Fantastic 4

        สมัยเด็ก ๆ Super hero ของคุณคือการ์ตูนตัวไหนครับ         สำหรับผมก็มี Superman นั่นล่ะครับที่เป็นการ์ตูนตัวโปรด ชอบที่บินได้ แรงเยอะ และมีตาวิเศษ คุณสมบัติที่มักจะนำมาจำลองเล่นกันในหมู่เพื่อน แต่ถ้ามากันแบบเป็นทีมก็ชอบทีม Fantastic 4 ที่ตัวละครแต่ละตัวที่มีความสามารถต่างกัน หัวหน้าทีมตัวจะยืดหยุ่น มีแฟนเป็นผู้หญิงที่โปร่งแสงล่องหนได้ ที่มีน้องเป็นมนุษย์เพลิงกับอีกหนึ่งลูกทีมตัวเป็นหินมีแรงมหาศาล         คิดเล่น ๆ ว่าคนแต่งอาจได้แรงบันดาลมาจากธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟก็เป็นได้ ตัวที่เป็นหินสื่อถึงความแข็งของธาตุดิน หัวหน้าที่ตัวยืดได้ไม่จำกัดก็เหมือนธาตุน้ำที่แปรรูปไหลไปได้ทั่ว ผู้หญิงที่ล่องหนได้ก็เหมือนธาตุลมที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง ส่วนตัวลุกเป็นไฟได้ก็คือธาตุไฟ ส่วนคนแต่งจะได้แรงบันดาลใจมาจากธาตุทั้ง 4 นี้หรือไม่ผมก็ไม่ทราบแต่พอคิดถึงเรื่องดิน น้ำ ไฟ ลมนี้แล้วกลับทำให้เกิดความรู้สึกพิเศษบางประการ นั่นก็คือความรู้สึกทึ่งในความรู้ของคนรุ่นเก่าที่ค้นพบธาตุพื้นฐานทั้ง 4 นี้มานานมาก ๆ ตั้งแต่สมัยเครื่องมือ ความรู้ต่าง ๆ ยังมีจำกัด ยังไม่กว้างขวางดั่งทุกวันนี้         นานแค่ไหนก็ต้องย้อนไปกว่า 2000 ปีก่อนตั้งแต่สมัยนักปราชญ์ชื่อธาเลส (Thales 640-546 BC) กล้าระบุว่าน้ำเป็นปฐมธาตุแห่งสิ่งทั้งปวงอันนับเป็นความกล้าหาญทางการศึกษาอย่างยิ่งเพราะสมัยที่คนทั้งโลกเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปตามอำนาจจากเบื้องบนไร้กฎเกณฑ์ที่เรียก Chaos นั้นธาเลสกลับอาจหาญออกมากล่าวว่าจักรวาลนี้มีกฎที่เรียกว่า Cosmos และความกล้านั้นเองที่ได้ส่งต่อการศึกษาไปสู่ความรู้ที่พัฒนาต่อยอดขึ้น เช่น อแน็กซิแมนเดอร์ (Anaximander 611 – 547 BC) ที่เชื่อว่าธาตุพื้นฐานนั้นเป็น “สสารที่ปราศจากรูป” เป็นสิ่งถาวรตลอดไป ซึ่งแม้จะฟังแล้วแปลกคือเป็นสสารแต่กลับไม่มีรูป แต่ก็ต้องยอมรับว่าการคิดของ อแน็กซิแมนเดอร์นี้เป็นการพาปรัชญาให้เดินหน้าต่อ ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเริ่มต้นของธาเลส จากนั้นก็มีนักปรัชญาอย่าง อแน็กซิมีนิชส (Anaximenies 588 – 524 BC) ที่เชื่อว่าธาตุพื้นฐานนั้นคือ “อากาศ” ที่เคลื่อนตัวไปอย่างไม่จำกัดใน 2 ลักษณะ คือ ขยายตัวที่ทำให้เกิดความร้อน กลายเป็นไฟ และเป็นดวงดาว ขณะที่อีกลักษณะคือการอัดตัวที่ทำให้เกิดความเย็น กลายเป็นน้ำ แล้วเป็นของแข็ง ซึ่งเชื่อว่าแนวคิดนี้เกิดจากการสังเกตถึงลมหายใจที่เป็นเหมือนชีวิตของสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืช         นอกจากนี้ยังมี เฮราคลิตุส (Heraclitus 535 – 475 BC) ที่เชื่อว่าปฐมธาตุของทุกสรรพสิ่งคือ “ไฟ” ที่จะแปลงเป็น ลม น้ำ และดินในขาขึ้น และแปลงจากดินเป็นน้ำ ลมและสุดท้ายคือกลับมาไฟในขาลง (ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี, 2543)         ส่วน เอ็มพีโดคลีส (Empedocles 495 – 435 BC) เห็นว่าปฐมธาตุนั้นมิได้มีเพียงหนึ่งแต่เป็นทั้ง 4 ธาตุหลักคือ ดิน น้ำ ลม และไฟที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือเอ็มพีโดคลีสมีการกล่าวถึงสิ่งที่เป็นนามธรรมคือ ความรัก และความเกลียดว่าเป็นตัวประสาน และตัวทำลายแรงยึดเหนี่ยวของธาตุทั้ง 4 นี้ นอกจากนี้ เอ็มพีโดคลีสยังมองว่า ความตาย คือ ความต่อเนื่องของชีวิต หรือมีลักษณะเป็นวงจรที่ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด ความตายของสิ่งหนึ่งก่อให้เกิดสิ่งใหม่ เมื่อชีวิตหนึ่งตายอีกชีวิตก็เกิดใหม่เป็นเการสร้างดุลยภาพให้แก่โลก อย่างไรก็ตามสิ่งที่เอ็มพีโดคลีสเสนอไว้นั้นไม่เหมือนกับการเวียนว่าย ตายเกิด (Reincarnation) ในพระพุทธศาสนา เพราะไม่ได้มีต้นเหตุมาจากกรรม (พยงศักดิ์ เตียรณสกุล, 2555)         ยังมีนักปรัชญาสายสสารนิยมอีกคนที่ควรกล่าวถึงนั่นคือเดโมคริตุส (Democritus 460 – 360 BC) ที่กล่าวว่าปฐมธาตุนั้นเรียกว่าอะตอม หรือปรมาณู คือหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดที่ไม่อาจแยกต่อไปได้อีกแล้ว คุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ นั้นไม่ได้เกิดจากความแตกต่างในคุณสมบัติของอะตอม แต่เกิดจากความแตกต่างของจำนวน และแรงยึดเหนี่ยวของอะตอม แนวคิดนี้น่าสนใจเพราะเป็นการย้ำภาพการเคลื่อนของความรู้จากยุคดึกดำบรรพ์ที่มนุษย์สนใจแต่เรื่องนอกตัวที่มองไม่เห็น แล้วค่อยย้อนลึกกลับมาเป็นเรื่องของสสารจนถึงเดโมคริตุสนี้ที่เจาะลึกตัวสสารไปจนถึงหน่วยย่อยที่ไม่อาจแยกได้อีก ทำให้การพัฒนาความรู้ของมนุษย์ถูกยกระดับไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับนามธรรมที่เรียกว่า จิตนิยม         วิวัฒนาการการเคลื่อนที่แห่งความรู้ของมนุษยชาตินั้นน่าสนใจยิ่ง แต่คงต้องขอยกยอดนำมาเล่าถึงในจังหวะอันควรต่อไป เพราะฉบับนี้นอกจากตั้งใจแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของปราชญ์โบราณเกี่ยวกับธาตุทั้ง 4 แล้วก็อยากนำเสนออีก 4 พลังจากมหาศาสดาเอกของโลก เป็นพลังในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนนั่นคือพลังที่เรียกว่า “อิทธิบาท 4” อันประกอบด้วย         1. ฉันทะ คือ ความรักงาน-พอใจกับงาน ข้อนี้สำคัญเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนทั้งหมดหากเราไม่รักงานเสียแล้ว การทำนั้นย่อมทำไปเพราะถูกบังคับ เป็นการฝืนใจ จะหวังให้งานออกมาดีย่อมยาก (ข้อเสนอแนะคือการเลือกงานที่มีคุณค่าต่อผู้อื่นจะทำมีความพึงใจได้มากกว่าเพราะผลของงานนั้นจะก่อให้เกิดการตระหนักรู้คุณค่าในตนเอง)         2. วิริยะ คือ ขยันหมั่นเพียรกับงาน หลายคนมีปัญหานี้แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าต้นตอก็มาจากข้อแรก คือความพึงใจนั่นเอง หากมีใจรักในตัวงานย่อมมีความขยันที่จะทำแม้จะเหนื่อยยากเพียงใดเช่น เด็ก ๆ รักฟุตบอลจึงมีความขยันซ้อมจะให้วิ่งกี่รอบสนามก็วิ่งได้ แต่หากเริ่มผิดไม่รักงานหวังเพียงผลของงานนั้นเช่นหวังเพียงรายได้มาก ๆ กำไรเยอะ ๆ ก็จะเป็นการฝืนทำ ความเพียร ความมุ่งมั่นจึงเกิดขึ้นได้ขาก         3. จิตตะ คือ ความมุ่งมั่น หรืออีกนัย ก็คือ การมีสมาธิทุ่มเทให้กับการงานนั้น ข้อนี้ก็เช่นกันหากเรารักสิ่งที่ทำเราย่อมใส่ใจเป็นพิเศษ ความตั้งอกตั้งใจนี้ก็จะทำให้เราจดจ่อไม่แบ่งพลังไปเสียกับสิ่งเร้าอื่น งานนั้นย่อมออกมามีประสิทธิภาพได้เต็มที่ ตัวอย่างเดิมเช่นเด็กรักฟุตบอลเมื่อซ้อมเตะลูกนิ่งเด็กนั้นย่อมจดจ่ออยู่กับการเตะนั้น แต่หากเป็นเด็กที่ไม่ชอบกีฬาแต่ถูกบังคับให้เล่นก็จะเตะ ๆ ให้ลูกบอลพ้นไปเท่านั้น เผลอ ๆ อาจสะดุดขาตัวเองล้มเอาด้วย         4. วิมังสา คือ การพินิจพิเคราะห์ การสำรวจตรวจสอบงานที่ทำไปแล้วเมื่อทำแล้วผลเป็นเช่นไรก็นำมาใคร่ครวญพัฒนา แก้ไขให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นเท่ากับเป็นการประเมินผลและมองไปข้างหน้าอยู่ตลอด ตัวอย่างเดิมอีกครั้ง เด็กที่รักฟุตบอลเมื่อซ้อมเตะลูกนิ่งไปแล้วย่อมนำผลมาคิดต่อว่าจะต้องวางเท้าอย่างไร จะต้องสัมผัสลูก ส่งแรงแบบไหนให้ลูกโค้งได้มากกว่านี้ แรงขึ้นกว่านี้ ขณะที่เด็กที่ไม่มีใจเตะเสร็จก็คือจบคิดแต่เรื่องไปดูหนัง ไปเที่ยวต่อ         ข้างต้นคือเนื้อหาโดยย่อ ที่น่าทราบต่อเพื่อความมั่นใจในการนำหลักนี้ไปใช้ก็คือเหตุที่ทำให้อิทธิบาท 4 นี้สามารถรับประกันความสำเร็จของผู้นำไปปฏิบัติได้อย่างแน่นอนก็ด้วยเพราะ “กลไก” ของการกระทำทั้ง 4 นี้ที่ไม่ได้เป็น 4 การกระทำต่างหากจากกันแต่เป็น 4 การกระทำที่เนื่องกัน เป็นเหตุ เป็นปัจจัยส่งผลต่อกันเป็นลำดับ และที่สำคัญคือการส่งพลังต่อกันนี้เป็นไปในลักษณะของวงจรคือมีปัจจัยป้อนกลับย้อนมาขับเคลื่อนต้นทางอีกครั้ง เป็นลูป (Loop) และนั่นหมายถึงการประกันความสำเร็จได้ในทุกระดับ         ขยายความให้เห็นภาพโดยขอเริ่มจากการเริ่มที่ต่างกันเสียก่อนนั่นคือการเริ่มโดยอิทธิบาทนั้นจะเริ่มด้วย “ฉันทะ” หรือความพึงใจในงาน มีความสุขทุกขณะที่ทำงาน ซึ่งต่างจากการเริ่มของคนจำนวนไม่น้อยที่หากจะจำกัดความด้วยภาษาบาลีอาจต้องเรียกว่าเริ่มด้วย “ตัณหา” คือความอยากได้เฉพาะผลของงาน ที่หากมองในแง่ความสุขก็จะมีความสุขแค่ขณะที่ได้รับผลอย่างเช่นสุขเฉพาะในวันเงินเดือนออก หรือสุขเฉพาะในวันที่ได้เลื่อนตำแหน่ง ซึ่งเมื่อไม่มีใจรักงานรอแต่รับผลแล้วย่อมไม่อยากทำงานหรือขี้เกียจทำงาน ไม่มีความมุ่งมั่นทำด้วยใจที่ลอยไปสู่อนาคตไม่มีสมาธิในการทำงาน ไม่ต้องพูดถึงการคิดจะพัฒนางานกันเลย         ขณะที่ในวงจรของิทธิบาทเมื่อใจรักย่อมขยันและจดจ่อมีสมาธิในงาน ทำเสร็จก็มุ่งใคร่ครวญผลนั้นหาวิธีทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นส่งให้ผลย่อมออกมาดี เมื่อผลออกมาดีเราย่อมภูมิใจ เมื่อภูมิใจเราย่อมอยากที่จะทำต่ออีก คือ มีฉันทะเพิ่มอีก เมื่อชอบที่จะทำความขยัน ความทุ่มเทการคอยคิดพัฒนาย่อมตามมา หมุนวนเป็นวงรอบแห่งความสำเร็จที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างแน่นอน         ดั่งนี้แล้วจึงเห็นว่าหลัก อิทธิบาท 4 นี้เหมาะสมที่จะนำมาฝากให้นายช่างทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่กำลังอยู่ในกระแส Start Up ได้ยึดไว้ใช้ในการสร้างตนสู่ความสำเร็จ หาก Fantastic 4 เป็นผู้พิทักษ์โลก อิทธิบาท 4 นี้ย่อมเป็นผู้พิชิตโลก ! บรรณานุกรม ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (2543). ปรัชญาโลกตะวันตก. กรุงเทพฯ : มหาบัณฑิตสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย. พยงศักดิ์ เตียรณสกุล (2555). เมื่อความรักพบความรู้(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 14 กรกฎาคม 2559 จาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *