ยุทธศาสตร์ชาวพุทธ

ผมนั้นแสนจะภูมิใจกับความเป็นวิศวกร แต่มิใช่เพราะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่มากกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับวิชาชีพอื่น หรือมิใช่เพราะความยอมรับนับถือในความรู้ที่สังคมมักมีค่านิยมในด้านบวกกับผู้ที่สามารถเข้าเรียนในคณะนี้ได้ แต่ภูมิใจกับการเป็น “ผู้สร้าง” สังคมในด้านต่าง ๆ ของวิศกรหลากรุ่นที่ผ่านมา แม้คนจำนวนมากจะคิดว่าสิ่งที่วิศวกรนั้นสร้างคือตึก แต่แท้จริงแล้ว “ระบบคิด” แบบวิศวนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้สร้างได้กระทั่งสิ่งที่เป็น “นามธรรม” อย่างเรื่องการสร้างระบบบริหาร ระบบการจัดการหรือแม้แต่ “ระบบสังคม” มีนายช่างอาวุโสจำนวนมากที่สร้างคุณประโยชน์มากมายให้แก่ประเทศชาติจนได้รับความยอมรับในระดับสากล “ข้อคิดจากศิษย์เก่า” ฉบับนี้ ศิษย์เก่าอย่างผมก็ต้องขอแสดงความยินดี ชื่นชม และขอขอบคุณ วิศวกรกิตติคุณอาวุโส ทุกท่านที่ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ของท่านสร้างคุโณปการอย่างใหญ่หลวงให้แก่ประเทศชาติและสังคม นำเกียรติภูมิ และความภาคภูมิใจมาสู่คณะสีเลือดหมูของเรามา ณ โอกาสนี้ด้วย …………………………………………………………………………. เมื่อพูดถึงเรื่องของระบบคิดของมนุษยชาติแล้วก็ทำให้อดตกใจไม่ได้ เพราะว่ากันตามจริงมนุษย์เพิ่งจะมีความรู้ในระดับที่สูงพอจะใช้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตให้มีความสุขกันก็เมื่อประมาณ 2 – 4 พันปีที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งระยะเวลาเพียงเท่านี้เมื่อนำไปเทียบมีกับเวลาการกำเนิดของเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้วต้องนับว่าเป็นเวลาที่แสนสั้น ซึ่งนั่นทำให้น่าตกใจว่ากว่าที่มนุษย์จะมีความสามารถผลิตปัญญาระดับนี้มาได้มนุษย์ใช้เวลาอันมากโข แต่มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้กลับมีแนวโน้มจะละทิ้งปัญญาอันทรงค่านี้ไปอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน ใช้เวลานานแค่ไหนก็ลองนึกย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยแรกเริ่มกำเนิดมนุษย์ดูซิครับ ! จากวิธีคิดสมัย ”ดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm)” มนุษย์ยังไม่มีความรู้ใด ๆ อยู่กันด้วยสัญชาตญาณ สังคมเต็มไปด้วยความกลัวต่อสิ่งไม่รู้ที่เรียกว่ายุคกลีภพ หรือ Chaos จากจุดนั้นมนุษย์ได้ค่อย ๆ เริ่มสะสมความรู้จนเริ่มคิดถึงหลักการให้พอจะมีสิ่งให้ยึดที่แม้จะยังมีความคลอนแคลนอยู่มากแต่ก็เริ่มจะลงหลักปักฐานทางความรู้ได้บ้างอันเป็นการก้าวเข้าสู่สมัยกระบวนทรรศน์ที่เรียกว่า “ยุคโบราณ (Anceint Paradigm)” ที่ก็ต้องใช้เวลาต้องใช้เวลากว่าแสนปีกว่าจะเริ่มมีมนุษย์ที่กล้าคิดถึงเรื่องของความจริงแท้ มีการหาความหมายของความดี ความจริง จริยธรรม คุณธรรม มีมนุษย์คนแรกอย่าง ธาเลส ที่กล้าจะคิดและกล่าวออกมาท่ามกลางผู้คนทั้งโลกที่อิงความเชื่ออยู่กับสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติว่าสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นเกิดจากธาตุมูลฐานคือน้ำ ซึ่งแม้ความเชื่อของเขาอาจยังไม่ถูกต้องแต่ก็ต้องนับเป็นผู้กล้าหาญพามนุษย์ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งปัญญาในเวลาต่อมา ถัดจากนั้นถึงมีนักปราชญ์ที่ความรู้ของพวกท่านยังคงใช้เป็นฐานในการพัฒนาความรู้ในปัจจุบันอย่าง โสเครติส โพลโต หรืออริสโตเติล มีการก่อตั้งสำนักศึกษาความรู้ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของโลกที่เรียก Academy จนคำนี้ใช้แทนการศึกษามาทุกวันนี้ มีตำราทางด้านปรัชญา ด้านจริยธรรม ด้านจิตไปจนถึงด้านการเมือง การปกครองที่แม้ทุกวันนี้ก็ยังถูกนำมาเป็นแนวทางในการบริหารบ้านเมืองได้อยู่ ความรู้ในยุคนั้นลุ่มลึกกว้างขวางไม่มีขอบเขตทางสมมติ ตัวอย่างก็เช่นการตอบคำถามของโสเครติสที่ถูกถามว่า “ท่านมาจากที่ใด?” แต่แทนที่โสเครติสจะตอบชื่อดินแดนหรือประเทศของตน เขากลับตอบว่า “ฉันมาจากโลก” คำตอบสั้น ๆ ที่สามารถกระตุกต่อมแห่งจริยธรรมของมนุษย์เช่นนี้ฟังแล้วก็ได้แต่นึกว่าสมแล้วกับการที่เขาได้รับความยอมรับว่าเป็นนักปราชญ์ระดับโลก ด้วยคำตอบเพียงไม่กี่คำแต่สามารถสร้างความสั่นสะเทือนในใจคนฟังได้อย่างมหาศาล ว่าความรู้จะก้าวล้ำเพียงใดแต่หากไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติทั้งปวง ยังจำกัด ยังมีเส้นแบ่งทางเชื้อชาติ ภาษา ยังจำกัดอยู่เพียงแค่ประโยชน์ตน และประโยชน์พวกพ้องอยู่ ความรู้นั้นก็แทบจะไร้ค่า ปัญญาของมนุษย์เคยมาถึงระดับนี้แล้ว แต่นั่นยังไม่สูงสุดเพราะจากปรัชญามนุษย์เดินทางต่อมาจนพัฒนาเข้าสู่ยุครุ่งเรืองสุดขีดที่เรียกว่า “ยุคกลาง (Medieval Paradigm)” มนุษย์เริ่มมีศาสนาในยึดเหนี่ยว ให้เป็นที่พึ่ง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตทีดีงามให้มนุษย์ได้ประโยชน์จากการเกิดมามีชีวิตกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ มีศาสนาเกิดขึ้นมากมายตั้งแต่ พรามหณ์ โซโรอัสเตอร์ เต๋า ขงจื้อ เชน พุทธ คริสต์ อิสลาม มาจนถึงบาไฮ ทั้งหมดนี้เพิ่งถือกำเนิดขึ้นไม่กี่พันปีก่อนไว้นี้เอง ! หากสรุปเป็นตัวเลขกลม ๆ ง่าย ๆ อาจสรุปได้ว่ามนุษย์ใช้เวลานับแสนปีเพื่อพัฒนาปัญญาจนมีความรู้สูงสุดคือศาสนา แต่มนุษย์ใช้เวลาต่อมาอีกไม่กี่พันปีเพื่อละเลยปัญญาความรู้สูงสุดนี้ไป ไม่ต้องดูอื่นไกลให้ไกลตัว ใกล้ ๆ คือสังคมไทยของเราเองที่ส่วนมากบอกนับถือศาสนาพุทธนั้น ก็เหมือนจะเหลือแต่เพียงพุทธตามรูปแบบ พุทธเพียงพิธีกรรมไปเสียแล้ว แก่นที่ควรยึดคือแนวทางการใช้ชีวิตที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้ถูกละเลยไปเสียมาก แม้แต่หมวดธรรมพื้นฐานอย่าง ศีล 5 เราก็ละเลยที่จะถือให้ครบกันไม่น้อยแล้ว หลายคนของดบางข้อ (หรือหลายข้อ) ในบางเวลา (หรือหลายเวลา) และที่สำคัญยิ่งกว่าคือเรากำลังละเลยต่อนโยบายหลักที่พระองค์มอบไว้ให้เหล่าพระสาวกเป็นนโยบายแรกของพระพุทธศาสนาเมื่อวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 เมื่อ 2604 ปีก่อนคือ โอวาทปาติโมกข์ ละชั่ว – ทำดี – ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เราเริ่มที่จะละเลยนโยบายบางข้อของพระองค์ไป เราเริ่มที่จะยอมรับการทำดีโดยไม่ต้องละชั่วจนสะท้อนออกมาเป็นผลโพลอัปยศ “ทุจริตได้ถ้าทำประโยชน์” เรายอมรับกับการนำภาษีจากของบาปเหล้า เบียร์ บุหรี่มาใช้ทำความดี เรายอมรับเงินจากการพนันมาใช้พัฒนาการศึกษา เหล่านี้ใช่การละเลยนโยบายหลักของแนวทางพุทธของชาวพุทธหรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดการสั่นคลอนจากรากอันอาจเดินไปสู่ความล่มสลายของสังคมได้ในที่สุด มิใช่เพราะแนวทางพุทธไม่เหมาะสมกับยุคสมัยแต่เป็นชาวพุทธเองที่ไม่น้อมนำนโยบายสำคัญมาเป็นแนวทางในการทำงานของตนอย่างครบถ้วน “อินทาเนีย” ฉบับนี้เพิ่งผ่านพ้นวันที่พระพุทธองค์ทรงประทานนโยบายหลักนี้ให้แก่สมาชิกขององค์กรคือพระอรหัตสาวก 1250 รูปได้นำไปใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรพุทธมาไม่นาน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระปัญญาธิคุณ ผู้เขียนขอทำหน้าที่พุทธสาวกน้อมนำคาถาโอวาทปาติโมกข์ทั้ง 3 ส่วน มาย้ำเตือนชาวพุทธด้วยกันฉันกัลยาณมิตรเพื่อที่จะได้ไม่เสียดายว่าใช้ประโยชน์จากความเหนื่อยยากของพระองค์ได้ไม่เต็มที่ ทั้ง 3 ส่วน ได้แก่ อุดมการณ์ 4 ของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย 1. ความอดทน อดกลั้น 2. การมุ่งปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน 3. การไม่ทำร้ายผู้อื่น 4. การไม่เบียดเบียนให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ หลักการ 3 ของพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย 1. การละความชั่วทั้งปวง 2. การกระทำความดีให้ถึงพร้อม 3. การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว วิธีการ 6 ในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย 1.การไม่กล่าวร้ายผู้อื่น 2.การไม่ทำร้ายผู้อื่น 3.ความสำรวมในพระวินัย 4.ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค 5.ความสงัดในการนอน 6.ความเพียรพัฒนาทางจิต จำได้ว่าสมัยหนึ่งนิสิตวิศวเมื่อจบแล้วมักนิยมไปต่อบริหาร MBA กัน ไปศึกษาเรื่อง ปรัชญา วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ กิจกรรม ไปเรียนเรื่อง POSCoRB ไปพัฒนา KPI BSC PDCA พอมาเห็นพุทธโอวาทนี้แล้วรู้สึกถึงความเป็นอกาลิโกอยู่เหนือกาลเวลาในคำสอนของพระพุทธองค์จริง ๆ หลังจากที่พระองค์ทรงตั้งปณิธานในการเผยแผ่พระศาสนาแล้วก็ได้ทรงมองทั้งพันธกิจ ระบุวัตถุประสงค์ ให้เแนวทางหลัก พร้อมวางกลยุทธ์ไว้ผู้บริหารองค์กรอย่างให้พร้อมสรรพ ยิ่งอ่านพระสูตรอื่น ๆ จะพบยุทธวิธีในแต่ละแผนงานให้ได้นำไปใช้กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลด้วย ไม่เชื่อลองอ่านพระไตรปิฏกดูซิครับ แล้วคุณจะพบกับการออกแบบองค์กร การวางระบบบริหาร การกำหนดยุทธศาสตร์ที่เหมาะกับบริบทแวดล้อม มีแผนงานทั้งระยะสั้น ระยะยาว แผนประจำ แผนเฉพาะกิจ มีตัวชี้วัดประเมินผลที่วัดได้ตรงวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงให้ผู้ปฏิบัติได้ตรวจสอบ มีการประเมินเพื่อพัฒนา จนนักบริหารจำนวนมากที่ผ่าน MBA มาอย่างโชกโชนยังต้องน้อมนำมาใช้เป็นหลักบริหารแทนตำราจากเมืองนอก ลองศึกษาดูครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *