ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนิยายวิทยาศาสตร์ที่สมัยเด็ก ๆ นั้นอ่านอย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลา เปิดหนังสือเมื่อไหร่ก็เหมือนได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งความฝัน พอวัยรุ่นได้เข้าสู่รั้วเลือดหมูอันทรงเกียรติการอ่านจึงเป็นมากกว่าจินตนาการไปตามตัวอักษรบนหน้ากระดาษ (Above the Lines) คือเลยไปวิเคราะห์ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ระหว่างบันทัด (Between the Lines) นั้นด้วย ยิ่งอ่าน ยิ่งคุ้ย ยิ่งเจอ ยิ่งสนุกและเพลิดเพลิน จนเมื่อประสบการณ์ชีวิตมากขึ้นการอ่านได้เปลี่ยนไปเป็นเหมือนการดู คืออ่านเป็นเสมือน “กล้อง” ที่ส่องมองเรื่องนั้น ๆ ที่ให้ทั้งภาพที่เป็นรูปของเหตุการณ์ และให้ทั้งนามที่ลึกลงไปถึงเหตุปัจจัยของเหตุการณ์นั้น ผ่านมุมมองหรือทัศนคติของผู้เขียน ซึ่งนิสัยการอ่านเช่นนี้คงติดมาถึงการดูภาพยนตร์ด้วย ที่ล่าสุดต้องตกใจเพราะได้ไปดูหนังสยองขวัญเกี่ยวกับซอมบีครองโลก
แต่พอออกจากโรงหนังก็มาฉุกใจว่าตั้งแต่ต้นจนจบนั้น ตัวเองไม่ได้มีความกลัวใด ๆ เกิดขึ้นเลยสักครั้ง ทั้งยังมีแต่ความเศร้า สะเทือนใจ หดหู่ใจดั่งกับดูหนังชีวิต ตกใจกลัวว่าตัวจะมีความผิดปกติในการรับรู้จนต้องไล่ย้อนสำรวจว่าเมื่อครู่ที่ดูนั้น จิตมีการปรุงแต่งอย่างไร ทำไมจากที่ควรจะหวาดผวากลายเป็นเศร้ารันทด แล้วก็เลยพบว่าเพราะขณะที่ดูฉากซอมบีออกมาล่ามนุษย์กันเต็มเมืองนั้นใจกลับเห็นซอมบีเป็นเพียง “สิ่งอันตรายบางอย่าง” ที่มุ่งทำร้ายชีวิตมนุษย์ เป็นภัยคุกคามที่เป็นเงื่อนไขให้ตัวละครแต่ละตัวได้แสดงออกถึงแรงขับเคลื่อนเบื้องลึก หรือฉากซอมบีกรูเข้ามาจะขย้ำ ก็เห็นซอมบีเป็นเพียงตัวเร่งปฏิกริยาที่ทำให้ตัวละครนั้นเร่งตัดสินใจเลือกปกป้องตัวตามที่ตนเคยชิน ส่วนหลายครั้งที่น้ำตาจะไหลนั้นก็เพราะสะเทือนใจไปกับความเห็นแก่ตัว สลดใจกับความไร้เหตุผล หดหู่ใจกับความโลภเอาแต่ได้ของมนุษย์ พอสำรวจเห็นเช่นนี้จนสบายใจว่าตัวเองยังไม่ได้มีอะไรผิดปกติแล้วก็เลยทำให้นึกไปถึงทฤษฏีสำคัญทฤษฏีหนึ่งจากหนึ่งในนักปรัชญาเอกของโลกนั่นคือ “ทฤษฏีแบบ” ของ เพลโต ที่กล่าวถึงสิ่งต่าง ๆ ว่ามีคุณสมบัติเบื้องลึกที่เป็นเหมือนแก่นของสิ่งนั้น ที่เป็นความหมายอันแท้จริงที่สมบูรณ์ของสิ่งนั้น เป็นความคงทนถาวรในทุกที่ ทุกเวลา ขณะรูปที่การรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 นั้นเป็นเพียง “เงาสะท้อน” ที่ไม่สมบูรณ์ในแบบของสิ่งนั้นเท่านั้น ลองยกตัวอย่างเล่น ๆ หากเอาซอมบีในหนังมาหาแบบก็อาจได้แบบของซอมบีออกมาเป็นความน่ากลัว ความเป็นภัยร้ายแรงต่อชีวิต ความสามารถระบาดได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ความสามารถเปลี่ยนเหยื่อให้กลายเป็นพวกได้ และก็เพราะขณะดูหนังจิตของผมไม่ได้เห็นซอมบีเป็นซอมบี แต่ไปเห็นซอมบีเป็นของอีกสิ่งที่ได้พบเจออยู่เกือบตลอดเวลาจนกลายเป็นเรื่องปกติ ซึ่งนั่นทำให้ตลอดทั้งเรื่องจึงไม่มีฉากไหนที่ทำให้ตกใจได้เลย ซอมบีสายพันธ์นั้นก็คือ “กิเลส” ครับ กิเลสมีคุณสมบ้ติ (แบบ) เดียวกับซอมบี (หรืออาจต้องบอกว่าซอมบีมีคุณสมบัติแบบเดียวกับกิเลส) คือมีความน่ากลัว มีอันตรายร้ายแรง แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว และคอยหาจังหวะเล่นงานดึงเราให้ไปตกอยู่ในหล่มอันอันตรายและเลวร้ายให้กลายเป็นพวกมันอยู่ตลอดเวลา ลองคิดดูซิครับว่าจริงไหมที่ทุกวันนี้ก็มีซอมบีสายพันธ์แบบนี้คอยล่าพวกเราอยู่ทุกขณะจิตอยู่แล้ว ทั้งเราอาจโดนกัดกลายเป็นซอมบีไปโดยไม่รู้ตัวไปแล้วด้วย
นึกแล้วก็ได้แต่ทึ่งกับปรัชญาของปราชญ์โบราณที่ศึกษาเจาะลึกลงไปให้ถึงแก่น ไม่ได้ศึกษาแบบปรุงแต่งออกนอกไปติดแต่เปลือกดั่งวิชาการส่วนมากในสมัยนี้ พอเข้าใจจิตจนหายตกใจก็เลยนึกต่อไปว่านอกจากแบบของซอมบีแล้วยังมีแบบของสิ่งอื่น ๆ อีกไหม แล้วจะมีแบบร่วมของสรรพสิ่งทั้งปวงไหม ? ถ้ามีคืออะไร ? เหมือนจะเป็นปัญหายาก แต่เอาเข้าจริงก็ซึ่งก็ใช้เวลาคิดไม่นานเลยก็พบคำตอบ เพราะคำถามนี้ได้ที่มีผู้เฉลยไว้นานแล้ว เป็นคำเฉลยจากบุคคลผู้เป็นมหาบุรุษ เป็นศาสดาเอกของโลกนั่นคือ พระพุทธเจ้า ที่ท่านได้ตรัสบอกเรื่องนี้ไว้มากว่าสองพันปีแล้วว่าแบบร่วมนั้นมี ทั้งยังบอกเราด้วยว่าแบบหรือคุณสมบัตินั้นมีทั้งหมด 3 ประการที่เมื่อใครเข้าใจแบบนี้อย่างถ่องแท้แล้วเขาก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีความสุขสูงสุด แบบนี้ท่านเรียกว่า “ไตรลักษณ์” หรือสามัญลักษณะ 3 ประการของทุกสรรพสิ่งทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งประกอบด้วย อนิจจัง ความไม่เที่ยง ทุกขัง ความคงสภาพอยู่ไม่ได้ และอนัตตา ความไม่มีตัวตนที่แท้ “ทำไมเข้าใจแบบร่วมนี้แล้วถึงมีความสุข ?” ลองมาตรองตามกันดูครับ เริ่มจากเมื่อมีความเข้าใจในอนิจจัง หรือความไม่เที่ยง การคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เข้าใจว่าทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง บรรดารูปธรรมข้าวของเครื่องใช้ก็เปลี่ยนไปตามเวลา ผุ พังสลายไปไม่อาจมีสิ่งประดิษฐ์ใดคงทนถาวรให้เราครอบครองได้ตลอดกาล เช่นเดียวบรรดานามธรรมอารมณ์ ความรู้สึกก็เปลี่ยนแปลงสลายหายไปอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความสุขไหนอยู่กับเราอย่างถาวร ประโยชน์จากการรู้อนิจจังนี้จะทำให้จิตมีเกราะป้องกันยามอนิจจังนี้ทำงาน ได้เตรียมใจไว้ล่วงหน้า ได้วางแผนไว้รองรับ ต่างจากคนที่ไม่รู้อนิจจังก็จะไปเผลอที่คิดว่าทุกสิ่งจะคงทนถาวร เช่นไปคาดหวังว่าร่างกายตัวเองจะไม่แก่เฒ่าเจ็บป่วยซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้ พอถึงเวลาเจ็บ เวลาป่วยเขาย่อมทุกข์หนัก หรือไปคาดหวังว่าความสุขจะไม่จางหายไปและเมื่อความสุขนั้นหายไปเขาก็จะจัดการกับใจไม่ได้ ต้องทุรน ทุรายดิ้นรนไปไขว่คว้าหาสุขใหม่มาเสพอีกอย่างไม่รู้จบ หลายคนดีหน่อยก็เหนื่อยไปในทางที่ไม่สร้างเวรภัยแก่ตัวหรือคนอื่น ขณะที่บางคนหลงผิดขนาดยอมที่จะทำอะไรก็ได้แม้แต่เป็นสิ่งที่ผิดเพื่อให้ได้ความสุขนั้นมาครอง แต่หากเราเข้าใจอนิจจังของความสุขนี้ว่ามันไม่จีรังถาวรควรค่าที่จะดิ้นรนขนาดนั้น เราก็จะมีสัมพันธ์กับมันอย่างไม่เป็นภัย มีก็ดี หมดไปก็เช่นนั้นเอง (เช่นเดียวกับความทุกข์ที่ก็มีแบบของความไม่เที่ยงนี้เช่นกันผู้ที่รู้เท่าทันจึงไม่ทุกข์มากกว่าที่ควร เพราะรู้ว่าเดี๋ยวทุกข์หมดเหตุก็สลายไป ไม่มีทุกข์ไหนอยู่กับเราตลอด มุ่งหน้าแก้ปัญหา ละเหตุที่ก่อให้ทุกข์นั้นเกิดกันไปไปตามกำลัง)
นี่เพียงแค่คุณสมบัติเดียวของแบบของสรรพสิ่งที่หากใครรู้จริงก็ช่วยให้ชีวิตปลอดโปร่งขึ้นมากแล้ว แต่ยังมีอีกสองคุณสมบัติคือทุกขังและอนัตตา ที่เมื่อรู้ก็จะช่วยให้สามารถมีชีวิตที่ปลอดโปร่ง มีความสุขได้มากยิ่งขึ้น ทุกขังเป็นเช่นไร ทุกขังนี้ก็คือความไม่สมบูรณ์ในตนเอง สภาพที่ถูกบีบคั้น แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา การรู้คุณสมบัตินี้จะทำให้การมีสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ทำได้ฉลาดมากขึ้น เพราะเมื่อเห็นถึงสภาพน่ารังเกียจของมันได้อย่างชัดเจนแล้วเราก็จะไม่ไปทุ่มเทตัวในทางที่ผิดเพื่อของที่มีสภาพปรวนแปร ไม่สมประกอบไม่น่าเอาเยี่ยงนั้น ส่วนคุณสมบัติข้อสุดท้ายคืออนัตตาหรือความไม่ใช่ตัวตนของเรานั้น แบบนี้อาจใช้การคิดตรองให้เห็นตามได้ยากเพราะทุกคนมีความเชื่อพื้นฐานมาแต่เยาว์ว่าร่างกายนี้เป็นของเรา เป็นเราที่สุข เป็นเราที่ทุกข์ มีเราที่กำลังคิด มีเราที่กำลังรู้สึก คนจำนวนมากไม่เคยรู้แบบแห่งความเป็นอนัตตานี้ทำให้เขาต้องดิ้นรนอย่างเหนื่อยยากเพื่อมาสนองตอบ “ตัวเรา” ที่ไม่มีอยู่จริง เพราะในความเป็นจริงตัวเราที่แท้นั้นไม่มี ที่เรารู้สึกว่ามีเรานั้นเป็นเพียงกลอุบายการหลอกลวงของความหลงผิด ความไม่รู้ ซึ่งเมื่อใดที่รู้เท่าทันความไม่มีตัวตนของเราอย่างแท้จริง เราก็จะทำทุกสิ่งด้วยเหตุและผล ด้วยความเหมาะสมต่อสถานการณ์ ไม่ตัดสินใจกระทำการณ์นั้นด้วยความชอบ ไม่ชอบส่วนตัวเพื่อมาสนองตัวเราอันจอมปลอมนั้น ดั่งที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า “ทำด้วยจิตว่าง” อันจะทำให้งานนั้นปลอดจากอคติ เป็นไปตามเหตุอันควรอันเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ สรุปก็เพราะไม่รู้ “แบบ” นี่ล่ะทำให้เราไม่อาจเป็นนายเหนือสรรพสิ่งได้เสียที เหมือนเราไม่รู้หรือรู้ผิดเกี่ยวกับงานของเราเอง เราก็ย่อมตัดสินใจบริหารได้ผิดพลาด ไม่ถูกต้อง จนเมื่อเรารู้ชัด รู้รอบ รู้ถูกเราถึงจะตัดสินใจได้ถูก สามารถเอาชนะเกมนั้น ๆ ได้ รู้จักหน้าตาของกิเลสเราก็จะไม่โดนซอมบีกัดแล้วโดนมันบงการให้ไปขย้ำทำร้ายคนอื่นต่อ รู้จักหน้าตาของสรรพสิ่งเราก็จะไม่โดนสิ่งนั้นเล่นงานจนพาเราไปสู่หุบเหว บทนี้เริ่มจากการดูหนังผีแต่สรุปลงท้ายด้วยการเห็นผีจริง ๆ ในตัวเรา
ลองดูทุกสิ่งให้ถึงแบบของมันดู แล้วเราจะเป็นนายมัน มันไม่อาจมีอิทธิพลต่อเราได้อีกครับ !







ใส่ความเห็น