
“Please, Herr Direktor,
they took my mother. Please help me,”
“ได้โปรดค่ะ คุณชินด์เลอร์
พวกเขาพาตัวแม่ฉันไป โปรดช่วยแม่ฉันด้วย”
.
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ มีอยู่จริงและได้รับการบันทึกไว้ในคำให้สัมภาษณ์ของผู้รอดชีวิตจาก Schindler’s List คือเรื่องราวของ Stella Müller-Madej หญิงสาวชาวยิวชาวคราคูฟ ผู้เป็นหนึ่งในเด็กใน “บัญชีของชินด์เลอร์” ซึ่งได้รับการช่วยเหลือจากชินด์เลอร์พร้อมแม่ของเธอ
ในหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอชื่อ “A Girl from Schindler’s List” (ผู้แต่ง: Stella Müller-Madej) มีการบรรยายถึงเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับเรื่องราวที่ปรากฏในภาพยนตร์ของ Steven Spielberg และคำให้สัมภาษณ์กับ USC Shoah Foundation ของมหาวิทยาลัย University of Southern California
.
Stella เล่าว่า แม่ของเธอเกือบถูกส่งตัวจาก Plaszow Concentration Camp ไปยังค่าย Auschwitz และเธอได้ “อ้อนวอน” ชินด์เลอร์ให้ช่วยแม่เธอ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้เข้ารายชื่อในบัญชีแล้ว และกำลังจะถูกโอนย้ายมายัง Brünnlitz โรงงานใหม่ของชินด์เลอร์ที่สร้างขึ้นในสาธารณรัฐเช็กเพื่อเลี่ยงการส่งนักโทษไปยังค่ายตาย
แม่ของ Stella ไม่ได้อยู่ในกลุ่มแรกที่ถูกย้ายและกำลังจะถูกส่งไป Auschwitz จนกระทั่ง Stella ซึ่งเป็นเด็กสาววัยสิบสาม วิ่งไปแจ้งกับ Schindler พร้อมทั้งวิงวอนขอความเมตตา
.
.
วันนั้น ที่บันไดทางขึ้นไปยังห้องทำงานของ Oskar Schindler เด็กผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งขึ้นมาด้วยลมหายใจที่แทบขาด เธอสวมเสื้อผ้าซอมซ่อ ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา และเสียงร้องที่ไม่ใช่แค่การวิงวอน แต่มันคือเสียงของหัวใจที่แตกร้าว
ช่วยแม่ฉันด้วย!
พวกเขากำลังจะส่งแม่ฉันไปที่ Plaszow!
.
Plaszow คือค่ายแรงงานที่กลายเป็นสถานีปลายทางของชาวยิวมากมายก่อนจะถูกส่งไป Auschwitz เส้นทางจาก Plaszow ไป Auschwitz นั้นมีเพียงขาไป
… ไม่มีขากลับ
แม่ของเธอถูกระบุว่า อ่อนแอเกินไปสำหรับการทำงานในโรงงานจึงจะถูกคัดออกโดยทหารนาซี
เด็กสาวคนนั้นไม่ใช่ญาติของชินด์เลอร์ ไม่ใช่พนักงานคนสำคัญ ไม่ใช่ใครที่มีประโยชน์ต่อผลผลิตของโรงงานตามนิยามของกองทัพเผด็จการ แต่เธอมีสิ่งหนึ่งนั่นคือ ความกล้าที่จะปีนขึ้นบันไดไปหาชินด์เลอร์ ทั้งที่รู้ว่าการเผชิญหน้ากับเจ้าของโรงงานชาวเยอรมัน อาจจบลงด้วยการโดนยิงเสียเอง
และนั่นเองที่ทำให้เห็นชัดว่า ชินด์เลอร์ก็ยังมีบางสิ่งที่เหลืออยู่ในตัว
… ความเป็นมนุษย์
ที่ยังไม่ตายไปพร้อมกับสังคมรอบข้าง
.
ชินด์เลอร์หยุดประชุม หยุดงาน หยุดทุกอย่าง แล้วเดินลงไปกับหญิงสาวคนนั้น ไปยังพื้นที่คัดแยกนักโทษ พูดกับเจ้าหน้าที่ SS ด้วยตัวเองโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
“เธออยู่ในรายชื่อคนของฉัน แม่ของเธอคือแรงงานของฉัน ไม่มีใครมีสิทธิ์เอาตัวเธอไป”
ทหารยอมเพราะเขาเป็นคนของพรรคนาซี และมีอำนาจจากเส้นสายทางธุรกิจที่แข็งแกร่งพอจะเจรจา แต่เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาไม่คาดคิดว่าใครจะกล้ายืนหยัดเพื่อลูกยิวแก่ ๆ คนหนึ่ง
ชินด์เลอร์สามารถดึงตัวแม่ของเธอกลับมาได้ เป็นเหตุการณ์ที่น่าจดจำและมีการยืนยันซ้ำในคำบอกเล่าหลายชุดจากผู้รอดชีวิตที่อยู่ในรายชื่อเดียวกัน
.
.
ผมยืนอยู่ตรงบันไดที่เด็กสาวคนนั้นเคยปีนขึ้นไป ความคิด ความรู้สึกมากมายไหลผ่านเข้ามา แม้ไม่รู้จักกัน แต่คำบอกเล่าของไกด์ ภาพที่ถ่ายทอดออกมาในภาพยนต์ ทำให้รู้ว่า เธอได้เปลี่ยนชีวิตแม่ของตัวเอง และอาจเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนความเชื่อของชินด์เลอร์ไปตลอดกาล
บางครั้ง… ความกล้าเพียง 15 วินาที
อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนทั้งครอบครัว
และหัวใจที่ยังเชื่อในความดี
อาจเป็นป้อมปราการสุดท้ายของความเป็นมนุษย์
.
.
โปแลนด์ในฤดูใบไม้ผลิอบอวลด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่ค่อย ๆ ผลิใบอีกครั้งหลังฤดูหนาวอันยาวนาน การเดินทางของผมในครั้งนี้เริ่มต้นจากวอร์ซอ (Warsaw) เมืองหลวงของโปแลนด์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกทำลายจนแทบไม่หลงเหลืออะไรหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่
ผมเลือกซื้อเดย์ทริปเข้าชมค่ายกักกัน Auschwitz แบบมีไกด์ ในตอนเช้าตรู่จะมีคนขับรถมารับเราที่หน้าโรงแรมในวอร์ซอ (กรณีที่คุณไม่ต้องการไปพักที่นั่้น แลกกับการต้องตื่นเช้าและนั่งรถนานสักหน่อย) เพื่อเดินทางไปสมทบกับผู้คนหลายร้อยคนที่ต้องการมาเรียนรู้เรื่องราวของค่ายแห่งนี้เช่นเดียวกัน (ติดตามเรื่องเล่าค่ายกักกัน Auschwitz ได้ในตอนต่อ ๆ ไป)
ระยะทางราว 300 กิโลเมตร จากวอร์ซอ ความเร็วของรถสวนทางกับความคิดที่เริ่มพาย้อนกลับไปสู่ปี 1939 ปีที่นาซีเยอรมันบุกคราคูฟ และชีวิตของชาวยิวหลายหมื่นคนเริ่มเปลี่ยนไปตลอดกาล
ตลอดสองข้างทางเราผ่านหมู่บ้านเงียบสงบ ป่าไม้สลับทุ่งกว้างที่เขียวชอุ่ม นึกไม่ออกเลยว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน เส้นทางนี้อาจเคยมีขบวนรถไฟอีกประเภทหนึ่งแล่นผ่านไป ขบวนที่นำพาผู้คนไปยังค่ายกักกันโดยไร้ทางกลับ
.
.
หลังจบการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ค่ายกักกัน Auschwitz ทั้ง 2 แห่ง ตามโปรแกรมผมต้องเดินทางกลับเข้าเมืองหลวงเลย แต่ด้วยความบังเอิญที่คนขับรถของผมเสนอว่า มาถึงนี่แล้วให้ลองแวะไปคราคูฟดู ผมจึงเลือกเดินทางมาเมืองเก่าตามคำแนะนำของเขา ที่นี่มีย่าน Podgórze ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำวิสตูลา ตรงข้ามย่าน Kazimierz ที่เคยเป็นชุมชนชาวยิวมาก่อน ย่าน Podgórze นี้เคยเป็นที่ตั้งของเขตกักกันชาวยิว (Kraków Ghetto) ซึ่งในวันนี้แม้บ้านเรือนจะถูกปรับปรุงใหม่ แต่วิญญาณของอดีตยังไม่เคยจางหาย
.
เมื่อแผนการเดินทางเปลี่ยน สมองและมือจึงเริ่มทำงานเพื่อหาว่าที่คราคูฟแห่งนี้มีอะไรที่ควรไปเก็บเกี่ยวอีกบ้าง และก็เจอ … โรงงาน Schindler ที่ถนน Lipowa 4
โดยปกติการเข้าชมแบบมีไกด์ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าเท่านั้นและมีจำกัดรอบในแต่ละวัน โชคดีที่ผมยังสามารถจองตั๋วได้ก่อนเวลานัดของไกด์เพียงราวชั่วโมง
จุดนัดพบคือประตูทางเข้า ที่อยู่ถัดมาจากด้านหน้าอาคารซึ่งยังคงรักษาโครงสร้างดั้งเดิมไว้แทบทั้งหมด ประตูเหล็กหนักที่เราเคยเห็นในภาพยนตร์ Schindler’s List ของ Steven Spielberg บัดนี้กลายเป็นประตูสู่บทเรียนสำคัญทางจริยธรรมของมนุษยชาติ
.
ตามอ่านเรื่องราวของ Oskar Schindler’s Enamel Factory ฉบับเต็มได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้
https://www.facebook.com/share/p/1CJCe2z3eD/
.
.
การเดินทางสู่พิพิธภัณฑ์โรงงานชินด์เลอร์ไม่ใช่แค่การย้อนอดีตผ่านภาพถ่าย เอกสาร หรือห้องจัดแสดง แต่คือการเดินเข้าไปในคำถามพื้นฐานที่สุดของความเป็นมนุษย์ว่า เราจะทำอย่างไร เมื่อพบว่าความดีอาจต้องยืนอยู่ท่ามกลางความมืด ?
เมื่อเรามองกลับไปในอดีตอย่างซื่อตรง เราจะพบว่าความพินาศครั้งใหญ่ของมนุษยชาตินั้นไม่ใช่เกิดจากอาวุธหรืออำนาจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากจิตใจที่ปล่อยให้ความกลัว ความเฉยชา และความโลภค่อย ๆ ลบเลือนความเห็นอกเห็นใจ ความรัก และศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโรงงานชินด์เลอร์ ค่ายเอาช์วิทซ์ หรือพิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์แห่งใดบนโลกใบนี้ เราไม่ได้มาเยี่ยมชมเพื่อฝังตัวเองอยู่กับความโกรธแค้นหรือความเศร้าโศก เพราะความเจ็บปวดของอดีตไม่ต้องการให้ใครย่ำยีซ้ำ ๆ แต่สิ่งที่ประวัติศาสตร์กำลังร้องเรียกคือ การไม่ลืม และการนำบทเรียนนั้นกลับมาเป็น “ภูมิคุ้มกันของใจ” ให้กับยุคของเรา
เพราะเมื่อเรากล้าพอที่จะจ้องมองอดีตด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อตัดสินแต่เพื่อเรียนรู้ เราจะพบว่า ความรัก ความกล้า และความกรุณา ไม่เคยล้าสมัย มันคือแสงไฟที่นำทางมนุษย์มาทุกยุคสมัย ไม่ว่าจะอยู่ในห้องมืดของโรงงาน หรือหัวใจที่สั่นไหวในโลกทุกวันนี้ และบางที
การได้ยืนอยู่ตรงบันได
ที่เด็กสาวคนนั้นเคยวิ่งร้องขอชีวิตแม่
การได้อ่านรายชื่อผู้รอดชีวิตจาก “บัญชี”
ที่เขียนด้วยควากรุณา
การได้เงี่ยหูฟังเสียงเงียบในห้องจัดแสดงเก่า ๆ
อาจทำให้เรากลับมาเชื่ออีกครั้งว่า… ถ้าเรายืนอยู่ในประวัติศาสตร์วันนั้น เราจะมีความกล้าหาญมากพอจะช่วยใครสักคนไหม และในโลกทุกวันนี้ที่ความจริงถูกบิดเบือนง่ายกว่าเดิม การยืนหยัดอาจไม่ต้องเสี่ยงตายเหมือนในอดีต แต่บางครั้งก็ต้องแลกกับความเงียบ สถานะ หรือแม้แต่มิตรภาพ
การเดินทางสู่โรงงานชินด์เลอร์จึงไม่จบแค่ที่คราคูฟ แต่ยังเดินทางต่อไปในใจของผู้คนที่ได้ศึกษาและเรียนรู้ว่า ในทุกการตัดสินใจเราสามารถเลือกจะเป็น “มนุษย์” มากกว่าแค่ “ผู้รอดชีวิต”







ใส่ความเห็น