ได้แต่รักษาไปตามอาการไม่ได้กลับมาจัดการที่ต้นตอจริง ๆ หลายโรคเลยเยื้อเยื้อไม่หายขาด         ฉบับนี้เลยมาเชิญชวนลองปรับการกินกันครับ กายสบายมันต่อไปถึงใจสบายและกระเป๋าสบายเพราะผักถูกกว่าเนื้อเยอะ ไม่ต้องรอให้ร่างกายเขาทวงถามแล้วถึงจะปรับกันอย่างผม อ่านจบแล้วลองทำกันดูได้ครับ ไม่ต้องไปซื้อหาตำราสำนักไหนมาอ่านให้ต้องถกเถียงความถูกต้องกันหรอกครับ เอาตำราของจริงคือร่างกายเรานี่แหละเป็นผลสรุป ลองปรับผ่อนหย่อนอาหารแล้วสังเกตุดูว่าอาหารใดกินแล้วอึดอัด อาหารใดกินแล้วสบาย กินมากแค่ไหนพอเหมาะ กินน้อยแค่ไหนพอดี หมั่นสังเกตุไปนี่แหละครับได้ผลว่าทำอย่างไรแล้วสบายกายก็ทำอย่างนั้น เท่านี้ก็จะช่วยให้คุณภาพชีวิตคุณดีขึ้นมากเลยครับ ใครปรับก่อนก็ได้ชีวิตที่ดีก่อน ใครปรับช้ายังเอาแต่สบายปากตามใจอยากอยู่ ปากเราก็จะนำทุกข์มากมาให้ในอนาคตครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *