ดิน น้ำ ไฟ ลม

        ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นการแจกแจงธาตุในแบบศาสตร์โบราณ ต่างจากปัจจุบันที่เรามักคุ้นกับชื่อของธาตุเช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ฯลฯ แต่ไม่ว่าระบบไหนสิ่งที่เหมือนกันคือพื้นฐานของคำว่าธาตุซึ่งหมายถึงหน่วยย่อยที่สุดที่ไม่สามารถแยกแยะต่อได้อีก         แต่เหตุใดถึงได้ต่างกันมากเหลือเกินของเก่าได้เพียง 4 ของใหม่ได้มากมายเกินร้อย ทั้งยังพบเจอธาตุใหม่ ๆ ขึ้นอยู่ตลอด         หากมองมุม “ความนิ่ง” ขององค์ความรู้ก็ต้องบอกว่ายกนี้ศาสตร์สมัยใหม่พ่ายภูมิปัญญาโบราณอย่างสิ้นเชิงเพราะธาตุระบบที่บรรพบุรุษเราใช้มาหลายพันปีนั้น สอนตั้งแต่เริ่มว่ามี 4 ผ่านมาอีกหลายพันปีก็ยังคงเป็น 4 อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง (ไม่กล่าวถึงอีกสองธาตุคืออากาศธาตุอันเป็นธาตุว่างเปล่าเพื่อให้สรรพสิ่งสามารถตั้งอยู่ได้ กับวิญญาณธาตุที่ทำงานในเชิงนามธรรม)         ดิน น้ำ ไฟ ลม นี้เป็นรากฐานของทุกกสรรพสิ่งที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ และครอบคลุมครบทุกการค้นพบใหม่ในอนาคตไว้หมดแล้ว ทั้ง 4 เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน ประกอบกันเข้าเป็นสิ่งต่าง ๆ ด้วยสัดส่วนที่พอเหมาะที่จะเป็นสิ่งนั้น ๆ         มีไฟ อุณหภูมิสูงขึ้นเกิดการสั่นสะเทือน เกิดการเปลี่ยนแปลงในแรงยึดเหนี่ยวจากเหนียวแน่นให้จางคลายลง ทำให้จากเป็นดินซึ่งเป็นของแข็งกลายเป็นน้ำที่เป็นของเหลว จากน้ำกลายเป็นอากาศ เคลื่อนเป็นลม หมุนเวียนกันไป เพื่อให้เกิดสมดุลขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง ๆ         ร่างกายคนก็เช่นกันประกอบด้วยธาตุพื้นฐานสี่อย่างนี้ ทำงานหมุนเวียนกันดย่างสมดุลในภาวะร่างกายปกติ ซึ่งเมื่อธาตุใดเปลี่ยนไป มากไป หรือน้อยไปก็สะท้อนออกมาเป็นโรคภัยไข้เจ็บ การรักษาจึงทำด้วยการปรับสมดุลนั้นให้กลับมา         ฟังง่าย… ง่ายจนคนสมัยใหม่หลายคนไม่ศรัทธา แต่หากมองให้ลึกจะเห็นว่าง่าย ๆ นี่แหละที่แก้ไปถึงต้นตอจริง ๆ ไม่ใช่ไปแก้ตามอาการ หรือบำบัดที่ปลายเหตุ เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาเพราะเป็นธรรมชาติบำบัดที่ค่อย ๆ ปรับสมดุลให้เข้าที่เพื่อจะได้กลับมาสมบูรณ์เช่นเดิม ไม่ด่วนทันใจแบบเคมีบำบัดซึ่งเร็วจริงแต่ก็มีผลค้างเคียง (อันไม่พึงปรารถนา) ตามมาด้วยเช่นกัน         ที่ยกมานี้ก็เพราะรู้สึกภูมิใจกับโอกาสของตนเองเหลือเกินที่ได้เรียนรู้ ศึกษาภูมิปัญญาสูงค่านี้ ทั้งยังเสียดายอยู่ไม่น้อยหากคนรุ่นใหม่จะไม่เห็นค่าและไม่สนใจศึกษากัน ซึ่งจากที่ได้สัมผัสคนที่ละเลยไปนั้น มิใช่เพราะพวกเขาไม่เคารพ ศรัทธา แต่เป็นเพราะเขายังไม่รู้ว่าศาสตร์โบราณนั้นสอนอะไร มีความรู้อะไรให้เข้าไปศึกษาบ้าง นึกออกกันแต่เรื่องของพิธีกรรม จารีต ประเพณีต่าง ๆ ทั้งที่จริงเรามีภูมิปัญญาชั้นเลิศให้ศึกษามากมายที่ทรงค่ามาก         ซี่งเกณฑ์วัดความมีประสิทธิภาพเกณฑ์หนึ่งที่นิยมใช้กันไม่เว้นแม้กับแวดวงวิชาการสมัยใหม่ของทางตะวันตกเองก็คือ “ความง่าย” ในการเข้าใจ และ ”ประสิทธิภาพ” หรือประโยชน์ที่ได้จากทฤษฏี ความรู้นั้น และนี่เองเป็นอีกเครื่องพิสูจน์ถึงความยอดเยี่ยมของบรรพบุรุษเรา ใช้ง่าย และ ได้ประโยชน์         ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่นเรื่องการรักษา อดีตใครป่วยก็เดินเข้าไปไปหาพืช สมุนไพรหลังบ้าน หรือไกลหน่อยก็ในป่ามารักษา ก็ช่วยให้หายป่วยอยู่รอดกันมานับพันปี แต่สมัยใหม่ป่วยต้องไปโรงพยาบาล คลีนิกปิด หมอหยุด ยาหมดก็สาหัสหรือถึงตายได้         หรืออย่างรื่องธาตุที่นำมาเกริ่นกัน ธาตุของวิชาการใหม่ก็มักจะอยู่ในตำรา นำออกมาให้คนศึกษาใช้จริงลำบาก ลองถามแค่เรื่องใกล้ตัวอย่างร่างกายเราประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ใช้ทฤษฏีนี้ก็ต้องนึกกันนานหน่อยและได้คำตอบมาไม่ครบถ้วน อาจได้แค่ชื่อคุ้น ๆ พวก คาร์บอน แคลเซียม เหล็ก แถมนึกได้แล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ใดหากเราไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักวิจัย หรือไม่ได้ทำงานเกี่ยวข้อง         แต่หากใช้วิถีเดิมจากคำถามเดียวกันว่าร่างกายของเราที่นั่งอ่านหนังสืออยู่นี่แหละประกอบด้วยธาตุอะไรบ้าง ทุกคนก็สามารถให้คำตอบได้ สามารถแยกธาตุได้ครบถ้วนไม่ยากเลย         อวัยวะที่แข็ง ๆ เป็นเนื้อ เป็นหนัง ฟัน กระดูกในร่างเราก็คือธาตุดิน และเมื่อมองต่อก็จะพบว่าไม่ต่างจากของแข็งนอกตัวอื่น ๆ หรือดินจริง ๆ พื้นดินที่เราเดินเหยียบอยู่เลย ส่วนขั้นนำทฤฏีไปใช้ให้เกิดปัญญาก็แค่นึกถึงศพถูกฝังก็จะเห็นตามไม่ยากเลยว่าท้ายสุดแล้วดิน (ที่เคยเป็นร่างของเรา) ก็สลายย่อยรวมไปกับดิน (ที่เคยเป็นของนอกร่างกายเรา)         พูดถึงน้ำก็นึกออกว่าในร่างเรามีน้ำเลือด น้ำหนอง น้ำย่อย ที่เมื่อไหลไปรวมกับน้ำในแม่น้ำ น้ำในบ่อ น้ำใต้ดินก็กลืนไปเป็นเนื้อเดียวกัน         พูดถึงลมก็เห็นลมหายใจ ลมในท้อง ในลำไส้ที่เมื่อปล่อยออกมาก็พัดรวมไปกับลมอากาศข้างนอก เป็นลมเดียวกัน อากาศเดียวกัน         พูดถึงไฟ ก็เห็นอุณหภูมิที่แปรเปลี่ยนไปและจะปรับจนเสมอกันยามเราตาย         แค่นึกเพียงนี้เราก็ได้ประโยชน์มหาศาล ไม่เชื่อคุณลองนั่งแยกธาตุในตัวคุณตอนนี้ดูซิครับ อวัยวะแข็ง ๆ ย่อยสลายรวมไปกับดิน ของเหลวทั้งหมดไหลไปรวมกับน้ำ ลมที่พัดไปมาก็พัดไปมาในอากาศ อุณหภูมิร้อนเย็นก็เป็นอุณหภูมิเดียวกัน แล้ว “ตัวเรา” อยู่ไหน เราจะโลภกอบโกยทรัพย์สมบัติให้ใคร เราจะเข่นฆ่าด่าทอคนอื่นให้สะใจไปใย เราจะยังหลงเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่านไปเพื่อประโยชน์ใด แยกธาตุอย่างปราชญ์ จะได้ออกมาซึ่งปัญญาจาก “มรณานุสติ” เช่นนี้ น่าภูมิใจกับภูมิปัญญาของปราชญ์โบราณจริง ๆ มาลองแยกธาตุตัวเองเพื่อปัญญาอันยิ่งกันนะครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *