4 อ. – 5 ห.

        ลมหนาวโชยมาแล้ว ! ระวังสุขภาพกันด้วยนะครับ หาเสื้อหนา ๆ มาใส่ตัว หาผ้านุ่ม ๆ มาพันคอกันสักนิดป้องกันไว้ก่อน จะได้เที่ยวพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ หยุดกันยาว ๆ นี้ได้อย่างเต็มที่ เรื่องทางกายนี้หากไม่ประมาทก็พอจะป้องกันได้ เพราะเรารู้ฤดูว่าช่วงไหนจะมีฝน ช่วงไหนอากาศจะเปลี่ยน รู้สภาพสังขารตัวเอง (ถ้าไม่หลอกตัวเอง) ว่าร่างกายเราแข็งแรง อ่อนแอเพียงใด พอจะมีภูมิต้านความเจ็บป่วยได้แค่ไหน แต่กับเรื่องทางใจนี่ป้องกันอยากมาก !         อารมณ์ของใจไม่มีฤดูกาล มีแต่ความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลาหากใครประมาทไม่เตรียมการณ์ป้องกันใจของตนไว้เป็นต้องได้รับความเจ็บป่วยจากโรคทางใจอย่างแน่นอน ประมาทเมื่อไหร่ก็ป่วยเมื่อนั้น ประมาทน้อยและสั้นก็เจ็บเล็กน้อย พักฟื้นชั่วครู่ก็พอทุเลา ประมาทมากและนานก็เจ็บเจียนตาย หรือถึงตายกันได้เลย จะพักฟื้นเยียวยาแค่ไหนก็อาจจะกลับมาหายเป็นปกติได้ลำบาก หรือยากมาก         เมื่อพูดถึงคำว่า “ปกติ” แล้วทำให้อดนึกน้อยใจแทนความปกติ นี้ไม่ได้ที่คนมักไม่ค่อยให้ความสำคัญกับมันเท่าที่ควร อาจเป็นเพราะความปกตินี้เป็นสิ่งที่ไม่ต้องดิ้นรนเสียเงิน เสียทองไปแสวงหาแค่เพียงปฏิบัติไปตามหน้าที่ที่ธรรมชาติมอบให้มา ความปกตินี้ก็จะเกิด นั่นเลยทำให้คนจำนวนมากไม่เห็นค่า ต้องรอจนมันจากไปแล้วถึงได้สำนึกดั่งวลีที่ว่า         “เรามักไม่รู้ค่าของสิ่งที่มีอยู่จนกระทั่งสูญเสียมันไป”         ตัวอย่างเช่น ร่างกายของเราเองที่อดีตเราใช้ทำการ ทำงานให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ร่างกายนั้นจึงแข็งแรงเป็นปกติ แต่ปัจจุบันเรามาใช้ร่างกายให้ผิดฝืนไปจากธรรมชาติความปกติของร่างกายนั้นก็จะหายไปกลายเป็นความอ่อนแอ เจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ เข้ามาแทนที่         อดีตเราเคยหาเลี้ยงชีพสอดคล้องกับธรรมชาติด้วยการเพาะปลูกทำการเกษตรที่เรียกยุค “เกษตรกรรม” หรือจะเรียกให้เก๋ว่ายุคเกิดมาเพื่อรับ “เศษ” ของ “กรรม” ก็ได้ แต่ด้วยความหลงผิดเราก็พาตัวเองเข้าสู่ยุค “อุตสาหกรรม” หรือจะเรียกแบบไม่เก๋ว่ายุค “อุตส่าห์ – หา – กรรม” ทำให้ร่างกายจากเคยอยู่กับ “อากาศ” อันบริสุทธิ์ ได้ “ออกกำลัง” พร้อมไปกับการเพาะปลูก มี “อารมณ์” ที่สบายไม่เร่งรีบ เสร็จงานก็ได้กิน “อาหาร” ที่เป็นประโยชน์ปลอดสารพิษ ที่หากมองตามหลัก สุขภาพดี 4 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ และออกกำลัง ดั่งที่ใช้เป็นเกณฑ์ในปัจจุบัน ก็พูดได้ว่ายุคนั้นเรามีทั้ง 4 อ.นี้ครบถ้วนแล้ว         แต่พอเราไปหากรรมด้วยการย้ายจากการสูดอากาศเปิดของไร่นากลางทุ่งไปสูดอากาศพิษในห้องทำงานติดแอร์ ไปนั่งทำงานหน้าคอมฯร่างกายไม่ได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวให้ได้เหงื่อ ทั้งยังเอาแต่คิดเครียดคำนวณวางแผนกำไรขาดทุนด้วยความละโมบโลภมากให้ได้เงินมาให้ทันจ่ายดอกเบี้ย ก็เลยต้องกินแต่อาหารจังก์ที่บ่อนทำลายสุขภาพให้ฟาสต์ทันเวลา นั่นก็คือเราไปหากรรมทำร้ายร่างกายจนตกเกณฑ์ทั้ง 4 อ.         และที่น่าขำยิ่งขึ้นคือสุดท้ายเราต้องเอาเงินที่หาได้มาพาร่างไปหาโอโซนอันบริสุทธิ์ที่รีสอร์ตหรูราคาแพงสูด ไปจ่ายแพง ๆ เพื่อกินอาหารออร์แกนิกปลอดสาร ไปเสียเงินไม่น้อยเพื่อเข้ายิมออกกำลังให้เสียเหงื่อ และต้องไปหาจิตแพทย์เพื่อให้มาบำบัดอารมณ์เครียด จนสุดท้ายเงินที่หามาจากการใช้ร่างกายผิดปกติก็ต้องเอามาใช้เพื่อนำร่างกายกลับสู่ความปกติ เช่นนี้แล้วจะไม่น่าตลกได้อย่างไรครับ นั่นเป็นความปกติของร่างกายในเชิงของความแข็งแรง แต่ยังมีความปกติอีกประการที่สำคัญกว่าที่เราต้องรักษากันไว้ให้ได้นั่นคือความปกติของการใช้ร่างกายของเรานี้ไม่ให้ไปเบียดเบียนตนเองและสังคม หากขาดความปกติชนิดนี้แล้วผลร้ายจะยิ่งไปกว่าร่างกายที่ทรุดโทรมเพราะมันหมายถึงการ ขาดคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ กันทีเดียว         เกณฑ์ความแข็งแรงของร่างกายมีเกณฑ์สุขภาพดี 4 อ. เกณฑ์ความปกติของการใช้ชีวิตของมนุษย์นี้ก็มีเกณฑ์ 5 ห. หรือ 5 ห้ามที่ประกอบด้วย ห้ามการฆ่าทำร้ายร่างกายกัน ห้ามลักทรัพย์สิน ขโมยของกัน ห้ามผิดลูกเมียกัน ห้ามโกหกหลอกลวงเพื่อผลประโยชน์กัน และห้ามทำให้ตัวเองขาดสติด้วยสุราเมรัย 5 ห้ามหรือก็คือ ศีล 5 ที่เรารู้จักดีนี่ล่ะครับคือเครื่องรักษาความปกติของเราเอาไว้อันหมายถึงการรักษาคุณสมบัติความเป็นมนุษย์ของเราไว้ด้วย หากละเมิดข้อห้ามเมื่อใดก็สิ้นสภาพ (ใจ) ของความเป็นมนุษย์ที่เป็นสัตว์ประเสริฐเหลือเพียงสภาพ (ใจ) ที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน (หรือต่ำกว่า) เท่านั้น หากตรองดูก็คงจะเห็นตามกันได้ไม่ยากว่ามันต้องใช้ความเบี่ยงเบนทางใจกันมากทีเดียวในการที่ใครจะไปปลิดชีวิตอื่น ไปช่วงชิงสิ่งมีค่าของผู้อื่น ไปพรากศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของคนอื่น หรือแม้แต่ไปโกหกปลิ้นปล้อนหลอกเอาประโยชน์จากผู้อื่นได้ ดั่งที่เรามักอุทานยามได้เห็นข่าวประเภทนี้ว่า “คนทำนี่ใจมันทำด้วยอะไรเหมือนไม่ใช่มนุษย์มนา” นั่นล่ะครับการก่อเหตุเช่นนั้นกับเพื่อนร่วมโลกจึงเหมือนการทิ้งสภาพของความเป็นมนุษย์ไป         เชื่อว่าทั้ง 4 ข้อแรกนั้นหลายคนคงเห็นตามด้วยแต่ข้อที่ 5 คือการห้ามดื่มน้ำเมาทำลายสตินี่ซิที่อาจมีความตงิดใจกันอยู่ไม่น้อยว่ามันรุนแรงขนาดขาดจากความเป็นมนุษย์เชียวล่ะหรือ ใครที่อาจสงสัยเช่นนี้ก็เพราะอาจจะลืมที่จะนึกไปว่าสติที่ขาดนี่ล่ะที่สามารถทำให้เราทำผิดใน 4 ข้อแรกได้อย่างไร้ซึ่งความยับยั้งชั่งใจ ลำพังแค่ไม่ใส่ใจ จิตใจเราก็พร้อมจะเผลอขาดสติ ไปคิดฟุ้งซ่าน โลภ ละโมบ โกรธแค้นกันจนก่อกรรมทำร้ายกันตลอดอยู่แล้ว การมาจงใจทำลายสติด้วยการมอมเมาจิตของตนด้วยของดอง ของหมัก ของกลั่นเข้าไปอีกโอกาสได้ “ทรานฟอร์ม” แปรสภาพจิตใจให้เบี่ยงเบนจากคนไปเป็นสัตว์กระทำสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ยิ่งมีโอกาสสูงมากยิ่งขึ้นไปอีก “แต่ถ้าไม่มึนสักหน่อย ไม่เคลิ้มสักนิดมันเหมือนไม่ได้ปลดปล่อยนะ มันเกร็ง ๆ ใส่ได้ไม่เต็มที่ ปีใหม่ทั้งทีขอสนุกให้เต็มคราบสักหน่อย” ถ้าคิดเช่นนั้นนอกจากอยากจะให้นึกถึงผลเสียดั่งที่ทราบกันดีแล้วก็อยากจะชวนมาลองมองจากอีกด้านดูด้วย ด้านที่มันมาหลอกว่าการมีสตินี้ไม่สนุก ทำให้ชีวิตไม่มีรสชาติที่นอกจากจะไม่จริงแล้วมันยังกลับกันด้วยซ้ำคือยิ่งเรามีสติมากเท่าใดเราจะยิ่งมีความสุขมากขึ้น ทั้งยังเป็นความสุขที่มีคุณภาพ เป็นสุขที่ปราณีต เบา สบาย ปลอดโปร่งเพราะไม่ตกเป็นทาสของความคิด จะหลับก็หลับสบายไม่ฝันร้าย จะตื่นก็สบายเป็นไทแก่ตัวเอง ไม่มีอาการเมาแฮงค์ให้ต้องมาตามถอนกัน ทั้งยังไม่เปลืองตัว เปลืองสุขภาพ ไม่เสียเวลา ไม่ต้องออกจากบ้านทิ้งครอบครัวไปหาสุขที่สุกนั้น ไม่ต้องเปลืองเงินอันเป็นอนาคตของลูกไปลงขวดที่เมาแล้วก็คายออกกัน ลองตรองกันดูทั้งด้านผลเสียของการขาดสติ และผลดีของการมีสติเถิดครับว่าปีใหม่นี้เราควรจะเลือกฉลองกันทางไหน         และเพื่อให้มีน้ำหนักในการตัดสินใจเพิ่มขึ้นก่อนจากนี้ก็ขอนำโทษของการละเมิดศีลทั้ง 5 ข้อที่ พระพุทธองค์ ตรัสไว้มาย้ำทิ้งท้ายนะครับ ท่านตรัสว่า ปาณาติบาตา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในกำเนิดเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำซึ่งเป็นมนุษย์ กลายเป็นคนอายุสั้น อทินนาทานา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลาย เป็นคนมีทรัพย์วินาศย่อยยับ กาเมสุมิจฉาจารา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุดย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลายเป็นคนถูกจองเวร มุสาวาทา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุดย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์กลายเป็นคนถูกกล่าวตู่ด้วยความเท็จ สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา ที่บุคคลทำจนคุ้น ทำจนเคยตัวทำอยู่เรื่อย ๆ ไป ย่อมเป็นเหตุให้เกิดในนรก ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ในเปรตวิสัย เศษกรรมอย่างเบาที่สุด ย่อมชักให้ผู้ทำ ซึ่งเป็นมนุษย์ กลายเป็นคนบ้า ปีใหม่นี้อยากเป็นคนดีหรือคนบ้าเลือกกันเอาเองนะครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *