เมื่อพูดถึง “เปิดเทอม” ก็มักจะโยงคู่ไปกับการจราจรที่กลับมาจราจลอีกครั้ง ! หลายคนก็วิจารณ์ว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจเริ่มดีบ้าง เป็นเพราะนโยบายรถคันแรกบ้าง เป็นเพราะวินัยจราจรที่ไม่พอเพียงบ้าง ก็ว่ากันตามอัธยาศรัยครับ ส่วนผมเมื่อพูดถึงเปิดเทอมกลับนึกไปถึงเมื่อช่วงต้นปีที่มีข่าวของเด็ก ๆ ที่ทำให้ผู้ใหญ่ตีกัน ถกแย้งเถียงโต้กันทางความคิดออกสื่ออยู่พักใหญ่ นั่นคือเรื่องแนวทางของการให้ “การบ้าน” ที่ผู้ใหญ่โดยตรงอย่างสพฐ.ออกมาบอกว่าต่อนี้ครูควรจะให้การบ้านเด็ก “น้อย” ลง พอข่าวออกก็มีนักวิชาการออกมาโต้กันบางคนสนับสนุนว่าเด็กเรียนมากเกินวัย เครียดจนจะฆ่าตัวตายกันเหมือนประเทศที่เขาเรียกตัวเองว่าเจริญแล้วหลาย ๆ ประเทศอยู่แล้ว ลดการบ้านลงก็น่าจะดี ขณะที่อีกฝ่ายก็ออกมาค้านว่าเรียนขนาดนี้เด็กเรายังออกมาเหมือนจะมีความรู้ความสามารถถดถอยลง ขืนผ่อนปรนมากกว่านี้อีกประเทศเราคงถอยหลังตกคลองเป็นแน่ แต่หากถามผม แม้เกือบทุกเรื่องของการศึกษาภาครัฐฯผมจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่กับเรื่องนี้ผมยกมือทั้งสองข้างเชียร์กันสุด ๆ ไปเลยครับ ไม่ใช่เชียร์ให้ครูให้การบ้านน้อย แต่สนับสนุนให้ครูให้การบ้านแบบบูรณาการ สมัยนี้เรียนสอนกันแบบแยกส่วน ทำให้เด็กไม่สามารถรู้เรื่องใดจริง รู้แค่บางมุม บางมิติ ไม่อาจต่อเป็นภาพใหญ่ได้ ยิ่งเรียน ยิ่งแยกส่วนย่อยจนรู้เพียงเศษเสี้ยวของเรื่องนั้นทำให้ไม่สามารถนำความรู้นั้นออกมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ว่ารู้แบบเจาะลึกไม่ดีนะครับ แต่มันต้องมีทั้งความรู้ที่ลึก และความรู้ที่รอบเพื่อที่จะนำความรู้นั้นมาก่อประโยชน์ได้จริง นักวิทยาศาสตร์ก็รู้ในด้านองค์ประกอบปฏิกริยาเคมี นักอุตสาหกรรมก็รู้เรื่องการนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตสินค้า นักการตลาดก็รู้ด้านการแปรรูป นักสิ่งแวดล้อมก็รู้ด้านแหล่งกำเนิด เมื่อไม่มีคนที่รู้เรื่องน้ำอย่างรอบด้านก็ทำให้ไม่สามารถที่จะจัดการน้ำได้จริงจนทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับน้ำมากมายทั้งน้ำเน่า น้ำเสีย น้ำแพง น้ำไม่พอ ไปถึงที่ยังจำกันได้ดีคือ น้ำท่วม ยกเรื่องน้ำเพราะได้ภาพชัดของการแก้ปัญหาระหว่างผู้ที่รู้ไม่รอบกับผู้ที่รอบรู้ ซึ่งกรณีน้ำนี้ผู้ที่รู้ครบรอบด้านที่สุดก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ “ในหลวง” ของเรานั่นเอง ลองนึกย้อนดูซิครับเมื่อพระองค์ท่านมีพระราชดำริบริหารจัดการน้ำอย่างไร พอนำไปปฏิบัติแล้วก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแค่ไหน ต่างโดยสิ้นเชิงกับบรรดานักวิชาการเฉพาะด้านที่ต่างคน ต่างจัดการน้ำกันไปตามความรู้เฉพาะของตน หรือเทียบอีกอย่างที่เราคุ้นกันคือเปรียบเหมือนคนตาบอดคลำช้าง คนคลำด้านหน้าเจองวงก็ว่าช้างเป็นเหมือนสายยางรดน้ำต้นไม้ คนจับขาก็ว่าช้างเป็นเหมือนท่อนซุง คนจับหางก็ว่าช้างออกอีกทาง ลองนึกซิครับว่าแล้วใครกันที่จะใช้ช้างให้เกิดประโยชน์สูงสุด ย่อมไม่ใช่หนึ่งในสามคนนั้นแน่แต่ต้องเป็นควาญที่เห็นช้างทั้งตัว ทั้งยังรู้นามธรรมคือนิสัยใจคอช้างนั้น ๆ ด้วย ศาสตร์เราทุกวัันนี้สอนเด็ก (หรือผู้ใหญ่) ให้เรียนแยกส่วนแบบเจาะลึกเป็นเรื่องๆ แล้วค่อยมารวมทีมกันทำงาน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่สัมฤทธิ์ผล ยิ่งมองในแง่ความเป็นมนุษย์ก็ยิ่งไม่เหมาะเพราะเหมือนกับจับมนุษย์ที่มีศักยภาพล้นเหลือ มีความทรงภูมิกว่าสัตว์อื่น ๆ มาทำงานแบบเครื่องจักร หรือไลน์ผลิตสินค้าที่เครื่องจักรตัวหนึ่งทำหน้าที่เดียว เท่ากับเป็นการลดทอนศักยภาพความเป็นมนุษย์ลงเหลือเพียงเหมือนเครื่องจักร จะมีน่าดีใจหน่อยก็ตรงมนุษย์เริ่มตระหนักแล้วเลยมาเห่อกระแสการบูรณาการกัน ซึ่งหากจะให้ได้ผลจริงมิต้องเริ่มกันที่ให้ฝึกคิดแบบบูรณาการกันนี้ตั้งแต่เด็กเลย เด็กต้องเรียนว่าไข่เกิดจากอะไร มีสารอาหารอะไร ปรุงอย่างไร ราคาเท่าไหร่ จะตอกไข่ต้องกระเทาะเปลือกตรงไหน เจียวครั้งหนึ่งใช้น้ำมัน เครื่องปรุงป็นเงินเท่าไหร่ หากขายเท่านี้จะได้กำไรหมุนเวียนสะสมเก็บออมอย่างไร คือเรียนเรื่องไข่ในทุกศาสตร์ทั้งวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ฯลฯ มิใช่ไปเรียนเรื่องไข่ทีละวิชาเช่นปัจจุบัน เรียนเช่นนี้ถึงจะสามารถเรียกได้เต็มปากว่าจบ “ปริญญา” เพราะปริญญา มาจาก ”ปริ” ที่แปลว่า “รอบ” บวกกับ “อภิญญา” ที่แปลว่า “ความรู้” รวมกันคือการ ความรู้ที่ครบรอบ มีความรอบรู้และรู้รอบในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ศาสตร์ใด ศาสตร์หนึ่ง แล้วลองนึกดูเองซิครับว่าการเรียนทุกวันนี้สอนให้เรารู้จนรอบไหม หรือรู้แค่มุม ๆ เป็นแท่ง ๆ เหมือนอย่างที่มีคนแซวผู้จบปริญญาตามคำเรียกภาษาอังกฤษว่า ปริญญาตรี Bachelor B.S. มาจาก bullsh.t ปริญญาโท Master MS.มาจาก more the same และปริญญาเอก Ph.D. มาจาก pile higher and deeper สรุปแบบง่าย ๆ คือยิ่งเรียนยิ่งโง่ เราคงไม่อยากให้ลูกเราเป็นเช่นนั้นใช่ไหมครับ งั้นมาช่วยสนับสนุนการเรียนอย่างบูรณาการกันครับ และการสนับสนุนที่ดีก็คือการทำเป็นตัวอย่าง ง่าย ๆ ก็กับเรื่องใกล้ตัวอย่างการใช้จ่ายในบ้านที่เราต้องรู้ให้รอบก่อนซื้อ ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นแต่นักบริโภคตามกระแสไปวัน ๆ อาจไม่ต้องลึกขนาดรู้ว่าสิ่งนั้นทำงานได้อย่างไร แค่เพียงรู้ว่ามันทำอะไร เพื่ออะไร มีประโยชน์อะไร คุ้มค่าแค่ไหน เท่านี้ก็พอจะเรียกว่าบูรณาการแล้วครับ เอ…เปิดด้วยการบ้านเด็ก แต่ทำไมมาลงท้ายที่กระเป๋าผู้ใหญ่ได้นะ !

รู้รอบ..รอบรู้
Search
Popular Posts
Categories
Archives
- พฤษภาคม 2026
- เมษายน 2026
- มีนาคม 2026
- กุมภาพันธ์ 2026
- มกราคม 2026
- ธันวาคม 2025
- พฤศจิกายน 2025
- ตุลาคม 2025
- กันยายน 2025
- สิงหาคม 2025
- กรกฎาคม 2025
- มิถุนายน 2025
- พฤษภาคม 2025
- มีนาคม 2025
- กุมภาพันธ์ 2025
- ธันวาคม 2024
- พฤศจิกายน 2024
- ตุลาคม 2024
- กันยายน 2024
- สิงหาคม 2024
- กรกฎาคม 2024
- มิถุนายน 2024
- พฤษภาคม 2024
- เมษายน 2024
- กุมภาพันธ์ 2024
- มกราคม 2024
- ธันวาคม 2023
- พฤศจิกายน 2023
- ตุลาคม 2023
- กันยายน 2023
- สิงหาคม 2023
- กรกฎาคม 2023
- มิถุนายน 2023
- พฤษภาคม 2023
- เมษายน 2023
- มีนาคม 2023
- มกราคม 2023
- ธันวาคม 2022
- ตุลาคม 2022
- กันยายน 2022
- สิงหาคม 2022
- กรกฎาคม 2022
- มิถุนายน 2022
- พฤษภาคม 2022
- เมษายน 2022
- มีนาคม 2022
- กุมภาพันธ์ 2022
- ธันวาคม 2021
- ตุลาคม 2021
- กันยายน 2021
- สิงหาคม 2021
- กรกฎาคม 2021
- มิถุนายน 2021






ใส่ความเห็น