ESG ต้องมอง Stakeholder ไม่ใช่แค่ Shareholder

ESG ต้องมอง Stakeholder ไม่ใช่แค่ Shareholder

ถ้าโลกธุรกิจในศตวรรษที่ 20
คือ สนามรบของผู้ถือหุ้น

ศตวรรษที่ 21
คือ สงครามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด

และถ้าใครยังไม่เข้าใจความต่างระหว่าง Stakeholder กับ Shareholder ในวันที่โลกทั้งใบกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ตั้งแต่โลกร้อนจนถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ก็บอกได้เลยว่า กำลังเดินเกมธุรกิจด้วยแผนที่ยุคเก่าในสนามรบยุคใหม่ ซึ่งไม่มีวันชนะ

.

คำถามคือ ทำไม ESG ซึ่งย่อมาจาก Environmental, Social, and Governance ถึงไม่สามารถยึดแนวคิดแบบ Shareholder ได้อีกต่อไป ทำไมทุกองค์กรที่อยากจะอยู่รอดในระยะยาวถึงต้องกลับมาทบทวนว่า

“ใครคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แท้จริงขององค์กรเรา”

และอะไรคือความเข้าใจผิดร้ายแรงที่ทำให้หลายบริษัทคิดว่า กำไรคือทุกสิ่ง ทั้งที่ในความเป็นจริง

… กำไรอาจเป็นเพียงผลพลอยได้จากการสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้สังคมเท่านั้น

.
.

Shareholder กำไรต้องมาก่อน ไม่ว่าใครจะเจ็บแค่ไหน

ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมดั้งเดิม ความรับผิดชอบขององค์กรคือการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น (Shareholder) ตามแนวคิดของ Milton Friedman ในปี 1970 ที่ว่า “The social responsibility of business is to increase its profits.” ซึ่งกลายเป็นแกนหลักของโลกธุรกิจตลอดช่วงปลายศตวรรษที่ 20
แต่นั่นคือยุคที่บริษัทสามารถตัดต้นไม้ได้โดยไม่ต้องปลูกใหม่ กดค่าแรงแรงงานโดยไม่ต้องสนใจคุณภาพชีวิต หรือปล่อยควันพิษใส่ชุมชนโดยไม่ต้องรับผิดชอบระยะยาว

ความคิดแบบ Shareholder-centric ทำให้บริษัทกลายเป็นยักษ์ที่โตกว่าเศรษฐกิจประเทศเล็ก ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นผู้ผลักโลกเข้าสู่ยุคของ Climate Change, Social Inequality และวิกฤตศรัทธาต่อภาคธุรกิจ

.

Stakeholder เมื่อคน สังคม และธรรมชาติต้องมาก่อนเงิน

ในโลกปัจจุบัน แนวคิดแบบ Stakeholder Capitalism ได้รับการผลักดันมากขึ้น โดยเฉพาะจากองค์กรอย่าง World Economic Forum ที่ระบุว่า บริษัทต้องรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้น แต่รวมถึง พนักงาน ชุมชน ซัพพลายเออร์ ลูกค้า ไปจนถึงสิ่งแวดล้อมและคนรุ่นหลังที่ยังไม่เกิด

แนวคิดนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ผ่านกรอบ ESG ซึ่งกำหนดให้ธุรกิจต้องแสดงความโปร่งใสในการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ไม่ใช่แค่ “ทำดี” เพื่อภาพลักษณ์ แต่ต้องฝังลงใน DNA ขององค์กร ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการดูแลพนักงานและชุมชนรอบข้าง

.
.

จาก Shareholder สู่ Stakeholder

การเปลี่ยนผ่านจาก Shareholder เป็น Stakeholder เกิดขึ้นเพราะแรงกดดันหลายด้าน

1. แรงกดดันจากผู้บริโภค: คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับคุณค่ามากกว่าราคา พวกเขาพร้อมจะจ่ายแพงขึ้น ถ้ารู้ว่ากำลังสนับสนุนองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม�
2. แรงกดดันจากนักลงทุน: นักลงทุนเริ่มใช้เกณฑ์ ESG ในการตัดสินใจลงทุน เพราะองค์กรที่ไม่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม มีความเสี่ยงทางธุรกิจสูง�
3. แรงกดดันจากรัฐและองค์กรกำกับ: มาตรการใหม่ ๆ เช่น กฎหมายการเปิดเผยข้อมูล ESG การจำกัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และภาษีคาร์บอน กำลังบังคับให้องค์กรต้องเปลี่ยนแนวคิด�
.

ทำไมทำ ESG ต้องดู Stakeholder ไม่ใช่ Shareholder

ถ้าองค์กรยังยึดติดกับการตอบสนองแค่ผู้ถือหุ้น การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมอาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การดูแลพนักงานอาจถูกมองว่าเป็นภาระ และความร่วมมือกับชุมชนอาจกลายเป็นเพียงกิจกรรม CSR ที่ไม่ได้ฝังรากในวัฒนธรรมองค์กร

ในทางตรงกันข้าม หากองค์กรมองเห็นทุกภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของตนเป็น Stakeholder การลงทุนเพื่อความยั่งยืนจะถูกมองว่าเป็นการสร้างคุณค่า (Value Creation) ไม่ใช่ต้นทุน การพัฒนาพนักงานจะกลายเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ และการรักษาสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด

.
.

ESG, SDGs, และ IDGs
สามเหลี่ยมทองคำของอนาคตองค์กร

แนวคิด ESG เชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของ UN ซึ่งกำหนดเป้าหมาย 17 ข้อที่โลกควรร่วมมือกันไปให้ถึงภายในปี 2030 และสิ่งที่คนยังไม่พูดกันมาก คือ การจะไปถึง SDGs ได้นั้น ไม่ใช่แค่เรื่องนโยบายหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจาก “การพัฒนาภายในของมนุษย์” หรือ Inner Development Goals (IDGs)

องค์กรที่มองเห็นว่า Stakeholder คือมนุษย์ และมนุษย์ต้องมี Inner Skills เช่น การตระหนักรู้ภายในตน การคิดอย่างเป็นระบบ การฟัง การเห็นอกเห็นใจ และการอดทน กล้าหาญต่อความเปลี่ยนแปลง จะเป็นองค์กรที่สามารถขับเคลื่อน ESG ได้อย่างแท้จริง

.

ถ้าองค์กรยังคิดว่าโลกหมุนรอบผู้ถือหุ้น
…ก็เตรียมตัวหลุดวงโคจรได้เลย

เราอยู่ในยุคที่แค่ทำกำไรไม่พอ แต่ต้องทำดี ทำให้คนเชื่อ และทำให้โลกอยู่รอด Stakeholder คือกระจกสะท้อนความจริงขององค์กร ว่ากำลังสร้างคุณค่าจริง หรือแค่สร้างกำไรลม ๆ แล้ง ๆ
และในวันที่ ESG ไม่ใช่เทรนด์ แต่เป็นกฎใหม่ของการทำธุรกิจ โลกจะไม่รอฟังคำอธิบายจากองค์กรที่ยังคิดแบบ Shareholder-centric อีกต่อไป

ใครที่ยังไม่เปลี่ยน คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่า จะชนะในตลาดได้ไหม แต่คือ จะมีตลาดให้เล่นอยู่หรือเปล่า

โลกใหม่ไม่ได้รอคนที่ใหญ่ที่สุด แต่รอคนที่รับผิดชอบและเชื่อมโยงกับทุกชีวิตได้ดีที่สุดต่างหาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *