Dislike

        งานที่ผมรักมากคืองานบรรยายโดยเฉพาะหากได้พูดในหัวข้อ “ออกแบบชีวิตใหม่” ซึ่งเป็นหลักสูตรของผมเอง ผมจะยิ่งมีความสุขมาก ๆ แม้หัวข้อนี้จะค่อนข้างหนัก และเหนื่อยเพราะจะต้องพาผู้ฟังย้อนหลังไปถึงอดีตตั้งแต่เริ่มต้นพัฒนาการของมนุษย์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์(โลภะ) และการรักษาผลประโยชน์(โทสะ) ทั้งยังต้องพาทุกคนมามองชีวิตตนด้วยมุมมองที่ถูกต้อง ให้ได้เป้าหมายที่ถูกต้อง และสามารถใช้ชีวิตที่ถูกต้องคือเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและสังคม         คนที่ไม่ประสบความสำเร็จส่วนมากมาจากการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองผิด ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองเป็นจริงๆ ตั้งตาม ๆกันไปตามกระแสสังคม เหมือนเราฝึกม้าของเราให้ปีนต้นไม้อย่างนี้เหนื่อยแค่ไหนก็ไม่สำเร็จ แต่ถ้าเรารู้พื้นฐานม้าเราตั้งเป้าให้มันวิ่งเร็วแล้วฝึกพยายามอย่างหนัก เช่นนี้ต่อให้ไม่ชนะเลิศการแข่งขัน แต่อย่างไรก็เข้าเส้นชัยแน่ ชีวิตเราก็เช่นกันครับ ถ้าเรารู้และกำหนดเป้าหมายได้เป็นของเราจริงเราย่อมเดินไปสู่รางวัลของชีวิตแน่         และหลังจากได้เป้าที่ดีและเป็นของตนจริง ๆ แล้ว ผมได้แนะนำให้ผู้ร่วมใช้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนโดยแบ่งขั้นตอนการเปลี่ยนชีวิตตนเองเป็น 4 ขั้นคือขั้น ความรู้ที่ถูกต้อง อาชีพที่ถูกต้อง สังคมที่ถูกต้อง และการปฏิบัติจิตภายในที่ถูกต้อง ซึ่งเนื้อหานั้นยาวจนเกินกว่าจะนำมาลงในที่นี้ได้ หากใครสนใจดูรายละเอียดได้ในเฟซบุคผมที่ http://www.facebook.com/kidmai นะครับ สำหรับบทความนี้ผมอยากนำขั้นที่ผู้เรียน(ทุกรุ่น)สนใจมากที่สุดมาแบ่งปันกัน นั่นคือขั้นการเลือก “อาชีพ”         หลักการที่ผมสอนก็คือ ยิ่งเราให้ เรายิ่งได้ เรายิ่งแก้ปัญหาเขาได้มากเท่าไหร่ เขายิ่งตอบแทนเราให้รุ่งเรืองมากเท่านั้น ดังนั้นการจะหาว่าตนควรทำอาชีพอะไรจึงต้องเริ่มจากสำรวจว่า “เรามีอะไรที่จะมอบให้แก่ผู้อื่น” มิใช่เริ่มจากคิดว่าขายอะไร ทำอะไรถึงจะขายดี มีกำไรมาก ๆ ซึ่งเป็นการเริ่มมองอาชีพตนจากความโลภ(ดั่งที่คนส่วนใหญ่มักเป็นกัน) มันสุ่มเสี่ยงจะตกไปในวงจรแห่งหายนะได้ง่าย อาจไม่ถึงขั้นทำผิดกฏหมาย ศีลธรรมแต่ใจที่มุ่งจะเอาย่อมเร่าร้อนแน่นอน         ขณะที่หากเริ่มด้วยการให้ใจย่อมเปิด เบาอิ่มสุขจากการทำงานนั้น ซึ่งผลย่อมออกมาดี ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการแก้ปัญหาของเราเขาย่อมตอบแทนงานของเราที่ช่วยให้เขาสุขสบายขึ้น         และผมมักยกตัวอย่าง Mark Zuckerberg กับ Facebook ว่าที่เขาสำเร็จก็เพราะเขาแก้ปัญหาให้ประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลก เพราะคนสมัยนี้มีปัญหาใหญ่เหมือนกันคือ “ความเหงา” อยากได้เพื่อนซึ่ง Facebook แก้ปัญหานี้ได้ด้วยการหาเพื่อนให้เราผ่านตัววัดคือจำนวน Freind         นอกจากนี้อีกปัญหาใหญ่ของคนทั้งโลกก็คือการเรียกร้องหาความยอมรับในตัวตนซึ่ง Facebook ก็สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างตรงเป้าผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า Like คนที่โพสข้อความไปก็อยากเห็นจำนวน Like ที่เพื่อนกดให้จำนวนมาก ๆ         เป็นเสมือน “ตัวชี้วัด” ความนิยมในตัวตนของคนโพส ยิ่งมีมากยิ่งพองฟู มีความสุขมาก แต่หากน้อยก็เศร้าไป จืด ๆ และไม่แน่อีกหน่อยอาจถึงขั้นมีคนฆ่าตัวตายเพราะจำนวน Like ที่น้อยกว่าที่หวังนี้ ทำไมขนาดนั้น ? ก็เพราะทุกคนล้วนต้องการมีตัวตนของตนอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเสมอ แต่เดิมเรามีเพื่อนบ้าน เรามีสังคมใหญ่ในหมู่บ้าน มีคนรู้จักเราว่าคือ หลานลุงชม ลูกพ่อแม้น หลานยายมา เดินไปไหนต่อไหนในหมู่บ้านก็มีคนรู้จัก มีตัวตนให้ยึดถือ         แต่สิ่งเหล่านี้สูญสิ้นไปหมด เดินเข้าลิฟต์ขึ้นคอนโดที่พักมานับสิบปีร่วมกับคนอื่นก็ไม่มีใครรู้จักเรา เดินไปซื้อของร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอยมีแต่คนขายที่ร้านที่ทักตามคำสั่งว่า “รับขนมจีบเพิ่มไหมคะ”         ชีวิตเราอยู่ท่ามกลางมหาชนแต่อาจมีคนที่รู้จักเราไม่ถืงนิ้วมือนับ ความโหยหาความดำรงอยู่ของตัวตนนี่เองที่ผลักดันให้เราทำสารพัดสิ่งเพื่อให้ได้มา บางคนสร้างชื่อ(ตัวตน)ในทางถูก แต่บางคนไม่สนทางไหนก็ได้ Like ใน Facebook ตอบโจทย์นี้ได้ที่หากไม่คิดมากก็น่าจะไม่เลวร้ายอะไร ถือว่าอย่างน้อยก็ยังมีทางออกให้กับคนที่ติดยึดตัวตน แต่หากมองต่อว่าแล้วชีวิตเราควรหรือที่จะพึ่ง “ยา” ตัวนี้ในการรักษา มันก็จะกลับไปสู่เรื่องตะวันออก ตะวันตกกันอีกมิติ เหมือนอย่างการรักษาพยาบาลที่ตะวันตกเด็ดขาดรวดเร็วแต่มีผลข้างเคียง ตะวันออกช้าหน่อยเป็นธรรมชาติบำบัด         ตัวตนตะวันตกก็ได้ตัวตนจากโลกไซเบอร์ เป็นใครสักคนในโลกเสมือน ส่วนตะวันออกเป็นโลกจริง         เมื่อไหร่ที่เฟซบุคมี Dislike ผมพยากรณ์ว่าความนิยมคงลดน้อยลง เช่นเดียวกับหากเมื่อใดชุมชนไม่สามัคคีกัน สังคมคงล่มสลาย ซึ่งประเด็นนี้คงต้องแยกไปคุยกันเป็นการเฉพาะ แต่ที่อยากย้ำให้เห็นเกี่ยวกับประเด็นการเลือกอาชีพที่เหมาะสมของตนก็คือการมองให้ลึกถึงความสำเร็จของ Facebook         ทั้ง Freind และ Like ล้วนเป็นการแก้ปัญหามหาชนคือความเหงาและการยอมรับตัวตนของมนุษย์ ดังนั้นหากคุณอยากรวย อยากสำเร็จจึงต้องตั้งเป้าโดยเริ่มจากการคิดแก้ปัญหาให้ผู้อื่น อยากรวยต้องเริ่มจากคิดให้ครับ !

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *