ESG vs CSR

ESG vs CSR

โลกธุรกิจปัจจุบันจะคุ้นเคยกับตัวย่อ 2 คำนี้ดี โดยเฉพาะอย่ายิ่งคำว่า CSR Corporate Social Responsibility นั้นมีและนิยมกันมานานมากแล้ว จนบางช่วงกลายเป็นการแข่งขันกันระหว่างองค์กรว่าใครจะจัดโครงการ CSR ได้โดนใจกลุ่มเป้าหมายมากกว่ากันซึ่งนั่นมาจากกระแสของคนในสังคมที่เริ่มตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบต่อสังคมที่ผู้ประกอบการธุรกิจควรมี จึงใช้ปัจจัยความรู้สึกว่าสินค้าแบรนด์ไหนรักษ์โลกก็ยินดีที่จะสนับสนุนจนเกิดกลยุทธ์การจัดกิจกรรมเพื่อสังคมนี้มาเป็นกลยุทธ์การตลาดเพื่อหวังจะครองใจผู้บริโภคที่เรียกว่า Marketing3.0 (ปัจจุบันเราอยู่ที่การตลาดยุค 6.0)

แต่ถึงจุดหนึ่งผู้บริโภคก็ได้เห็นถึงความไม่จริง หรืออย่างน้อยคือการไม่เกิดผลเป็นการอนุรักษ์โลกหรือช่วยสังคมได้จริงของหลายกิจกรรม CSR นั้นทำให้ปัจจัยนี้ลดทอนน้ำหนักในการตัดสินใจซื้อไป ซึ่งก็ย้อนกลับมาที่ตัวผู้ประกอบการเองก็เลยไม่เห็นประโยชน์เท่าที่ควรจนกลายเป็นการสักแต่ทำ ๆ ไป จนกระทั่งสังคมเดินมาถึงจุดที่เรียกร้องการกระทำที่ออกมาจากเนื้อแท้ คือเป็นตัวตนขององค์กรจริง ๆ ไม่ใช่สักแต่จัดกิจกรรมเท่านั้น การเกิดขึ้นของ ESG Environment Social Governance จึงกลายมาเป็นชุดความคิดหลักหรือ Mindset ที่องค์กรสมัยใหม่จำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาที่ยืนในตลาดให้ได้ กระแส ESG นี้จึงกลายเป็นกระแสที่ธุรกิจต้องทำเพราะหากละเลยจะไม่สามารถค้าขายได้ หรือที่จริงคือไม่สามารถเริ่มต้นทำธุรกิจได้เลยเพราะไม่อาจจะระดมเงินทุนจากแหล่งใด ๆ ได้ จนเรียกได้ว่า ESG นี้เป็นธรรมนูญหลักของการทำธุรกิจที่พัฒนาต่อแตกออกมาเป็น BCG ที่เป็นประเภท และ SDGs ที่เป็นแนวทาง

ดังนั้นจะเห็นว่าความแตกต่างหลักของ ESG กับ CSR นั้นต่างกันอย่างสุดขั้ว ตัวหนึ่งเป็น Mindset ที่มาจากแก่นใน ขณะที่อีกตัวเป็นเพียงกิจกรรมภายนอก ดังนั้นการจะใช้ประโยชน์จาก ESG/SDGs ได้จึงต้องเริ่มจากการปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริหารที่จะต้องมองว่านี่คือโอกาส เป็นความท้าทายที่จะใช้กระแสหลักของสังคมโลกมาพัฒนาสินค้าหรือบริการของตนให้โดนใจผู้บริโภคที่สุด ไม่ใช่มองว่าเป็นภาระที่ต้องมาลงทุนเพิ่มเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน สร้างความโปร่งใส หรือเปลี่ยนแหล่งรับวัตถุดิบ ฯลฯ เพราะหากมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นภาระผลที่ตามมาก็คือเป็นเพียงเปลือกซึ่งท้ายที่สุดแล้วสังคมย่อมรับรู้โดยเฉพาะในยุคข้อมูลข่าวสารที่การกระทำใด ๆ สามารถกระจายไปสู่วงกว้างได้อย่างรวดร็วและมีอิทธิพลเช่นนี้ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปเป็นการไม่ตอบรับของลูกค้า จนอาจถึงขั้นต่อต้านเลยก็มีให้เห็นกันเนือง ๆ

แต่หากกลับกันคือมองเป็นความท้าทายเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะนวัตกรรมทางความคิดมาเพื่อแก้ไขปัญหานั้น รวมถึงสร้างความเข้าใจกับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มตั้งแต่พนักงาน คู่ค้า ซัพพลายเออร์ ผู้ถือหุ้น รวมถึงสิ่งแวดล้อม ผลที่เกิดขึ้นจริงจะทำให้ต้นทุนลดลงด้วยซ้ำ เช่น ลงทุนพัฒนาการผลิตให้ปลอดมลพิษก็จะไม่ต้องมีต้นทุนในการบำบัด หรือลงทุนสร้างระบบความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้ก็จะลดความสูญเสียจากการทุจริต ฯลฯ

แต่ที่สำคัญที่สุดการทำด้วยทัศนคติที่ถูกต้องแต่ต้นเช่นนี้ผู้บริโภคย่อมรับรู้ได้และตอบแทนมาเป็นการซื้อสินค้า หรือแม้แต่การสรรหาพนักงานเองที่ก็มีงานสำรวจมากมายยืนยันว่าคน GenY นั้นพร้อมจะได้รับเงินเดือนที่น้อยลงหากได้ทำงานกับบริษัทที่มุ่งสู่ความยั่งยืนตามความเชื่อของเขา

จะเห็นได้ว่า ESG นี้เป็นเรื่องสำคัญที่ Must Do ไม่ใช่ Nice to have รีบขยับกันก่อนที่จะไม่มีพื้นที่ในตลาดให้ยืนนะครับ

Dr. Veeranut Rojanaprapa

#SDGs #SDG17 #IDG #IDGs #BCG #BCgovernment #ESG #sustainable #sustainability #sustainabledevelopment #sustainabledevelopmentgoals #innerdevelopment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *