ออกกำลังจิต

        สิ่งมีชีวิตมีส่วนประกอบหลักแยกได้เป็น 2 นั่นคือ กาย กับ จิต         ถ้า กายไม่ดี แล้วจิตไม่ดี คือกังวล เครียดไปด้วย ก็เท่ากับคนผู้นั้น เป็นทุกข์ทั้ง 2 ส่วนหรือ 2 ต่อ         แต่หาก กายไม่ดี แต่จิตดี มองโลกในแง่ดี ไม่กังวลเขาก็ทุกข์แค่ส่วนกายส่วนเดียวคือทุกข์ตามจริง ตามที่ป่วยจริง ไม่มีตัวคูณจากความคิดเข้าไปเบิ้ลความทุกข์นั้น เราเรียกคนป่วยประเภทนี้ว่าเป็นผู้ที่มี “กำลังใจดี” ซึ่งนอกจากเขาจะไม่ทุกข์เกินจริงแล้วยังมีตัวอย่างให้เห็นมากมายเหลือเกินว่า กำลังใจ หรือจิตที่ดีนั้นย้อนกลับมาช่วยให้ร่างการแข็งแรงขึ้น ดีขึ้น ถึงขั้นหายจากโรคร้ายนั้นไปเลย         แต่ถ้า กายดี แต่จิตไม่ดี แบบนี้กลับทางกันคือจิตที่ไม่ดีนั้นก็จะลากเอากายที่แข็งแรง เป็นปกติดีอยู่ให้ย่ำแย่ตาม ซึ่งจิตไม่ดีในที่นี้ไม่ได้หมายถึงป่วยเกี่ยวกับระบบของสมอง หรือของเส้นประสาทที่ยังจัดว่าเป็นเรื่องของกายภาพ แต่หมายเอาจิตที่ป่วยจากนามธรรม คือจิตเอาแต่คิดเรื่องที่บั่นทอนตัวเองเช่นคิดอาลัย อาวรณ์โหยหาอดีต คิดห่วง วิตกกังวลไปในอนาคต หรือคิดฟุ้งซ่านหลงเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย จากที่เราไล่เรียงกันมาจะเห็นว่าเรื่อง “จิต” นั้น สำคัญ และมีผลมากกว่าเรื่องกาย คำถามคือแล้วเราให้ความสำคัญกับจิตพอเพียงหรือยัง เราได้ดูแลจิตกันบ้างไหม ทีร่างกายเรายังหาอาหารเสริม หายา พากายไปออกกำลังกายให้แข็งแรงกัน แล้วจิตล่ะเราได้ “ออกกำลังจิต” กันบ้างไหม วันนี้ผมมาชวนคุณออกกำลังจิตกันครับ !         

บางท่านอาจถามว่า “ แล้วออกกำลังจิตคืออไรล่ะ ไปฝึกเล่น Suduko หรือหมากรุกเรอะ ? “         

ไม่ใช่ครับ เช่นนั้นเราเรียกว่าบริหารสมอง ฝึกการคิด การใช้เหตุผลให้คล่องแคล่ว ให้ active ต่างกับการออกกำลังจิตที่เราจะฝึก “กล้ามจิต” ของเราให้แข็งแรงขึ้น         กล้ามจิตนี้ก็คือ “สมาธิ” นั่นเอง หลักการฝึกก็คือการฝึกทวนกระแสความคิด ที่มาหลอกล่อให้เราหลงไปทำตามมันครับ         ร่างกายเรายกเวตสู้แรงโน้มถ่วงของโลก ให้ร่างกายได้ใช้แรงฝืนเราก็ได้กล้ามเนื้อมา         จิตที่ฝึกต่อต้านแรงดึงของกิเลส หรือความคิด ได้ใช้แรงฝืนความต้องการ ความอยากอันไม่สมเหตุ สมผล เราก็จะได้กล้ามจิต มาเช่นกันครับ “แล้วกิเลสเป็นอย่างไรล่ะ ?” ท่านที่ไม่คุ้นบาลีอาจสงสัย งั้นลองสังเกตุง่าย ๆ ดูครับอย่างเช่น         ไปเดินเล่นในห้าง เจอกระเป๋า brand name หรูก็ทั้งที่พึ่งซื้อกระเป๋าใบใหม่เมื่อวานแต่เราก็หยิบบัตรเครดิตส่งไปให้รูด นี่ก็กิเลส         เดินผ่านฟู้ด คอร์ทก็ผลั้งปากไปสั่งคากิ ด้วยคิดเอาเองว่าเป็นวันหยุด โคเลสตอรอลคงหยุดทำงานไปด้วย นี่ก็กิเลส         ขับรถกลับบ้านก็ไปบีบแตรด่ารถคันหน้า โทษฐานขับไม่ได้ดั่งใจเรา นี่ก็กิเลส         การกระทำต่าง ๆ เหล่านี้แหละครับ ที่คือ “กิเลส” ที่เกิดมาจาก “ความคิด” ที่ปราศจากความรู้ ปราศจากเหตุผล มันทำงานเร็วมาก แพล็บเดียวก็ลากราไปทำตามมัน เป็นทาสมันได้แล้ว         งานนี้ต้องการกำลังหรือกล้ามของจิต ที่จะมาต่อกร ชักกะเย่อกันครับ ซึ่งกล้ามนี้ก็คือ ”ความรู้สึกตัว” ที่เราต้องสร้างขึ้นมาเพื่อสู้กับ ”ความคิด” ที่หลงพาเราให้ไปทำสิ่งไม่ควรนั้น         และการฝึกไม่ยากครับ เพียงแค่คุณรู้หลัก ทราบกฏว่า “ความคิด” กับ “ความรู้สึกตัว” นั้นเป็นของตรงข้ามกัน เมื่อไหร่ที่คุณคิด คุณจะไม่รู้ เมื่อไหร่ที่คุณรู้ คุณจะคิดไม่ได้

ฉะนั้นการฝึกก็เพียงแค่ตั้งใจ หมั่นดึงจิตกลับมารู้สึกถึงร่างกายให้บ่อย ๆ เนือง ๆ อาจใช้เวลาที่ออกกำลังกาย อย่างวิ่งสายพานก็ได้ แต่แทนที่จะวิ่งไปดูทีวีไป ฟังเพลงไป ก็หันมาสนใจรับรู้ความรู้สึกที่เท้ากระทบสายพาน แปะ แปะ แปะ …..ไปเรื่อย ๆ ถี่ ๆ เผลอคิด ไม่รู้เท้า นึกได้ก็ดึงมารู้เท้าใหม่เท่ากับเราได้ทั้งการออกกำลังกายและออกกำลังจิตไปพร้อมกันเลย         ลองเถิดครับ เพียงไม่นานเลย เมื่อคุณมีกล้ามจิตขึ้นเมื่อไหร่ คุณจะรู้เลยว่านี่เป็นงานที่คุ้มค่ามาก ฝึกกล้ามเจอโจรในชีวิตจริงเรามีแรงป้องกันตัวได้ ฝึกกล้ามจิต เจอกิเลสในชีวิตจริง เราจะได้มีแรงต้านไม่ทำร้ายตัวเราเองได้เช่นกัน มาออกกำลังจิตกันครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *