ปอมเปอี

        เมื่อเร็ว ๆ นี้ประเทศไทยมีโอกาสได้จัดการประชุมใหญ่ระดับโลกเรื่องน้ำที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อหา และบรรยากาศการประชุมผมคงไม่นำมาพูดคุยกันครับ เพราะมันหลากมิติเหลือเกินทั้งเรื่องน้ำที่เกี่ยวกับการประชุมโดยตรง เรื่องการแสดงละครรับรองแขกบ้าน แขกเมืองไปถึงเรื่องการเมืองนอกสภาที่ปนกันไปหมด         แต่การประชุมนี้สำหรับผมมีภาพที่เห็นแล้วชวนนึกถึงอดีตอยู่ภาพนั่นคือภาพของ “เวียงกุมกาม” เมืองใต้บาดาลที่ถูกคลื่นน้ำซัดจนจมหายไปทั้งเมืองที่เพิ่งขุดค้นพบและพัฒนามาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งของมหานครเชียงใหม่ หรือเชียงใหม่มหานคร         ผมโชคดีเคยไปเยือนเชียงใหม่ในช่วงที่เขาค้นพบเวียงกุมกามใหม่ ๆ ได้มาชมพร้อมฟังมัคคุเทศน์บรรยายประวัติความเป็นมา ได้เห็นความแปรเปลี่ยน ความไม่เที่ยงของชุมชน สังคมด้วยภาพจริง ที่สำคัญได้อุทธาหรณ์เตือนใจสำหรับใครที่คิดว่าจะสามารถชนะธรรมชาติได้         ถัดจากเวียงกุมกามแล้วผมยังนึกไปถึงอีกเมืองที่โดนภัยพิบัติเล่นงานจนจมไปได้ดินเช่นกัน แต่ไม่ใช่ด้วยน้ำแต่เป็นด้วยลาวาภูเขาไฟ เมืองนั้นคือ “ปอมเปอี” ครับ         ปอมเปอีโดนลาวาจากภูเขาไฟพ่นลงมาจนถมเมืองทั้งเมืองจมอยู่ใต้ลาวานั้นสูงถึง 6 เมตร ที่สำคัญคือลาวาไม่ใช่น้ำ ลาวาเป็นหินร้อนที่ร้อนมาก ๆ อย่าว่าแต่โดนตรง ๆ เลยแค่เพียงเฉียดเข้าใกล้ก็ร้อนจนทนแทบไม่ไหวแล้ว และนี่คนทั้งเมืองโดนหินร้อนนี้ที่พุ่งพวยขึ้นฟ้าจำนวนมหาศาลหล่นทับลงมาแบบไม่ทันตั้งตัว ไม่มีมีเวลาอพยพหรือหนี ที่เฉพาะหน้าคือหลบเข้าในบ้าน แต่หลังคาฝีมือมนุษย์หรือจะต้านน้ำหนักจากหินมหาศาลที่หล่นจากฟากฟ้าได้ บ้านจึงแปรสภาพกลายเป็นสุสานที่น่าสะเทือนใจนัก         แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ไม่น่าหดหู่เท่ากับสิ่งที่คนรุ่นหลังไปพบเจอและขุดค้นขึ้นมาแสดงให้เห็น นั่นคือหินร้อนที่หลอมเอาร่างคนเมืองปอมเปอีไว้ในท่าทางต่าง ๆ จำนวนมากที่นักสำรวจได้ใช้เทคนิกพิเศษหล่อปูนออกมาจนทำให้คนรุ่นเราได้เห็นอากัปกริยาต่าง ๆ ของคนที่ประสบมหันตภัยในครั้งนั้นอย่างชัดเจนว่าวาระสุดท้ายพวกเขาเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่ ร่างกายอยู่ในท่าไหน เห็นกันได้ชัดทั้งการเก็งตัว การกุมมือกัน หรือความหวาดผวา         คิดถึงตรงนี้ผมก็นึกไปถึงรูปถ่ายที่สะเทือนใจผมที่สุด คือรูปที่เป็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังกอดเด็กคนหนึ่งไว้อย่างมิดชิดและแนบแน่นค้อมทั้งตัวเพื่อกันทุกส่วนของเด็กไว้ ดูก็คะเนได้ไม่ยากและไม่น่าผิดว่าเป็นวาระสุดท้ายของแม่ที่กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องลูกน้อยของเธอให้ไม่โดนลาวา เสียดายที่ผมหารูปนั้นไม่เจอแล้ว หรือผมอาจจำผิดสับสนกับรูปทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ แต่อย่างไรมั่นใจได้ว่าต้องมีเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริงแน่ ๆ         เหตุการณ์ที่แม่ยอมทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูก         เหตุการณ์ที่แม่ยอมแลกชีวิตตนกับชีวิตลูก         เหตุการณ์ที่แม่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทำอะไรไม่ได้ก็ยังพยายามทำทุกอย่างอย่างสุดชีวิตเพื่อลูก         นึกถึงความรักอันไม่มีประมาณของแม่ที่มีต่อลูกคราใดน้ำตาซึมทุกทีครับ ไม่ต้องไปนึกถึงรักอื่น สิ่งยั่วยวนอื่นอีกเลย เกิดมาขอให้เราได้รับรักแท้อันบริสุทธิ์นี้จากใครสักคนก็คุ้มค่ากับการมีชีวิตแล้ว และกลับกันเกิดมาขอให้ได้มอบรักอันยิ่งใหญ่ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนกับใครสักคนก็คุ้มกับการมีจิตวิญญาณอันสูงส่งนี้แล้ว         ลองน้อมอารมณ์ตามซิครับ ว่าเมื่อใดที่คุณได้ให้ความรักแท้ที่แสนบริสุทธิ์ สละได้แม้ชีวิตตัวเพื่อเขาคนนั้น คุณจะเห็นใจที่โปร่งเบาสบายแม้ความตายจะปรากฏอยู่ต่อหน้า เพราะจิตคุณไม่ยึดติดกับตัวเองแล้ว ความรู้สึกแสนประเสริฐนี่แหละครับที่แม่ทุกคน หรือจะว่าใฝห้ถูกก็ต้องบอกว่าแม่ทุกตัวไม่ว่าจะเป็นแม่คน หรือแม่สัตว์ประเภทใดล้วนมีให้ลูกน้อยของมัน ไม่เว้นแม้แต่สัตว์ที่เราเรียกพวกมันว่าเดรัจฉาน โหดร้ายอย่างจระเข้ หรือสัตว์ป่าใด ๆ เมื่อมีลูกอ่อนใครอย่าได้เข้าไปเฉียดใกล้เชียว มีอันตรายถึงชีวิต         สัตว์ยังรักลูกปานนี้แล้วมนุษย์ที่ประเสริฐกว่ายิ่งไม่ต้องพูดถึงครับ รักของแม่ยิ่งใหญ่มาก ใหญ่ขนาดที่หากอยากจะชดใช้ลำพังเพียงการปรนเปรอ เลี้ยงดูท่านด้วยข้าวของเงินทองมากมายมหาศาลเพียงใดก็ไม่อาจชดเชยได้หมด ขนาดเปรียบว่าให้ท่านนั่งอยู่บนบ่าคอยเช็ดอุจราะ ปัสสาวะให้ท่านตลอดร้อยปีก็ยังทดแทนคุณท่านไม่หมด         วิธีที่พอจะกล่าวได้ว่าทดแทนเหมาะควรแก่ท่านก็คือเมื่อท่านให้ชีวิตเรา เราก็ต้องให้ชีวิตใหม่แก่ท่าน         ไม่ใช่ด้วยการพาท่านไปรักษาพยาบาลแต่เป็นการให้ชีวิตใหม่ในทางดีงาม ด้วยการพาท่านเข้าวัด ฟังธรรม หรือปรับความคิด ความเชื่อของท่านให้มาสู่ทางที่เป็นสัมมาทิฏฐิ         วันแม่ปีนี้กลับไปกอดแม่และพาแม่เข้าทางธรรมกันเถิดครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *