รันเวย์

        หลายเดือนก่อนผมก็มีอันชีพจรลงเท้าต้องเดินทางไปต่างจังหวัดติด ๆ กันหลายวันแต่โชคไม่ค่อยดีที่ไปตรงกับช่วงปิดซ่อมทางขึ้น-ลงของสนามบิน แถมยังมีพายุเข้าเกือบทุกวัน         ใครที่ได้เดินทางช่วงนั้นคงทราบดีนะครับว่ามันอึดอัดเพียงใดกับการรอต้องรออันแสนยาวนานที่สุวรรณภูมิก็ต้องรอรันเวย์ว่าง จะกลับจากต่างจังหวัดก็ต้องรอเครื่องที่จะรับไปถึง เพราะระบบการจัดเที่ยวบินระยะสั้นภายในประเทศนั้นเขาจะบินไปแล้วก็บินกลับ ซึ่งเมื่อสนามบินเริ่มอย่างสุวรรณภูมิติดขัดมีความล่าช้าแล้วมันก็จะทดกันเป็นลูกโซ่ให้เครื่องลำที่จะบินไปรับเรายังต่างจังหวัดก็จะช้าด้วย         พอขึ้นเครื่องได้นึกว่าจะสบายแล้วแต่กลับยังต้องผจญกับการลุ้นระทึกให้เครื่องบินฝ่าพายุมรสุมให้มาถึงที่หมายชนิดลุ้นกันเหนื่อย แต่ยังไม่จบครับ ฝ่าพายุกันมาได้ยังต้องนั่งเบื่อกันอีกพักใหญ่ (ๆ) กลับการบินวนรอลงจอด         เล่นเอาเหนื่อยล้าแสนสาหัสโดยเฉพาะผมที่ทุกครั้งจะเป็นการบินไป-กลับวันเดียว คือเช้าบินไปทำธุระเสร็จ เย็นก็ตีตั๋วกลับเลย อันหมายถึงแต่ละวันในช่วงนั้นผมต้องโดนให้รอรวม ๆ แล้วร่วมสิบชั่วโมง(หรือกว่า)ทีเดียว         แต่ของอย่างนี้อยู่ที่การเตรียมการณ์และใจครับ พอมีบทเรียนจากครั้งแรก ครั้งต่อไปผมเลยเตรียมงานไปทำที่สนามบินกับบนเครื่องบินเสียให้เต็มที่จนได้งานออกมาเยอะมากกว่าเวลาอยู่บนพื้นไม่น้อย         แต่แม้จะเตรียมไปเยอะแล้วก็ยังไม่พอโดยเฉพาะช่วงต้องนั่งรอบินวนรอบกรุงเทพรอคิวรันเวย์ว่างให้ลงจอดได้ แบบนี้เลยต้องเปลี่ยนจาก “ทำงาน” มาเป็น “ทำใจ” แทน นึกเสียว่าตอนอยู่พื้นราบ ว่าง ๆ เรายังไปขับรถเล่นชมวิวชิล ชิลขับไปดูแสงสีของตึกยามราตรีปลดปล่อยความคิด นี่มาได้โอกาสที่หายากยิ่งได้นั่งเรื่องบินกินลมเล่นแบบชิล ชิล ได้มองแสงสีจากฟากฟ้าในมุมที่ไม่ค่อยได้เห็นนัก วนเล่นกันเต็มที่ (จนเบื่อ) ถือว่าเป็นรอบพิเศษ เป็นของแถมจากสายการบินเขา         ก็น่าเสียดาย (?) แทนผู้เดินทางที่ปัจจุบันรันเวย์เขาซ่อมแล้วเสร็จแล้วเลยอดได้บินเล่นเป็นของแถม (ที่ไม่อยากได้) กันแล้ว แต่อย่างไรเผื่ออนาคตคุณต้องประสบปัญหาเรื่องการรอคอยอันยาวนานเหมือนผม วันนี้ผมเลยมีเทคนิกมานำเสนอครับ         ที่จริงมิใช่เทคนิกของผมแต่เป็นของพระอาจารย์ญี่ปุ่นท่านหนึ่งในสายงานหลวงพ่อชาคือพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโกท่านบรรยายวันนั้นท่านยกตัวอย่างเกี่ยวพายุฝนที่กำลังคะนองอยู่ในขณะที่ท่านเทศน์ตอนนั้นว่า         หากอยากพ้นพายุฝนฟ้าคะนองก็นั่งเครื่องบิน เร่งขึ้นให้ต่อเนื่องแล้วดึงเครื่องขึ้นบนอากาศจนสูงขึ้นมาเหนือเมฆ ก็จะทำให้เราอยู่เหนือพายุร้ายนั้นไปด้วย         อารมณ์ของเราก็เช่นกัน เมื่อมีเรื่องไม่ดี เรื่องเลวร้ายเหมือนพายุฝนนี้ผ่านเข้ามา เราก็ยกใจเราให้พ้นเมฆดำทะมึนนั้น         ใจเราเหมือนเครื่องบิน จมูกเราเป็นรันเวย์ของสนามบิน เร่งเครื่องก็คือให้จิตใจของเราวิ่งไปกลับรันเวย์สนามบินคือจมูกให้ต่อเนื่อง ให้แนบแน่น ให้มีพลังได้ความเร็วแล้วดึงเครื่องขึ้นเหนือพายุเท่านี้ก็จะพ้นได้ คือ ยกจิตขึ้นเหนืออารมณ์ สรุปคือเวลามีอารมณ์โกรธ ไม่ชอบเกิดขึ้นให้เราเจริญสติกับลมหายใจอย่างต่อเนื่องเข้มแข็งพยายามยกจิตขึ้นมาจากอารมณ์ไม่ดีนั้น ในที่สุดเราก็จะอยู่เหนือมัน ไม่เป็นทาสของมันอีก         คุณผู้อ่านลองดูนะครับเวลาเราต้องรอโดยไม่มีอะไรทำ แทนที่เราจะปล่อยจิตใจของเราให้จมอยู่กับเมฆหมอกคือความขุ่นใจนนั้น เรามาลองใช้รันเวย์พิเศษคือปลายจมูกเราลากเครื่องบินคือลมหายใจของเราให้ทะยานขึ้นมาเหนือหมู่เมฆนั้นให้ได้ ทำได้เมื่อไหร่คราวนี้เราไม่ต้องง้อรันเวย์หลุมบ่อนั้นอีกเลย         2 ฉบับแรกผมแนะเรื่องการ “ออกกำลังจิต” ด้วยการ ”ขับธรรม” ปฏิบัติธรรมเจริญสติกันบนถนนระหว่างขับรถกันแล้ว ฉบับนี้เป็นเทคนิกการฝึกที่ง่าย ๆ ทำได้ทุกที่ไม่จำเป็นต้องรอสนามบินเขาปิดซ่อมรันเวย์แล้วค่อยใช้นะครับ         ยามใดที่คุณรู้สึกเบื่อกับการรอคอย หรือหงุดหงิด รำคาญใจ เหนื่อยหน่ายกับอารมณ์ใด คุณสามารถขึ้นเครื่องบินคือลมหายใจเทคออฟจากรันเวย์คือจมูกทะยานขึ้นเหนือเมฆฝนครื้มคือความขุ่นใจ ทะยานสู่อิสระเสรีบนฟ้าเปิดโล่งอันแสนสุขนั้นได้ด้วยฝีมือการขับของคุณเอง มาลองเป็นกัปตันกันดูนะครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *