
โรงงานสวรรค์กลางนรก
Schindler’s Factory กับบทเรียนมนุษย์เหนือสงคราม
หากมีสถานที่ใดในโลก ที่ทำให้ผู้มาเยือนได้เดินอยู่ท่ามกลางรอยแผลฉกรรจ์ของประวัติศาสตร์ พร้อม ๆ กับได้เห็นประกายความหวังที่เปล่งแสงเจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดที่สุดในยุคมนุษยชาติ Oskar Schindler’s Enamel Factory ณ เมือง คราคูฟ ประเทศโปแลนด์ คือสถานที่หนึ่งนั้นอย่างแท้จริง
ในภูมิประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงระเบิดกัมปนาท เสียงหวีดลมเย็นที่ลอดผ่านซากตึก และเงามืดของเผด็จการเหล็ก โรงงานแห่งนี้ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ราวกับอนุสรณ์ของความกล้าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ระยะทางเพียงร้อยกว่ากิโลเมตรจากค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความตายที่ถูกผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบ ทว่าโรงงานชินด์เลอร์กลับกลายเป็นอีกขั้วตรงข้าม แหล่งหลบภัยของชีวิตในยุคที่ความเมตตากำลังกลายเป็นสิ่งต้องห้าม
เอาช์วิทซ์ เคยเป็นพื้นที่ที่ทำหน้าที่อย่างเยือกเย็นและไร้ซึ่งความรู้สึกต่อมวลมนุษย์ บาร์แร็คไม้ที่บรรจุร่างไร้สิทธิ์ เส้นลวดหนามที่กั้นขวางความหวัง เสียงกรีดร้องที่ถูกกลืนหายในเงียบงัน และปล่องไฟที่ลุกโชติช่วงในยามค่ำคืน เปลวควันจากชีวิตที่ถูกลบหายไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย
ในทางกลับกัน บนถนนสายเงียบสงบของย่าน Podgórze ในคราคูฟ ตัวอาคารของโรงงานชินด์เลอร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโรงงานผลิตภัณฑ์โลหะขึ้นรูปธรรมดากลับถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับผู้คนที่เหลือเชื่อว่าจะมีอยู่จริงในห้วงเวลานั้น
.
สงครามโลกครั้งที่สองเป็นยุคสมัยที่โลกกำลังวิปลาส กลไกแห่งความเกลียดชังถูกขับเคลื่อนด้วยระบบราชการอย่างเยือกเย็น ความไร้มนุษยธรรมถูกเขียนลงในกฎหมายและความเมตตาถูกผลักให้กลายเป็นข้อหาความผิด ในห้วงยามเช่นนั้น การเลือกที่จะ “เป็นมนุษย์” กลายเป็นการกระทำที่ต้องเดิมพันด้วยชีวิต
แต่ในโรงงานแห่งนี้ การเลือกเช่นนั้นได้ถูกกระทำจริง โดย Oskar Schindler นักธุรกิจผู้เริ่มต้นด้วยความโลภเช่นเดียวกับคนทั่วไปในยุคนั้น ทว่าวงล้อแห่งประวัติศาสตร์และประสบการณ์ตรงที่เขาพบเห็นกลับเปลี่ยนแปลงเขาไปตลอดกาล
หากเอาช์วิทซ์คือ “ค่ายกักกันนรก” ที่ออกแบบมาเพื่อบั่นทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ทุกเสี้ยววินาที โรงงานชินด์เลอร์ก็เปรียบเสมือน “โรงงานสวรรค์” ที่ท่ามกลางกระแสความตายและความสิ้นหวัง กลับเลือกผลิต “ชีวิต” แทนที่จะผลิตอาวุธ
ในโลกที่มนุษย์ถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขและเอกสารในบัญชีรายชื่อการเนรเทศ ความกล้าที่จะยืนหยัดเพื่อชีวิตของคนอื่นโดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือศาสนาคือสิ่งที่ทำให้โรงงานแห่งนี้ยังคงถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ พื้นที่ภายในโรงงานแม้ปัจจุบันจะกลายเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ผนัง คานเหล็ก พื้นปูนเก่า และบันไดที่ลั่นเอี๊ยดในความเงียบ ยังเก็บเสียงสะท้อนของอดีตไว้อย่างแผ่วเบา หากฟังให้ดีจะได้ยินเสียงของแรงงานผู้เดินผ่านประตูนี้ด้วยความกลัวปนความหวังในแต่ละวัน
.
.
ก่อนโรงงานจะกลายเป็นตำนาน
ย้อนรอยสงครามในคราคูฟ
คราคูฟ เมืองที่ในวันหนึ่งเคยเป็นหัวใจแห่งอารยธรรมโปแลนด์ เมืองที่ถนนสายเก่าแก่ยังคงกรุ่นกลิ่นหอมของประวัติศาสตร์ที่สั่งสมมาตลอดหลายศตวรรษ เมื่อก้าวเดินไปบนถนนปูหินกรวดในย่าน Stare Miasto (Old Town) ผู้มาเยือนจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอดีตกาลซึ่งยังแทรกซึมอยู่ในทุกซอกมุม เมืองแห่งนี้เคยเป็นราชธานีของโปแลนด์ในช่วงศตวรรษที่ 11-16 และยังคงเปี่ยมไปด้วยศิลปะ วรรณกรรม และความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมยุโรปกลาง ปราสาทวาเวล อันสง่างามยังคงตั้งตระหง่านริมแม่น้ำ วิสตูลา เสมือนสัญลักษณ์ของความยืนหยัดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา โบสถ์โกธิกสูงเสียดฟ้าใน จัตุรัสตลาดกลาง (Rynek Główny) ยังคงบรรเลงบทเพลงแห่งความศรัทธาที่ไม่สิ้นสุด
แต่ความสงบงามของคราคูฟต้องถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วในห้วงเวลาแห่งมรสุม สงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 1 กันยายน ปี 1939 กองทัพเยอรมนีบุกเข้าสู่โปแลนด์อย่างฉับพลัน ด้วยแผนปฏิบัติการ Blitzkrieg ที่รวดเร็วและรุนแรง เพียง 5 วันถัดมา ในเช้าตรู่ของวันที่ 6 กันยายน เสียงล้อรถถัง เสียงฝีเท้าของทหารนาซี และเสียงประกาศจากลำโพงสนามก็ดังกระหึ่มทั่วทั้งเมือง
คราคูฟซึ่งไร้การต่อต้านอย่างเป็นระบบ ถูกยึดครองในเวลาอันรวดเร็ว เมืองซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งการปกครองของเขตยึดครองที่เรียกว่า General Government ซึ่งบริหารโดย Hans Frank ข้าหลวงใหญ่แห่งพรรคนาซี การยึดครองครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเข้ามาทางการทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต วัฒนธรรม และแม้กระทั่งโครงสร้างของประชากรในเมืองอย่างถาวร
.
ในบรรดาประชากรของคราคูฟในขณะนั้น ชาวยิวประมาณ 70,000 คน อาศัยอยู่กระจัดกระจายในย่านต่าง ๆ ของเมืองมาช้านาน พวกเขาเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และชีวิตทางสังคมของเมืองมาโดยตลอด แต่ทันทีที่ธงสวัสดิกาถูกชักขึ้นเหนืออาคารราชการของคราคูฟ ชะตากรรมของชาวยิวก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันหวนคืน กฎเหล็กเริ่มทยอยประกาศในเวลาอันรวดเร็ว ข้อจำกัดการเดินทาง การยึดทรัพย์สิน การบังคับสวม ดาวดาวิดสีเหลือง บนเสื้อผ้าเพื่อแยกแยะ และการบังคับใช้แรงงานอย่างโหดเหี้ยม แต่สิ่งที่โหดร้ายที่สุดเกิดขึ้นในปี 1941 เมื่อฝ่ายนาซีประกาศจัดตั้ง Kraków Ghetto ในย่าน Podgórze ที่ถูกปิดล้อมด้วยกำแพงสูง ประชากรชาวยิวกว่า 15,000 คน ถูกบังคับให้อพยพมาอยู่ในพื้นที่ขนาดเล็กเพียงไม่กี่ตารางกิโลเมตรอย่างแออัด
Kraków Ghetto กลายเป็นคุกกลางแจ้ง ผู้คนอดอยาก เจ็บป่วย และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความกลัวรายวัน การจับกุม การประหารชีวิต และการกวาดล้างเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเนรเทศชาวยิวจาก Ghetto ไปสู่ ค่ายกักกันพลาสซอฟ (Płaszów) และต่อไปยัง เอาช์วิทซ์ ถูกดำเนินการอย่างเป็นระบบ เครื่องจักรแห่งความตายถูกหล่อลื่นด้วยความเงียบงันของโลกภายนอก
และในห้วงเวลาเดียวกันนั้นเอง ชายคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่นักการเมือง หรือวีรบุรุษที่โลกจับตามอง หากเป็นเพียงนักธุรกิจชาวเยอรมันผู้หนึ่งก้าวเข้าสู่เมืองคราคูฟ ภายใต้ฉากหลังของสงครามที่โหมกระหน่ำ และเงาของการทำลายล้างที่กำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ
Oskar Schindler คือชื่อของชายผู้นั้น ผู้ซึ่งในเวลาต่อมา จะสร้างปรากฏการณ์ที่กลายเป็นตำนานแห่งมนุษยธรรมในท่ามกลางมหาสงครามครั้งนี้
.
.
Oskar Schindler
จากพ่อค้าหัวใส สู่ผู้กอบกู้ชีวิต
Oskar Schindler เป็นชายชาวเยอรมันผู้เกิดเมื่อปี 1908 ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อว่า Zwittau (ปัจจุบันคือเมือง Svitavy ในสาธารณรัฐเช็ก) ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ครอบครัวชินด์เลอร์เป็นชนชั้นกลางที่มีฐานะดี บิดาของเขาเป็นเจ้าของโรงเลื่อยและธุรกิจขนาดเล็ก เมื่อเติบโตขึ้นมาในบรรยากาศของยุโรปกลางที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ชินด์เลอร์ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานและเข้าสู่วงการธุรกิจอย่างรวดเร็ว
บุคลิกของเขาเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้คน ชายรูปร่างสูงใหญ่ หล่อเหลา มีเสน่ห์ เป็นคนช่างเข้าสังคมและมีนิสัยนักเสี่ยงโชค ชินด์เลอร์ชื่นชอบการดื่ม การแข่งรถ และการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา เขาไม่ใช่บุคคลในอุดมคติของวีรบุรุษผู้เสียสละแบบที่โลกจินตนาการกันในภายหลัง หากแต่เป็นชายผู้เปี่ยมด้วยสัญชาตญาณของนักธุรกิจ และกลยุทธ์เฉียบคมในการแสวงหาโอกาสในทุกสถานการณ์
.
ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 เมื่อกระแสชาตินิยมสุดโต่งและลัทธินาซีกำลังไหลเชี่ยวในเยอรมนีและแผ่ขยายออกไปทั่วยุโรป ชินด์เลอร์เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ พรรคนาซี (NSDAP) และยังเป็นสายลับให้กับ หน่วยข่าวกรอง Abwehr ของเยอรมนีอีกด้วย เขาเดินทางเข้าออกเช็กโกสโลวาเกียและโปแลนด์อยู่เป็นประจำ การมีสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคนาซีและหน่วยข่าวกรองทำให้เขาสั่งสมเครือข่ายทางธุรกิจและการเมืองอย่างลึกซึ้ง
เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้นในปี 1939 และโปแลนด์ถูกนาซียึดครอง ชินด์เลอร์ก็มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสงครามของนาซี โรงงานจำนวนมากถูกยึดจากเจ้าของเดิมซึ่งเป็นชาวยิวและถูกขายต่อในราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ โอกาสทองเช่นนี้เป็นที่หมายตาของนักธุรกิจเยอรมันจำนวนมากที่ต้องการแสวงหากำไรจากทรัพย์สินของผู้ที่ถูกขับไล่และกดขี่
ชินด์เลอร์ตัดสินใจซื้อโรงงานผลิตเครื่องใช้ในบ้านที่ชื่อว่า Rekord Ltd. ซึ่งเจ้าของเดิมเป็นชาวยิว และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Deutsche Emailwarenfabrik (DEF) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “Enamel Factory” โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขต Lipowa Street ของเมืองคราคูฟ ใกล้กับพื้นที่ซึ่งต่อมาจะกลายเป็น Kraków Ghetto และค่ายกักกันพลาสซอฟ (Płaszów)
.
ในช่วงแรก แรงจูงใจของชินด์เลอร์นั้นแสนจะธรรมดาและเต็มไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัว เขามองเห็นโรงงานแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตที่สามารถทำเงินได้มหาศาลในช่วงสงคราม การผลิตเครื่องใช้ในบ้าน และต่อมาอุปกรณ์โลหะสำหรับกองทัพเยอรมัน เป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ภายใต้ระบบเศรษฐกิจสงครามของ Third Reich การขอใบอนุญาตการผลิตและจัดสรรวัตถุดิบมีความยุ่งยากอย่างยิ่ง ทว่าแรงงานราคาถูกและการได้รับโควตาการผลิตผ่านช่องทางพิเศษกลับเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความอยู่รอดและการเติบโตของโรงงาน เพื่อให้ได้เปรียบทางต้นทุน ชินด์เลอร์เลือกที่จะใช้แรงงานชาวยิวซึ่งในเวลานั้นค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างของชาวโปแลนด์อย่างมาก
.
Jewish Council (Judenrat) ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยพวกนาซีเพื่อควบคุมประชากรชาวยิวใน Ghetto ทำหน้าที่จัดหาแรงงานให้กับโรงงานต่าง ๆ และเก็บค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเพื่อให้แรงงานเหล่านั้นได้รับ “ใบอนุญาตการทำงาน” ซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ช่วยยืดชีวิตพวกเขาออกไปจากความตาย
สำหรับชินด์เลอร์ การจ้างแรงงานชาวยิวในช่วงแรกจึงเป็นเพียงกลยุทธ์ทางธุรกิจที่แสนคุ้มค่า เขาไม่ได้ขัดแย้งกับระบบหรือสนใจประเด็นด้านมนุษยธรรมแต่อย่างใด ในสายตาของเขาขณะนั้นแรงงานเหล่านี้คือฟันเฟืองทางเศรษฐกิจที่ช่วยเพิ่มผลกำไร แต่เมื่อสงครามดำเนินไป ความจริงอันโหดร้ายของระบอบนาซีก็ค่อย ๆ ปรากฏชัดต่อสายตาของชินด์เลอร์ ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้นระหว่างเขากับแรงงานในโรงงานหลายคนทำให้เขาเริ่มรับรู้ชีวิตที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแบบแรงงานแต่ละคน
เขาได้เห็นด้วยตาตนเองว่า เพื่อนร่วมงานของเขาซึ่งเคยพูดคุยและทำงานร่วมกันในโรงงานกลับถูกลากตัวออกไปอย่างไร้คำอธิบาย สินค้าส่วนตัวถูกทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานโดยไม่มีใครกล้ามาเก็บ ภายในเวลาไม่กี่วันผู้คนเหล่านั้นก็หายไปจากโลกใบนี้อย่างไร้ร่องรอย
การจับกุมอย่างกะทันหันของแรงงานหลายรายและข่าวการส่งตัวไปยังค่ายกักกันพลาสซอฟ (Płaszów) หรือขบวนรถไฟมรณะที่นำพาพวกเขาไปสู่เอาช์วิทซ์หรือเบลเช็กได้เผยให้ชินด์เลอร์เห็นว่า โลกที่เขากำลังดำเนินธุรกิจอยู่นั้น ได้กลายเป็นโรงงานผลิตความตายขนาดมหึมาไปแล้วโดยสมบูรณ์
สิ่งที่เคยเป็นเพียง “กลยุทธ์ธุรกิจ” ของเขา เริ่มสั่นคลอนด้วยความจริงที่ไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป
.
.
ในบรรดาค่ายกักกันที่กระจายตัวอยู่ทั่วดินแดนโปแลนด์ที่ถูกยึดครองโดยนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ค่ายกักกันพลาสซอฟ (Płaszów concentration camp) เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมอย่างถึงที่สุด ค่ายแห่งนี้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1942 บนพื้นที่เดิมของสุสานชาวยิวในเขต Podgórze ของคราคูฟ และกลายเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักของเครื่องจักรสังหารที่ขับเคลื่อนโดย Third Reich
ภายใต้การปกครองของ อมอน เกิธ (Amon Göth) นายทหาร SS ผู้ได้รับมอบหมายให้ควบคุมและจัดการค่ายแห่งนี้ บรรยากาศในพลาสซอฟเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความตาย อมอน เกิธ เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในด้านความโหดเหี้ยมอย่างไร้ขีดจำกัด ผู้มีนิสัยยิงนักโทษเพื่อความบันเทิงจากระเบียงบ้านพักของตนเอง และมองการสังหารหมู่เป็นกิจวัตรประจำวัน
ในแต่ละเช้า เสียงปืนไรเฟิลจากระเบียงของเกิธกลายเป็นเสียงปลุกที่เย็นเยียบสำหรับผู้ถูกกักขังในค่าย ความอยุติธรรมและความป่าเถื่อนแผ่ซ่านอยู่ในทุกซอกทุกมุม นักโทษในค่าย ทั้งชาย หญิง และเด็ก ถูกบังคับให้ทำงานหนักเกินกำลังในเหมืองหินและโรงงานต่าง ๆ ภายในค่าย พร้อมกับเผชิญกับการลงโทษอย่างไร้ความปรานีจากบรรดาทหาร SS ที่เดินลาดตระเวนด้วยแส้และปืนในมือ
การอยู่รอดในพลาสซอฟจึงเป็นเรื่องของโชคมากกว่าความพยายาม ผู้คนจำนวนมากถูกส่งตัวไปยังค่ายนี้จาก Kraków Ghetto ที่ถูก “ล้างบาง” อย่างเป็นระบบเมื่อเดือนมีนาคม 1943 โดยคำสั่งของเกิธเอง การล้อมปราบ Ghetto ครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เมืองคราคูฟ ทหาร SS เดินไปตามถนนพร้อมคำสั่งยิงผู้ไม่เชื่อฟังในทันที ผู้คนถูกลากออกจากบ้านอย่างทารุณ และเด็กหลายร้อยคนถูกแยกจากพ่อแม่เพื่อส่งไปสู่ความตาย
.
หลังการ “ชำระล้าง” Kraków Ghetto แรงงานชาวยิวที่เหลืออยู่จำนวนมากถูกส่งไปยังพลาสซอฟ รวมถึงแรงงานจาก โรงงานของชินด์เลอร์ด้วยเช่นกัน ชินด์เลอร์ซึ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นต่อหน้าเขาโดยตรง เริ่มตระหนักว่าชะตากรรมของแรงงานที่เขาจ้างนั้นกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายอันบางเบา ความสัมพันธ์ที่เขาค่อย ๆ สานสร้างกับแรงงานเหล่านั้น เปลี่ยนความรู้สึกจากความเมตตาธรรมดา ไปสู่พันธะผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่ง
เมื่อเกิธเริ่มดำเนินแผนการเคลื่อนย้ายแรงงานส่วนใหญ่จากพลาสซอฟไปยังเอาช์วิทซ์ ซึ่งเท่ากับเป็นโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ ชินด์เลอร์จึงเผชิญกับทางเลือกสำคัญที่สุดในชีวิต ทางเลือกที่ไม่มีพื้นที่สำหรับความลังเล
เขาตระหนักดีว่าหากไม่ดำเนินการในทันที ชีวิตของคนงานที่เขารู้จักและเห็นหน้าทุกวันเหล่านี้จะไม่มีวันได้กลับออกมาอีก ชินด์เลอร์เลือกที่จะไม่อยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์อีกต่อไป เขาตัดสินใจทุ่มทรัพย์สินส่วนตัวทุกอย่างที่สะสมไว้ตลอดช่วงสงคราม และเริ่มใช้เครือข่ายส่วนตัวและอิทธิพลในหมู่เจ้าหน้าที่นาซีอย่างสุดกำลัง
ด้วยบุคลิกที่สามารถโน้มน้าวใจและเจรจาได้อย่างมีชั้นเชิง ชินด์เลอร์เริ่มดำเนินการติดสินบนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาซีเพื่อจัดทำสิ่งที่ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นหนึ่งในเอกสารที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ “Schindler’s List” รายชื่อคนงานกว่า 1,200 คน ซึ่งได้รับอนุญาตให้ย้ายไปทำงานในโรงงานแห่งใหม่ของเขา
ในโลกที่แทบไม่มีพื้นที่หลบภัยหลงเหลืออีกแล้ว โรงงานของชินด์เลอร์เปรียบเสมือนฟองอากาศสุดท้ายที่ยังมีออกซิเจนให้ชีวิตได้หายใจต่อไป และทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตของชายเพียงคนเดียว ที่เลือกจะวางเดิมพันทั้งชีวิต เพื่อแลกกับการรักษาชีวิตของผู้อื่นเอาไว้
.
.
ชีวิตใน Brünnlitz
ภายในโรงงานที่ไม่ใช่แค่โรงงาน
เมื่อขบวนรถไฟขนส่งแรงงาน Schindler’s Jews เดินทางถึงเมือง Brünnlitz ในเดือนตุลาคมปี 1944 โรงงานใหม่แห่งนี้ยังแทบไม่มีความพร้อมใด ๆ โรงเรือนโล่งเปล่า เครื่องจักรยังถูกติดตั้งไม่ครบ และไม่มีแม้กระทั่งระบบทำความร้อนที่เพียงพอเพื่อรับมือกับฤดูหนาวที่กำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว
แรงงานชาวยิวทั้งชายและหญิงจำนวนประมาณ 1,200 คน ถูกนำเข้ามายังโรงงานแห่งนี้ด้วยความระทึกใจปนความหวัง สำหรับหลายคน มันคือโอกาสแห่งการรอดชีวิตครั้งใหม่ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โรงงานแห่งนี้จะปลอดภัยได้นานแค่ไหน พวกเขาจะถูกส่งต่อไปยังค่ายกักกันหรือไม่ ไม่มีใครมีคำตอบที่แน่ชัด
Oskar Schindler เข้าใจถึงความเปราะบางของสถานการณ์นี้เป็นอย่างดี โรงงาน Brünnlitz ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของนาซี แม้ว่าเขาจะได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการให้ดำเนินกิจการผลิตกระสุนปืน แต่ความจริงก็คือ โรงงานนี้มีเป้าหมายซ่อนเร้น ไม่ใช่การผลิตอาวุธที่มีประสิทธิภาพ หากแต่เป็นการยื้อเวลาและคุ้มครองชีวิตของแรงงานที่อยู่ภายใน
เพื่อปกป้องแรงงานเหล่านี้ชินด์เลอร์ใช้กลยุทธ์แบบสองหน้าอย่างชาญฉลาด ด้านหนึ่งเขาจัดเตรียมเอกสารและรายงานผลการผลิตที่ดูสอดคล้องกับเป้าหมายของ Third Reich อีกด้านหนึ่งเขาสั่งให้วิศวกรและแรงงานผลิตปลอกกระสุนที่ไม่สมบูรณ์ตั้งค่าการเดินเครื่องจักรให้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประสิทธิภาพจริงและจงใจสร้างความล่าช้าในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน
เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนงานว่า “ห้ามปลอกกระสุนไหนยิงได้จริง” และตลอดระยะเวลา 7 เดือนของการดำเนินงาน ไม่มีปลอกกระสุนใดจาก Brünnlitz ที่ถูกส่งไปใช้ในสนามรบได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ขณะเดียวกัน ชินด์เลอร์ก็ทุ่มเททรัพย์สินส่วนตัวอย่างมหาศาลเพื่อจัดหาอาหาร ยารักษาโรคและเสื้อผ้าสำหรับแรงงานในโรงงาน โดยใช้เครือข่ายการค้าผ่านตลาดมืด เขาติดต่อซื้อสินค้าจากพ่อค้าชาวเช็กและแม้แต่เจ้าหน้าที่นาซีบางรายด้วยการจ่ายสินบนจำนวนมหาศาล ในช่วงเวลานั้น ชินด์เลอร์ต้องใช้เงินเป็นเกราะกำบังให้กับทุกการกระทำของเขา เขาซื้อแม้กระทั่งไม้ฟืนสำหรับให้ความอบอุ่นในฤดูหนาวและยาปฏิชีวนะที่หาได้ยากยิ่งในยุคนั้นเพื่อรักษาคนงานที่เจ็บป่วย ในบัญชีของเขาที่ Brünnlitz เงินสดที่เคยสะสมไว้ตลอดสงครามแทบจะหมดสิ้นภายในเวลาไม่กี่เดือน
แต่ความตั้งใจของเขายังไม่เคยสั่นคลอน
.
ทุกเช้า คนงานจะเดินเข้าโรงงานผ่านการตรวจตราของทหาร SS ซึ่งประจำการอยู่ที่ประตู แต่ด้วยอิทธิพลและการเจรจาของชินด์เลอร์เอง ไม่มีการส่งตัวแรงงานกลับไปยังค่ายกักกันตราบใดที่พวกเขายังมีชื่ออยู่ใน “รายชื่อ Schindler”
ข้างในโรงงาน ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ของการทำงานแต่กลับถูกจัดให้เป็นพื้นที่หลบภัยทางจิตใจเช่นกัน เสียงหัวเราะเบา ๆ และบทสนทนาอย่างระมัดระวังเริ่มกลับมาอีกครั้งในหมู่คนงาน หลายคนที่เคยอยู่ใน Auschwitz หรือ Plaszow รู้ดีว่าที่นี่คือโอเอซิสสุดท้ายในโลกที่กำลังลุกเป็นไฟ แม้กระนั้น ชีวิตใน Brünnlitz ก็ไม่ได้ไร้ความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง ในหลายครั้งโรงงานถูกเจ้าหน้าที่ SS ตรวจเยี่ยมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และในบางจังหวะชินด์เลอร์เองเกือบถูกจับกุมจากข้อกล่าวหาว่า “ปกป้องชาวยิว” หรือ “บ่อนทำลายอุตสาหกรรมสงคราม” เขาต้องใช้ทั้งเสน่ห์และเงินใต้โต๊ะเพื่อบรรเทาอันตรายเหล่านั้น
ด้วยการเดินทางเข้าออกไปเจรจาในปรากและเบอร์ลินอย่างต่อเนื่อง ชินด์เลอร์ทำหน้าที่เสมือนเป็นบอดี้การ์ดทางการเมืองให้กับแรงงานของเขา ในขณะที่สงครามเข้าสู่ ปี 1945 สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กองทัพแดงของโซเวียตเริ่มรุกเข้ามาทางตะวันออก ใกล้เข้ามาถึงดินแดนเช็กโกสโลวาเกียมากขึ้นทุกขณะ
.
ในเดือนเมษายนปี 1945 ความตึงเครียดใน Brünnlitz พุ่งขึ้นถึงขีดสุด ข่าวลือเกี่ยวกับการสังหารหมู่แรงงานชาวยิวในค่ายกักกันที่เหลือถูกแพร่ออกมา ทหาร SS ที่ประจำการในโรงงานเริ่มมีพฤติกรรมไม่แน่นอนมากขึ้น หลายคนแอบเตรียมตัวหลบหนีเมื่อเห็นว่าความพ่ายแพ้ของเยอรมนีกำลังจะมาถึง
ในช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนที่สุดนี้ ชินด์เลอร์ตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งอย่างเด็ดขาด เขาเร่งดำเนินการเพื่อให้แน่ใจว่า แรงงานทั้งหมดในโรงงานจะรอดชีวิตอย่างปลอดภัยเมื่อสงครามสิ้นสุดลง
เขาเริ่มเจรจาอย่างเร่งด่วนกับผู้บัญชาการ SS ในพื้นที่ และให้สินบนก้อนใหญ่เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อแลกกับคำสัญญาว่าจะไม่มีการประหารชีวิตหรือส่งตัวแรงงานออกจาก Brünnlitz ไม่ว่าผลของสงครามจะเป็นอย่างไร และเมื่อถึงวันที่ 8 พฤษภาคม 1945 วันที่โลกประกาศชัยชนะเหนือเยอรมนีและสงครามสิ้นสุดลง โรงงาน Brünnlitz ยังคงยืนหยัดอย่างสง่างาม ไม่มีแรงงานคนใดถูกส่งไปยังค่ายกักกัน ไม่มีชีวิตใดต้องจบลงที่นี่
แรงงานกว่า 1,200 คน ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ใน “โรงงาน” ของ Schindler ต่างได้รับอิสรภาพอีกครั้ง พร้อมกับหนี้บุญคุณต่อชายผู้ซึ่งทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเพื่อแลกกับชีวิตของพวกเขา
.
.
โรงงานที่เราได้เห็นในวันนี้
ปัจจุบัน Oskar Schindler’s Factory ที่ตั้งอยู่บนถนน Lipowa Street ในย่าน Podgórze ของคราคูฟ ได้ถูกอนุรักษ์และแปรสภาพจากโรงงานโลหะขึ้นรูปเก่า ให้กลายเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป Museum of Contemporary History of Kraków under Nazi Occupation 1939–1945 ชื่ออย่างเป็นทางการของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ บอกเล่าได้เป็นอย่างดีว่ามันมีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงอนุสรณ์สถานของ Oskar Schindler หากแต่ยังทำหน้าที่เป็นพยานเงียบต่อประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือน ตัวอาคารโรงงานเดิมยังคงโครงสร้างภายนอกแบบอุตสาหกรรมยุคต้นศตวรรษที่ 20 เอาไว้ พื้นคอนกรีตหนา ผนังอิฐเก่า และประตูเหล็กขนาดใหญ่ยังคงสะท้อนบรรยากาศของโรงงานที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงเครื่องจักร และจังหวะการเดินขบวนของแรงงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
แต่เมื่อก้าวผ่านประตูโรงงานเข้าไปในวันนี้ ประสบการณ์ที่รออยู่ภายในไม่ใช่เพียงแค่การเดินชมพิพิธภัณฑ์ธรรมดา หากแต่เป็นการเดินทางทางประวัติศาสตร์และอารมณ์ที่ค่อย ๆ คลี่คลายทีละฉากราวกับผู้มาเยือนได้ย้อนเวลาเข้าไปสัมผัสคราคูฟยุคที่มืดมนที่สุดด้วยตัวเอง
.
ห้องแรก ของนิทรรศการเริ่มต้นด้วยการนำผู้ชมย้อนกลับไปสู่คราคูฟก่อนสงคราม ห้องจัดแสดงที่สว่างไสวด้วยภาพถ่ายเก่า ภาพยนตร์โบราณที่ฉายวนอยู่บนผนัง ร้านค้า คาเฟ่ และตลาดที่ครั้งหนึ่งเคยมีผู้คนสัญจรอย่างมีชีวิตชีวา ถนนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ และการดำเนินชีวิตในเมืองที่เปี่ยมด้วยวัฒนธรรมเก่าแก่ บรรยากาศแห่งความสุขในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีนั้น ถูกทำลายลงอย่างฉับพลันด้วยเสียงเครื่องยนต์ Panzer ที่คำรามกึกก้องทั่วห้อง เสียงลำโพงของพรรคนาซีประกาศกฎข้อบังคับใหม่ ๆ อย่างเยือกเย็น แสงไฟในห้องสลัวลงทันที ผู้ชมถูกนำเข้าสู่บรรยากาศของ คราคูฟที่ถูกยึดครอง อย่างแทบไม่ทันตั้งตัว
ห้องจัดแสดงถัดไปเล่าเรื่องราวของการก่อตั้ง Kraków Ghetto ด้วยภาพถ่าย ภาพยนตร์ และสิ่งของจริงที่บันทึกประวัติศาสตร์ไว้ได้อย่างทรงพลัง บนผนังมีรายชื่อผู้คนที่ถูกบังคับให้ย้ายเข้าไปอยู่ในพื้นที่คับแคบอันเต็มไปด้วยความทุกข์แสนสาหัส กำแพงอิฐและลวดหนามจำลอง ทำให้ผู้เข้าชมสัมผัสถึงความรู้สึกอึดอัดและไร้ทางหนีเช่นเดียวกับชาวยิวในเวลานั้น ชีวิตใน Ghetto ถูกนำเสนอผ่านห้องที่แคบและมืด เสียงสะท้อนของบทสนทนาโศกเศร้าและการเดินขบวนของทหาร SS ดังแผ่วเบาในพื้นหลัง ภาพถ่ายเด็ก ๆ ที่ถูกพรากจากพ่อแม่และเครื่องใช้ส่วนตัวที่ถูกทิ้งไว้ ล้วนเป็นสิ่งที่ปลุกเร้าอารมณ์และจิตสำนึกของผู้มาเยือนได้อย่างลึกซึ้ง
เมื่อเดินลึกเข้าไป นิทรรศการนำผู้ชมผ่านเรื่องราวการใช้แรงงานทาสและการกวาดล้างประชากร ด้วยการแสดงเอกสารทางราชการ ใบประกาศการจับกุม และภาพถ่ายเหตุการณ์จริง ข้อความจากพยานผู้รอดชีวิตถูกฉายบนผนังมืด คำพูดเหล่านั้นดังก้องในใจผู้ชมทุกคน
ในที่สุด Schindler’s List ก็ถูกนำเสนอในห้องจัดแสดงที่สงบและเงียบงัน รายชื่อคนงานกว่า 1,200 คน ปรากฏเรียงรายบนแผ่นกระดาษที่ถูกขยายจนเต็มผนัง เส้นบาง ๆ ระหว่างชีวิตกับความตายในยุคที่เครื่องจักรสังหารของนาซีทำงานอย่างไร้ปรานี
.
หนึ่งในห้องที่สะเทือนอารมณ์ที่สุด คือ ห้องทำงานจำลองของ Oskar Schindler โต๊ะไม้ตัวจริงที่เขาใช้ในการวางแผนช่วยเหลือแรงงานตั้งอยู่กลางห้อง รายงาน บันทึก เอกสารทางราชการ และ รายชื่อ Schindler’s List ฉบับจริง บางส่วนถูกจัดแสดงอยู่เคียงข้างกัน แผ่นกระดาษแต่ละแผ่นในวันนั้นเปรียบได้กับ “วีซ่าแห่งชีวิต” สำหรับผู้ที่มีชื่อปรากฏอยู่ รายชื่อเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวอักษรธรรมดา แต่คือเสียงกรีดร้องของมนุษยธรรมที่ยังดังก้องท่ามกลางความเงียบเชียบของค่ายกักกัน
ในอีกห้องหนึ่ง Schindler’s Factory ยังจัดแสดง นิทรรศการเฉพาะเกี่ยวกับภาพยนตร์ Schindler’s List ของ Steven Spielberg ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่เรื่องราวนี้สู่สายตาชาวโลกอย่างแพร่หลาย ภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกใช้ฟิล์มขาวดำเกือบตลอดทั้งเรื่อง เพื่อสะท้อนความมืดมนของยุคสมัยและเพื่อสร้างบรรยากาศที่กดทับหัวใจผู้ชม ฉากหนึ่งที่กลายเป็น สัญลักษณ์อมตะของหนังคือฉากที่มี “เด็กหญิงเสื้อแดง” เดินฝ่าฝูงชนใน Kraków Ghetto เสื้อสีแดงของเธอเป็นเพียงสีเดียวในหนังที่เป็นภาพสี ทั้งที่ฉากอื่น ๆ เป็นภาพขาวดำทั้งหมด
เสื้อแดงตัวนั้นกลายเป็นตัวแทนของ ความหวัง และ การสูญเสีย ในห้วงเวลาที่มนุษย์ดูเหมือนจะหมดสิ้นความหวังไปเสียแล้ว สปีลเบิร์กเคยกล่าวไว้ว่า การถ่ายทำในโปแลนด์ทำให้เขาแทบกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ ความจริงทางประวัติศาสตร์ที่สัมผัสได้ในสถานที่จริงเหล่านี้หนักหนายิ่งกว่าภาพใด ๆ บนแผ่นฟิล์ม
เขายังเลือกใช้สถานที่จริงหลายแห่งในคราคูฟรวมถึง Schindler’s Factory เอง ในการถ่ายทำภาพยนตร์เพื่อรักษาความถูกต้องทางประวัติศาสตร์และถ่ายทอดบรรยากาศที่แท้จริงที่สุดสู่ผู้ชม
ในที่สุด ความสำเร็จของ Schindler’s List ก็นำเรื่องราวของ โรงงานธรรมดา ที่กลายเป็นโรงงานสวรรค์แห่งนี้ไปสู่สายตาผู้คนนับล้านทั่วโลก ช่วยให้เรื่องราวของ Oskar Schindler และ แรงงานกว่า 1,200 ชีวิต ที่เขาช่วยเหลือไว้จากการสูญพันธุ์ในหายนะ Holocaust ถูกจารึกอยู่ในความทรงจำของมนุษยชาติไปตลอดกาล
.
.
ขณะที่สงครามจบลง Oskar Schindler และภรรยา Emilie ต้องหลบหนีออกจาก Brünnlitz โดยทิ้งทรัพย์สินและโรงงานทั้งหมดไว้เบื้องหลัง ทั้งคู่เดินทางอย่างลำบากเพื่อไปยังโซนที่กองทัพอเมริกันยึดครอง โดยรู้ดีว่าหากถูกจับได้โดยฝ่ายโซเวียตหรือกลุ่มนาซีที่ยังหลงเหลืออาจต้องจบชีวิตในฐานะ “ผู้ทรยศต่อชาติ” แต่สิ่งที่ Schindler ทิ้งไว้เบื้องหลัง กลับยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สินหรือเกียรติยศใด ๆ ในชีวิต เขาทิ้งตำนานของมนุษย์ผู้ยืนหยัดเพื่อมนุษย์ไว้ในหน้าเวลาของประวัติศาสตร์โลก
.
สิ่งที่ซาบซึ้งที่สุดเมื่อออกจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข 1,200 ชีวิต ที่รอดจากหายนะ แต่คือความเข้าใจว่า
…
ในสงครามที่มีแต่ผู้แพ้
ยังมีคนที่เลือกจะเป็นมนุษย์
หลังสงคราม ชินด์เลอร์เองไม่ได้เหลืออะไรเลย ทรัพย์สินหมดสิ้น ชีวิตหลังสงครามต้องอพยพไปอาร์เจนตินา และต่อมาเสียชีวิตอย่างเงียบงันในเยรูซาเล็ม ทว่าบนหลุมศพของเขามีข้อความจาก คัมภีร์ Talmud ที่กลายเป็นประโยคอมตะ
Whoever saves one life,
saves the world entire.
.
เรามักไปเยือนพิพิธภัณฑ์สงครามเพื่อเรียนรู้ “โศกนาฏกรรม” แต่ที่โรงงานชินด์เลอร์เราได้เรียนรู้ “พลังของความดี” ในบริบทที่เลวร้ายที่สุด โรงงานแห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มโนธรรมและความกล้าของมนุษย์หนึ่งคน สามารถเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนอีกนับพันได้
ในโลกที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในปัจจุบัน การเดินเข้าโรงงานนี้เหมือนการก้าวเข้าไปส่องกระจก ไม่ใช่เพื่อมองอดีตเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อถามตัวเองว่า “ถ้าเป็นเราในวันนั้น เราจะกล้าไหม”
โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง แต่บทเรียนที่สำคัญที่สุดมิใช่แค่เรื่องชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ หากเป็นบทเรียนว่าความเมตตาและความกล้าหาญส่วนบุคคลยังคงสามารถเปลี่ยนโลกได้แม้ในห้วงยามมืดมนที่สุด
Oskar Schindler
1908 – 197







ใส่ความเห็น